นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 1

ความเคลื่อนไหวของฉัน

15 พฤษภาคม 2556
Ico48
หลักสูตร วิทันตสาสมาธิ รุ่นที่ 2 ภาคเรียนที่2
ใน SEC
โดย kk
หลายๆท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า ภายในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ มีหลักสูตรเกี่ยวกับ สมาธิ ได้เปิดสอนเป็นรุ่นที่ 2 แล้ว โดยใช้เวลาเรียนหลังเลิกงาน ช่วงเวลา 17.00 -18.30 น. วันจันทร์ อังคาร พุธ ณ.อาคารเรียนรวม ใกล้กับคณะเศรษฐศาสตร์ (สนามกีฬา ล่าง ใกล้ไปรษณีย์คอหงส์) เป็นหลักสูตรของที่ไห...
ดอกไม้: 6 · ความเห็น: 0 · อ่าน: 1176
15 พฤษภาคม 2555
Ico48

ชอบ

Ico48
ระบบการตรวจยานพาหนะผ่านเข้าออกม.อ.
ใน บ่น..เพื่อผ่อนคลาย
โดย คนธรรมดา
ผมเป็นผู้ที่ผ่านเข้าออกม.อ. วันละหลายเวลาครับ และมีความเห็นว่าระบบการตรวจตรายานพาหนะเข้าออกม.อ.นั้น มันมีจุดอ่อนหรือความไม่สะดวกในบางประการ ข้อสังเกตของผมมีดังนี้ครับ ถ้าผมขับรถยนต์ผ่านเข้าม.อ.ในช่วงก่อนก่อน 7.00 น. หรือเลยกว่านั้นมาเล็กน้อย จะพบว่าผ่านสะดวกเพราะมีเจ้าหน้าที่น้อย (ส่วนมาก...
ดอกไม้: 20 · ความเห็น: 8 · อ่าน: 2265
01 พฤษภาคม 2555
Ico48

ชอบ

Ico48
รวมบันทึกใหม่ในรอบ 7 วัน (20-26 เมษายน 55) ของ Share.psu
ใน เรื่องเล่าและเรื่องคุยจากห้องแล็บเคมีคลินิก
โดย โอ๋-อโณ
7 วันที่ผ่านมามีบันทึกมากกว่า 7 วันก่อนและมีคนเขียนเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ แสดงว่า Share ยังคงมีแฟนพันธ์แท้เหนียวแน่น เอาบันทึกมารวมกันให้ตามอ่านกันได้ง่ายๆตามเคยค่ะ เรียงตามลำดับจำนวนคนอ่านเช่นเคย รวมทั้งผู้เขียนบันทึกและจำนวนบันทึกที่เขียนในรอบ 7 วันนี้ด้วยค่ะ บันทึก เจ้าของ จำนวนการอ่าน ...
ดอกไม้: 11 · ความเห็น: 2 · อ่าน: 3839
26 เมษายน 2555
Ico48

วันนี้.......... เลยตัดสินใจ ลงมือ ชำแหละ กล่อง ECU เป็นไงก็เป็นกัน

ภาพที่ปรากฏต่อหน้า สายตาผม ครับ ท่าน ผู้ชม

แผ่น PCB เป็นแบบ ชนิด 2 หน้า คือมีแผ่นทองแดง 2 หน้า หลุดร่อน อยู่ 4 จุด

เดี๋ยว จะถ่าย รูป มาให้ดูกัน วันนี้ ไม่อยากจะ บัดกรี อาราย ทั้งนั้น ยังมีเคืองอยู่ นิสๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

แนวทางแก้ไข มีดังต่อไปนี้

1. สั่ง ตัวกั่ว บัดกรีแบบ พิเศษ แบบ 60/40 ใช้ได้แต่ไม่นาน ต้องใช้แบบ งาน RF เพราะทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดี

2. ประกอบกลับเหมือนเดิม ถ้าใช้ได้ เคลือบด้วย เรซิลแข็ง แล้วปิดฝาให้สนิท ตลอดกาล

3. ส่งภาพ ECU ออกสื่อทั่วโลก

4. ถ้าหากใช้งานได้ทดลองวิ่ง 50 กิโลเมตร ไปกลับ หาดใหญ่ - สงขลา ถ้าไฟเครื่องยนต์ไม่โชว์อีกละก๊อ

จะเปิดร้านรับซ่อม ECU

สาเหตุ

1. การออกแบบ พื้นที่ สำหรับอุปกรณ์ในจุดบัดกรี มีพื้นที่น้อย ทำให้ร่อนได้ง่าย

2. ตัวกล่อง สัมผัสกับความร้อนเครื่องยนต์โดยตรง น่าจะไว้ในห้องโดยส่าร รถพังแล้ว กล่องยังดีแน่นอน

24 เมษายน 2555
Ico48
การเอาเปรียบผู้บริโภค รถปิคอัฟ (ตอน 2)
ใน SEC
โดย kk
ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นกับผม เมื่อ22 /4 /2555 ค่ำคืน วันอาทิตย์ ขณะกลับจาก นนทบุรี ไบค์วีค ครั้งที่ 4 ขับรถยนต์ ปิคอัฟ 4 X 4 ยี่ห้อเดิมที่เคยเกิดเหตุ ไฟเครื่องยนต์โชว์ที่หน้าปัทม์ เร่งเครื่องยนต์ไม่ขึ้นมาแล้ว ในใจก็ภาวนา คงไม่ซ้ำรอยหรอกน่า เพราะ เดี๋ยวนี้ รุ่น 2012 พัฒนามาใหม่หมดทั้...
ดอกไม้: 9 · ความเห็น: 4 · อ่าน: 2166
Ico48
การเอาเปรียบผู้บริโภค กับรถปิคอัฟรุ่นใหม่
ใน SEC
โดย kk
เป็นเรื่องราวที่ประสพพบเจอ และอยู่ในเหตุการณ์ 2 ครั้ง รถยี่ย้อเดียวกัน 2 คัน/ต่างปี เรื่องมันมีอยู่ว่า เดินทางจาก หาดใหญ่ไปเชียงใหม่ขับปิคอัฟยี่ห้อหนึ่ง ยอดขายเหรอครับ ขายดีมั๊กมาก เป็นรถรุ่นใหม่ปี2010 ระยะทางที่วิ่งมาแล้ว 75000 กิโลเมตร ขึ้นดอยอินทนนท์/ดอยอ่างขาง /ดอยแม่สลอง/กว๊านพะเยาว์ /รถมาเ...
ดอกไม้: 6 · ความเห็น: 1 · อ่าน: 1787
12 เมษายน 2555
Ico48
Small_644hydrogen_car
แสดงรายละเอียดการติดตั้งในรถยนต์
โดย kk
ดอกไม้: 0 · ความเห็น: 0 · อ่าน: 1219
04 เมษายน 2555
Ico48
kk (Recent Activities)
04 April 2012 14:19
#76366

ประวัติไฮโดรเจน

ถูกรับรองว่ามีอยู่จริงครั้งแรกโดยเฮนรี คาเวนดิช ในปี ค.ศ. 1766 คาเวนดิชค้นพบมันระหว่างทำการทดลองระหว่างกรดกับปรอท แต่เขาสันนิษฐานผิดพลาดว่า

ไฮโดรเจนนั้นเป็นสารประกอบของปรอท แต่เขาก็ยังสามารถบรรยายคุณสมบัติต่างๆของไฮโดรเจนได้อย่างถูกต้อง ต่อมา อองตวน ลาวัวซิเอได้ตั้งชื่อให้กับธาตุนี้ว่าไฮโดรเจน และพิสูจน์ว่าไฮโดรเจนและออกซิเจนเป็นส่วนประกอบของน้ำ

ไฮโดรเจนถูกใช้ประโยชน์ครั้งแรกในการบรรจุในบอลลูน ไฮโดรเจนสามารถเตรียมได้จากการผสมกรดซัลฟิวริกกับเหล็ก ดิวเทอเรียมซึ่งเป็นไอโซโทปของไฮโดรเจน ถูกค้นพบโดย แฮโรลด์ ซี. อูเรย์ (Harold C. Urey) โดยการกลั่นน้ำหลายๆครั้ง อูเรย์ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบของเขาในปี ค.ศ. 1934 ในปีเดียวกันนั้น มีการค้นพบทริเทียม ไอโซโทปชนิดที่สามของไฮโดรเจน

การนำไปใช้ประโยชน์การใช้กับรถยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้

ใช้ในกระบวนการ ไฮโดรจีเนชั่น (Hydrogenation) เพื่อสังเคราะห์น้ำมันพืชและน้ำมันจากสัตว์

ใช้ร่วมกับ คลอรีน เพื่อผลิตไฮโดรเจนคลอไรด์

ใช้ร่วมกับออกซิเจน ในการตัดชิ้นงานใต้น้ำ ไฮโดรเจนเหลวใช้เป็นเชื้อเพลิงของจรวดและเป็นส่วนผสมสำคัญในการสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์

ศัพท์เฉพาะของไฮโดรเจนเป็นชื่อของธาตุชนิดหนึ่ง "H dot" เป็นชื่อเรียกของโมเลกุลชนิดหนึ่งที่พบมากในอวกาศ แต่ไม่พบในโลก โมเลกุล 2 อะตอม ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติบนบรรยากาศโลก

ทางเคมีสามารถเขียนได้ H2 เรียกว่า ไดไฮโดรเจน เพื่อประโยชน์ในการแบ่งแยกกับสารอื่น

Ico48
kk (Recent Activities)
04 April 2012 14:16
#76365

ไฮโดรเจน (อังกฤษ: Hydrogen; ละติน: hydrogenium ไฮโดรเจเนียม) เป็นธาตุเคมีที่มีเลขอะตอม 1 สัญลักษณ์ธาตุคือ H มีน้ำหนักอะตอมเฉลี่ย 1.00794 u (1.007825 u สำหรับไฮโดรเจน-1)

ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่เบาที่สุดและพบมากที่สุดในเอกภพ ซึ่งคิดเป็นมวลธาตุเคมีประมาณร้อยละ 75 ของเอกภพ[1] ดาวฤกษ์ในลำดับหลักส่วนใหญ่ประกอบด้วยไฮโดรเจนในสถานะพลาสมา ธาตุไฮโดรเจนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหาได้ค่อนข้างยากบนโลก ไอโซโทปที่พบมากที่สุดของไฮโดรเจน คือ โปรเทียม (ชื่อพบใช้น้อย สัญลักษณ์ 1H) ซึ่งมีโปรตอนหนึ่งตัวแต่ไม่มีนิวตรอน ในสารประกอบไอออนิก โปรเทียมสามารถรับประจุลบ (แอนไอออนซึ่งมีชื่อว่า ไฮไดรด์ และเขียนสัญลักษณ์ได้เป็น H-) หรือกลายเป็นสปีซีประจุบวก H+ ก็ได้ แคตไอออนหลังนี้เสมือนว่ามีเพียงโปรตอนหนึ่งตัวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แคตไอออนไฮโดรเจนในสารประกอบไอออนิกเกิดขึ้นเป็นสปีซีที่ซับซ้อนกว่าเสมอ ไฮโดรเจนเกิดเป็นสารประกอบกับธาตุส่วนใหญ่และพบในน้ำและสารประกอบอินทรีย์ส่วนมาก ไฮโดรเจนเป็นส่วนสำคัญในการศึกษาเคมีกรด-เบส โดยมีหลายปฏิกิริยาแลกเปลี่ยนโปรตอนระหว่างโมเลกุลละลายได้ เพราะเป็นอะตอมที่เรียบง่ายที่สุดเท่าที่ทราบ อะตอมไฮโดรเจนจึงได้ใช้ในทางทฤษฎี ตัวอย่างเช่น เนื่องจากเป็นอะตอมที่เป็นกลางทางไฟฟ้าเพียงชนิดเดียวที่มีผลเฉลยเชิงวิเคราะห์ของสมการชโรดิงเกอร์

การศึกษาการพลังงานและพันธะของอะตอมไฮโดรเจนได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม มีการสังเคราะห์แก๊สไฮโดรเจนขึ้นเป็นครั้งแรกในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยการผสมโลหะกับกรดแก่ ระหว่าง ค.ศ. 1766-81 เฮนรี คาเวนดิชเป็นคนแรกที่สังเกตพบว่า แก๊สไฮโดรเจนเป็นสสารชนิดหนึ่งต่างหาก[2] และจะให้น้ำเมื่อนำไปเผาไหม้ ซึ่งคุณสมบัตินี้เองที่ได้กลายมาเป็นชื่อของไฮโดรเจน ซึ่งเป็นภาษากรีก หมายถึง "ตัวก่อให้เกิดน้ำ" ที่อุณหภูมิและความดันมาตรฐาน ไฮโดรเจนไร้สี ไร้กลิ่น เป็นอโลหะ ไร้รส ไม่มีพิษ และเป็นแก๊สไดอะตอมที่ไวไฟสูง มีสูตรโมเลกุลว่า H2 การผลิตไฮโดรเจนในเชิงอุตสาหกรรมมาจากการนำแก๊สธรรมชาติมาผ่านกระบวนการรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำ (steam reforming) เป็นหลัก และจากวิธีการผลิตไฮโดรเจนที่ต้องใช้พลังงานสูงกว่า เช่น การแยกน้ำด้วยไฟฟ้า[3] ไฮโดรเจนส่วนใหญ่ใช้สอยกันใกล้จุดผลิต กระบวนการเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ (นั่นคือไฮโดรแครกกิง) และการผลิตแอมโมเนีย ซึ่งส่วนใหญ่สำหรับตลาดปุ๋ย เป็นภาคที่มีการใช้ไฮโดรเจนมากที่สุด ไฮโดรเจนเป็นความกังวลหนึ่งในโลหะวิทยา เพราะไฮโดรเจนสามารถทำให้โลหะหลายชนิดเปราะได้[4] ซึ่งทำให้เป็นการยากขึ้นในการออกแบบสายท่อและถังเก็บ

[5] [2 H2(g) + O2(g) → 2 H2O(l) + 572 kJ (286 kJ/mol)[note 1]

แก๊สไฮโดรเจนก่อตัวเป็นสารผสมระเบิดกับอากาศหากมีความเข้มข้นร้อยละ 4-74 และกับคอลรีนหากมีความเข้มข้นร้อยละ 5-95 สารผสมนี้จะระเบิดขึ้นเองตามธรรมชาติเมื่อต้องประกายไฟ ความร้อนหรือแสงอาทิตย์ อุณหภูมิจุดระเบิดเองของไฮโดรเจน อุณหภูมิการติดไฟเองในอากาศ คือ 500 °C[9] เปลวไฟไฮโดรเจน-ออกซิเจนบริสุทธิ์ปลดปล่อยแสงอัลตราไวโอเล็ตและแทบมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เปรียบเทียบได้จากเปลวไฟสีจางของเครื่องยนต์หลักกระสวยอวกาศกับเปลวไฟที่มองเห็นได้ชัดเจนของจรวดเชื้อเพลิงแข็งกระสวยอวกาศ การตรวจจับการรั่วไหลของไฮโดรเจนที่กำลังเผาไหม้อาจต้องใช้อุปกรณ์ตรวจจับเปลวไฟ การรั่วไหลเช่นนี้อาจเป็นอันตรายได้มาก เรือเหาะฮินเดนบวร์กเป็นตัวอย่างของการเผาไหม้ไฮโดรเจน สาเหตุนั้นยังเป็นที่โต้เถียงกันอยู่ แต่เปลวไฟที่มองเห็นได้นั้นเป็นผลของวัตถุไวไฟในผิวของเรือ[10] เพราะไฮโดรเจนลอยตัวในอากาศ เปลวไฟไฮโดรเจนจึงลอยขึ้นสูงอย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดความเสียหายน้อยกว่าเปลวไฟไฮโดรคาร์บอนมาก ผู้โดยสารเรือเหาะฮินเดนบวร์กสองในสามรอดชีวิตจากเหตุไฟไหม้ และการเสียชีวิตจำนวนมากนั้นกลับเกิดจากการตกหรือเชื้อเพลิงดีเซลที่เผาไหม้มากกว่า[11] H2 ทำปฏิกิริยากับธาตุออกซิไดซ์ทุกชนิด ไฮโดรเจนสามารถเกิดปฏิกิริยาตามธรรมชาติอย่างรุนแรงที่อุณหภูมิห้องกับคลอรีนและฟลูออรีน เกิดเป็นเฮไลด์ของไฮโดรเจน คือ ไฮโดรเจนคลอไรด์กับไฮโดรเจนฟลูออไรด์ตามลำดับ ซึ่งมีศักยะเป็นกรดอันตราย[12]

03 เมษายน 2555
Ico48
kk (Recent Activities)
03 April 2012 16:15
#76335

กระบวนการผลิตก๊าซ ไฮโดรเจนมีอยู่ 2 กระบวนวิธี ก็คือ ทางเคมี และทางชีวเคมี

ทางเคมีก็ได้แก่กรรมวิธีทางความร้อนหรือไฟฟ้า ซึ่งสมัยปัจจุบันส่วนใหญ่จะทำการผลิตจากการใช้ไอน้ำที่เรียกว่า Steam Reforming คือการให้ไอน้ำทำปฏิกิริยากับก๊าซธรรมชาติ โดยมีนิกเกิลเป็นตัวแคตตาลิสต์เร่งการทำปฏิกิริยา ผลที่ได้มาก็คือไฮโดรเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อนำไปผ่านในน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์จึงจับตัวกับน้ำ ทำให้เหลือแต่ไฮโดรเจน วิธีนี้ก็คล้าย ๆ กับเครื่องปรับอากาศในรถหรือในบ้านที่ติดเครื่องแอร์ สามารถทำให้อากาศมีออกซิเจนเพิ่มขึ้น เนื่องจากความเย็นของแผงคอยล์เย็นที่มีไอน้ำในอากาศ กลั่นตัวเป็นหยดน้ำจับอยู่ และน้ำนั้นมีความเย็นอยู่ด้วยก็สามารถ ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากเป็นพิเศษ ลมหายใจออกที่ประกอบด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะถูกดูดซับทิ้งไปตามน้ำทิ้งของแอร์

อีกวิธีหนึ่งก็คือการแยกไฮโดรเจนจากน้ำด้วยไฟฟ้า โดยการใช้กระแสไฟตรง แยกน้ำให้เป็นไฮโดรเจนกับออกซิเจน วิธีนี้ก็จะได้ทั้งแก๊สออกซิเจน และไฮโดรเจนในเวลาเดียวกัน และไม่มีแก๊สอื่นเจือปน เป็นวิธีการผลิตที่ไม่มีมลภาวะเหมือนกระบวนการอื่น ๆ แต่ก็เสียตรงที่ว่าจะต้องใช้พลังงานในการแยกมากกว่าที่จะได้จากการรวมตัวกันแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานขับเคลื่อน เท่ากับการลงทุนมากเพื่อให้ได้ผลน้อย ทางชีวเคมีได้แก่การได้มาซึ่งไฮโดรเจนจากการใช้จุลินทรีย์เปลี่ยนของเสียและน้ำเสีย ชีวมวลไปเป็นก๊าซไฮโดรเจน หรือจากการหมักมูลสัตว์ให้ได้มาซึ่งก๊าซชีวภาพ (Biogas) ซึ่งประกอบด้วย H2 และ CO2 แล้วทำการแยก CO2 ออกไป ซึ่งรายละเอียดของการผลิตไฮโดรเจนยังมีมาก และจะไม่กล่าวถึงรายละเอียดไปกว่านี้ เอาเป็นว่าถึงได้มาแล้วซึ่งแก๊สไฮโดรเจนแล้ว จะทำอย่างไรต่อไป ถึงจะทำให้รถยนต์วิ่งได้นี้ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ การเก็บรักษาก๊าซไฮโดรเจน ก๊าซนี้เป็นเชื้อเพลิงที่ให้พลังงานสูงมาก ค่าความร้อนต่อน้ำหนักสูงกว่าน้ำมันเบนซินถึง 3 เท่าตัว ซึ่งดูเหมือนดี แต่อันที่จริงมันเป็นก๊าซที่เบามาก การที่จะจัดให้มีน้ำหนักได้หนึ่งกิโลกรัมนั้น เป็นเรื่องที่ยังเป็นไปไม่ได้ในสภาพความร้อนตามธรรมชาติ ว่ากันว่าได้มีการพัฒนาอัดแรงดันขึ้นไปถึง 700 เท่าของบรรยากาศไปแล้ว ก็ลองนึกภาพที่รถคันหนึ่งที่ใช้ถังก๊าซหุงต้มที่ออกแบบใช้งาน ที่ประมาณ 10 เท่าของบรรยากาศไปเติมก๊าซธรรมชาติ NGV ที่มีแรงดันมาตรฐานประมาณ 200 เท่า ผลก็คือ ถังระเบิดท้ายรถหลุดหายไปครึ่งคัน ตามที่เคยเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ แต่นี่แรงดันของการกักเก็บไฮโดรเจน ยังสูงกว่านั้นอีกสามเท่าตัว ยังมีอีกวิธีหนึ่งก็คือ การลดอุณหภูมิของก๊าซลงไปถึงประมาณ ลบ 250?c กับแรงดันต่ำในถัง ก็จะสามารถทรงความเป็นของเหลวไว้ได้ แต่วิธีต้องวิ่งรถใช้งานตลอด เพราะถ้าจอดนาน ความร้อนเพิ่มขึ้น ถัง แรงดันก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เจอแค่สองเรื่องก็ท้อแล้วใช่ไหมครับ

แต่เรื่องจริงเป็นอย่างนี้ ความอันตรายของไฮโดรเจนยังอาจตามมาหลอกหลอนถึงในรถของคุณทุกคันได้ ก็แบตเตอรี่ของรถยนต์นั่นไง ตลอดจนแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือ ที่เคยเป็นข่าวว่ามันระเบิด ก็ที่มันระเบิดได้ก็จากก๊าซตัวนี้ รวมตัวกับออกซิเจน แล้วถูกประกายไฟเกิดการสันดาปขึ้นอย่างรุนแรง ลองมาดูถึงตัวเครื่องยนต์ที่จะใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง

สมัยนั้นที่ผมเรียนอยู่ได้เอาเครื่องยนต์ TOYOTA ชนิดเบนซินมาดัดแปลงใช้ระบบคล้าย ๆ กับรถใช้แก๊สหุงต้มนั่นแหละ มีการลดแรงดันมาหลายระยะ จนสุดท้ายสิ่งที่เราเรียกกันด้วยความคุ้นเคยว่าหม้อต้ม ออกจากหม้อต้มก็เข้าคาร์บูแก๊สไป แต่ปัญหาของไฮโดรเจนมันมากกว่า LPG แยะ เนื่องจากก๊าซนี้มีโมเลกุลขนาดเล็กมาก การรั่วไหลเวียนไปทั่วเครื่องยนต์นั้นง่าย แล้วก็โดนประกายไฟและเกิดการสันดาปขึ้น จานจ่ายที่ระเบิดไปหลายลูกกว่าจะเข้าใจว่ามันเป็นเพราะอะไร ก็ก๊าซที่มันรั่วซึมลงห้องแคร็งค์ตอนที่ลูกสูบอยู่ในจังหวะอัด หลาย ๆ ครั้งมันก็มีความหนาแน่นพอ แล้วก็ซึมย้อนเข้าไปตามแกนหมุนของจานจ่าย เข้าไปในกะลาจานจ่าย ไปจุดระเบิดกันที่นั่น ก็กว่าจะแก้ปัญหาไปทีละเรื่องก็แทบตายแล้ว งานครั้งนั้นเป็นการแข่งขันทั้งความประหยัดและมลพิษ ซึ่งก็แน่นอนที่รถของเรามีมลพิษต่ำที่สุดในสมัยนั้นที่ยังไม่เคยพูดถึงออกไซด์ของไนโตรเจน ก็ไม่เหมือนกันว่ามันมากน้อยแค่ไหน เพราะเขายังไม่รู้จักกัน หลังจากโครงการรถใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในครั้งนั้น ก็เป็นอันว่าจบและไม่หวนไปคิดถึงมันอีก ในความคิดของผมก็คือ ความเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง สำหรับเชื้อเพลิงนี้ ข้อดีมีเพียงข้อเดียว คือ เป็นเชื้อเพลิงสะอาด แต่การใช้ยุ่งยากมากและมีอันตราย นอกจากนี้ไม่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงเดินทางไกล ๆ ได้ ณ เวลานี้ในประเทศไทย เชื้อเพลิงแก๊สธรรมชาติที่มีอยู่ก็ยังยากต่อการใช้งาน อีกทั้งยังไม่สามารถไปไหนไกลจากปั๊มเชื้อเพลิง เพราะมีรัศมีทำการใกล้ แม้กระนั้นถังเชื้อเพลิงก็มีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก เท่าที่จำได้ว่า ถังเชื้อเพลิงที่มีน้ำหนักถึง 70 กก. และกินเนื้อที่ท้ายรถไปเกือบครึ่งแล้ว มีค่าความร้อนเชื้อเพลิงเท่ากับเบนซินเพียง 18 ลิตรเท่านั้นเอง

เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังเคมีในไฮโดรเจนมาเป็นไฟฟ้าโดยตรง มีลักษณะเช่นเดียวกับแบตเตอรี่ เพียงแต่ไม่ชาร์จไฟเข้า เป็นการเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเข้าไปแทน ทีนี้ถ้าเป็นอุปกรณ์สำหรับรถยนต์ รถนั้นก็ต้องขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า โดยอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ หรือจาก Fuel Cell ถ้ามองภาพใหญ่ของระบบ จะเห็นความซับซ้อนเพิ่มขึ้น คือแทนที่จะชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ กลับจะต้องเอาไฟฟ้าไปผลิตไฮโดรเจน แล้วจึงเอาไฮโดรเจนไปผลิตไฟฟ้า การทำกลับไปกลับมานี้ ประสิทธิภาพโดยรวมก็จะน้อยมาก นี่เป็นเหตุที่มองเห็นอนาคตของรถที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงชัดเจนอยู่แล้ว เวลานี้ผมเห็นด้วยอยู่กรณีเดียวคือยานอวกาศ ที่เดินทางไปถึงจักรวาลที่แสงแดดส่องไปไม่ถึงแล้ว Fuel Cell จึงมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าให้กับยานอวกาศต่อไป

ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : http://www.grandprixgroup.com

Ico48
kk (Recent Activities)
03 April 2012 15:45
#76334

กาซไฮโดรเจน คือ ต้นกำเนิด ของพลังงาน ที่ใช้ในการขับเคลื่อน ตัวกาซไฮโดรเจน นี้ เราสามารถผลิตได้จาก การแยกโมเลกุลของน้ำ เกิดเป็น กาซไฮโดรเจน และกาซออกซิเจน ขึ้นมา คุณสมบัติของ กาซไฮโดรเจน ที่เราทราบกันดี

ก็คือ ตัวมันสามารถติดไฟ ได้ แต่ไม่ได้ช่วยให้ไฟติด นั่นหมายความว่า

มันต้องอาศัยตัว ออกซิเจน ในการเผาไหม้ และ มีผลผลิตเป็นน้ำ นั่นเอง

 2 H2(g) + O2(g) → 2 H2O(l) + 572 kJ (286 kJ/mol) จากปฏิกิริยา จะเห็นว่าในการเกิดน้ำ ของไฮโดรเจน และออกซิเจน สามารถทำให้เกิดความร้อน สูงถึง 572 kJ และปฏิกิริยา นี้สามารถเกิดได้เอง ( autoignition temperature )ที่อุณหภูมิ 560 °C (1,040 °F) โดยที่ความเข้มข้นของไฮโดรเจน มีอยู่ในช่วงระหว่าง 4 – 75 % ก็สามารถเกิดปฏิกิริยานี้ได้ (เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ที่ให้ความร้อนสูง) กาซไฮโดรเจน นี้สามารถทำปฏิกิริยา กับสารเคมีบางจำพวกได้เอง อย่างเช่น คลอรีน ทำให้เกิดกรด ไฮโดรคลอริก หรือ กรดเกลือ ที่มีความสามารถในการกรัดกร่อนสูง กาซไฮโดรเจน มีความหนาแน่น ประมาณ 1 ใน 10 ของน้ำ และคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของกาซแอลพีจี ไม่มีสี ในอุณหภูมิห้อง มีสถานะเป็นกาซ

เราสามารถผลิต กาซไฮโดรเจน โดยการ ผ่านกระแสไฟฟ้า ลงในน้ำที่มี อีเลคโตรไลท์ หรือสารนำไฟฟ้า อย่างเช่น เกลือ

แต่สำหรับการผลิตกาซไฮโดรเจนสำหรับอุตสาหกรรม ซึ่งมีความต้องการใช้ในปริมาณมาก การใช้กระแสไฟฟ้าในการผลิตคงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นัก เพราะ อาจเกิดอันตรายจากการระเบิดของ กาซไฮโดรเจน ที่ผสมกับอากาศ ไปกระทบถูกประกายไฟได้

ปฏิกิริยาที่ใช้ในการผลิตไฮโดรเจนในเชิงอุตสาหกรรม จะเป็นผลิตจากสารตั้งต้นพวกไฮโดรคาร์บอน ( มีเทน) ซึ่งได้มาจากการกลั่นน้ำมัน โดยทำปฏิกิริยากับไอน้ำที่ (700–1100 °C; 1,300–2,000 °F) CH4 + H2O → CO + 3 H2 ถ้าในโรงงานสามารถเก็บ คาร์บอนมอนนอกไซด์ ได้ ก็สามารถนำกาซนี้มาทำปฏิกิริยา กับไอน้ำอีกครั้ง CO + H2O → CO2 + H2 เนื่องจาก ผลผลิตตามปฏิกิริยานี้ ทำให้เกิด คาร์บอนมอนนอกไซด์ เราอาจใช้ปฏิกิริยา CH4 → C + 2 H2 การนำ กาซไฮโดรเจน มาใช้กับยานยนต์ นั้น นับว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นพลังงานทางเลือก ที่มีราคาถูก แต่ในการนำมาใช้ผู้ใช้ รวมถึง ผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมมือกันศึกษาให้รู้ถึงข้อดี ข้อเสีย และแนวทางป้องกันปัญหาในการใช้พลังงานทางเลือกนี้ ให้ดีเสียก่อน

ในอดีต เคยมีบอลลูลขนาดใหญ่ ที่เกิดอุบัติเหตุ จากการระเบิดของกาซไฮโดรเจน จนทำให้เกิดการเสีย ชีวิตของคนมากมาย

Ico48
kk (Recent Activities)
03 April 2012 15:35
#76333

เรื่องราวของ การติดตั้งระบบกาซ ไฮโดรเจน เพื่อใช้ทดแทน น้ำมัน ยังมีอีกมากมายที่เราต้องมาศึกษา หาข้อมูลกัน ก่อนที่จะไปเป็นหนูทดลอง แถมยังเสียตังส์ โดยที่เราไม่รู้ถึงอันตรายของการติดตั้งระบบ กาซไฮโดรเจน โดยตัวมันเองเป็นกาซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น จึงไม่สามารถสัมผัสได้ว่า มันมีการรั่ว หรือ หลุดรอดออกมาจากระบบของเครื่องยนต์ การติดตั้งระบบตรวจสอบการรั่วไหลของกาซไฮโดรเจน นั้น ต้องใช้ตัวตรวจจับที่มีความไวต่อกาซไฮโดรเจน โดยอาจใช้วิธีการกระตุ้นโมเลกุลด้วย แสงยูวี หรืออินฟราเรด (เรื่องนี้ต้องสอบถามจากผู้รู้) ซึ่งคาดว่าน่าจะมีราคาแพงมาก อันตรายของกาซไฮโดรเจน มีโอกาสเกิดเมื่อ กาซนี้ไปอยู่รวมกับอากาศ แม้มีปริมาณเพียง 4 ส่วนในร้อยส่วน หากไปกระทบถูกประกายไฟ ก็สามารถเกิดการเผาไหม้ได้ ปริมาณของกาซไฮโดรเจนในอากาศ ที่สามารถเกิดการเผาไหม้ (ระเบิด) ได้คือ 75 ส่วนในร้อยส่วน ซึ่งจะทำให้เกิดแรงอัด และความร้อนสูง ดังนั้น ผู้ที่ได้ทำการติดตั้งระบบกาซไฮโดรเจน เข้ากับเครื่องยนต์ ต้องหมั่นตรวจสอบการรั่วไหล และการเจือปนของออกซิเจน ที่เกิดในถังผลิต ไฮโดรเจน เพราะหากมีการเจือปนของออกซิเจน แม้เพียง 25 ส่วนในร้อยส่วน เมื่อมีความร้อนสูงมากระทบอาจเกิดการระเบิดได้

31 มีนาคม 2555
30 มีนาคม 2555
Ico48
ลูกรักพ่อ
ใน SEC
โดย kk
เรื่องลูกรักพ่อ ชายชราคนหนึ่งอาศัยอยู่ในเมืองเมืองหนึ่งอย่างเดียวดายเขาต้องการที่จะพรวนดินเพื่อทำ สวนมันฝรั่ง แต่มันเป็นงานที่หนักมาก ลูกชายคนเดียวที่เคยช่วย ต้องโทษติดคุก ชายชราเขียนจดหมายถึงลูก อธิบายถึงสถานการณ์ ลูกรัก...พ่อรู้สึกแย่มากเพราะดูเหมือนว่าพ่อจะปลูกมันฝรั่งไม่ได้ในปีนี้ พ่อแก่เ...
ดอกไม้: 5 · ความเห็น: 0 · อ่าน: 1580
Ico48

555 เสน่ห์ปลาย ตะหลิว

29 มีนาคม 2555
Ico48

ชอบ

Ico48
ผักพื้นบ้านไม้ผลพื้นเมืองในโครงการพระราชดำริฯ : กระทือ
ใน สาระน่ารู้ทางการเกษตร
โดย Marky
ชื่อ : กระทือ กระทือป่า กะแวน กะแอน แสมดำ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber zerumbet Smith. วงศ์ : ZINGIBERACEAE นิเวศวิทยา : พบในภาคใต้ ตามป่าดงดิบ ริมลำธาร หรือชายป่า ฤดูกาลออกดอก : พฤศจิกายน-ธันวาคม การขยายพันธุ์ : .ใช้เหง้า ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ลำต้น ไม้ล้มลุก สูง 0.5-1 เมตร มีเหง้าใต้...
ดอกไม้: 2 · ความเห็น: 0 · อ่าน: 4118