นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2046
ความเห็น: 2

ประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง(ในหลายๆอย่าง) ของข้าวพันธุ์พื้นเมือง

ประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง(ในหลายๆอย่าง) ของข้าวพันธุ์พื้นเมือง

    วันที่ 31 สิงหาคม 2556 ได้เข้าร่วมกับนักศึกษาในภาควิชา เพื่อศึกษาชุมชน บังเอิญมีจุดหนึ่งที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่ผมเคยเล่ามาใน share ก่อนหน้านี้  http://share.psu.ac.th/blog/agri-dev/26887 เกี่ยวกับข้าวพันธุ์พื้นเมืองพันธุ์หนึ่งคือข้าวพันธุ์อัลฮัมฯ ซึ่งปลูกกันในบางพื้นที่ของจังหวัดสตูล แต่วันนี้ที่ไปศึกษาคือพื้นที่ตำบลควนโพธิ์ อำเภอเมืองสตูล โดยได้เข้าไปคุยกับเกษตรกรที่ศูนย์เรียนรู้พญาบังสา

    เกษตรกรเล่าให้ฟังว่าเมื่อปี พ.ศ. 2550 ในตำบลควนโพธิ์มีพื้นที่ทำนาประมาณ 4,000 กว่าไร่ ปัจจุบันพื้นที่นาลดลงเหลือประมาณ 2,500 ไร่ ลดลงไปกว่าครึ่ง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงจากการทำนาไปเป็นพื้นที่สวนยางและปาล์มน้ำมัน

    จากจำนวนพื้นที่นาที่มีอยู่ในตำบลพบว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อัลฮัมฯ  ผลผลิตข้าวพันธุ์นี้ครึ่งหนึ่งถูกนำมาบริโภคเองรวมทั้งนำมาเลี้ยงสัตว์ปีก เพราะมีเมล็ดเล็ก ไม่ยาวมากเหมือนข้าวพันธุ์ใหม่ที่เข้ามาในพื้นที่คือข้าวพันธุ์ชัยนาท ส่วนอีกประมาณครึ่งหนึ่งเป็นการขาย ส่วนมากขายให้กับพ่อค้าที่มาซื้อถึงที่นาเพื่อนำไปขายต่อไปยังโรงงานทำแป้งขนมจีนที่จังหวัดพัทลุงและจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากข้าวพันธุ์นี้มีจำนวน แอมิโลส (amylose)  สูง เหมาะแก่การทำแป้งขนมจีน การใช้ข้าวพื้นเมืองพันธุ์นี้ทำให้เส้นขนมจีนจับกันดี เหมาะกับการบริโภค

    ประเด็นที่ผมอยากกล่าวถึงคือ ในปัจจุบันมีการเข้ามาของข้าวพันธุ์ปรับปรุงในพื้นที่มีบ้างแล้ว เช่นข้าวพันธุ์ชัยนาทดังกล่าว เวลานำข้าวพันธุ์อัลฮัมฯมาเป็นเมล็ดพันธุ์จะมีข้าวปนระหว่างข้าวพันธุ์นี้กับพันธุ์ใหม่ที่เข้ามามากขึ้น เนื่องจากการเก็บเกี่ยวพันธุ์ข้าวอัลฮัมฯในปัจจุบันไม่ค่อยมีความพิถีพิถันมากเท่าไร การเก็บเกี่ยวข้าวเกษตรกรมีการจ้างรถเก็บเกี่ยวทำให้มีการปนพันธุ์ได้ง่าย ในระยะหลังพ่อค้าที่มารับซื้อจึงบ่นๆว่าการซื้อข้าวไปทำเส้นขนมจีนไม่ดีเหมือนในอดีต ทำแล้วเส้นมีคุณภาพลดลงคือไม่ค่อยจับกันดีเหมือนเดิม  นอกจากนี้การเก็บเกี่ยวข้าวก็มักจะเก็บเกี่ยวไม่ถูกช่วงเวลาโดยเกษตรกรมักจะเก็บตอนข้าวสุกเต็มที่แล้วแทนที่จะเก็บในระยะพลับพลึง จึงทำให้ในช่วงดังกล่าวอาจโดยฝน เพราะจะเชื่อมต่อกับฤดูกาลที่ฝนอีกช่วงเริ่มลง จึงทำให้เกิดการสูญเสียของข้าวพอควร บริเวณดังกล่าวไม่มีโรงอบ ต้องผึ่งแดดอย่างเดียว

ข้าวพันธุ์พื้นเมืองจึงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจหนึ่งของชาวนาในภาคใต้ตอนล่างดังกรณีแป้งขนมจีนข้างต้น ดังนั้นแกนนำชุมชนจึงได้คุยกันว่าในพื้นที่น่าจะมีการรณรงค์กันให้มีการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ถูกต้องและไม่ให้มีพันธุ์ปน เพราะถ้าไม่อย่างนั้นจะสูญเสียตลาดไป

ผมยังคิดต่อไปว่าเป็นไปได้ไหมที่เกษตรกรรวมตัวกันนำผลผลิตข้าวมาแปรรูปเป็นแป้งขนมจีนเอง แต่เมื่อค้นหาข้อมูลก็พบว่าการทำโรงงานแป้งขนมจีนจะต้องอาศัยทุนและเทคโนโลยีในการผลิตแป้งที่สูงพอประมาณ การให้ชาวบ้านรวมตัวกันทำแป้งขนมจีนอาจเกิดขึ้นยาก (หรือหากใครมีความรู้เกี่ยวกับโรงงานแป้งขนมจีนขนาดเล็กที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก และที่ชุมชนพอจะดำเนินการได้ ช่วยบอกด้วยนะครับ เผื่อจะนำไปใช้ในชุมชนได้ จึงได้คิดต่อไปว่าในเบื้องต้นหากชุมชนที่ทำข้าวพันธุ์พื้นเมืองสามารถสร้างเครือข่ายกับโรงงานแป้งขนมจีนโดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางน่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร นอกจากจะขายให้กับโรงงานแล้ว อาจจะซื้อแป้งจากโรงงานโดยตรงมาทำขนมจีนเพิ่มรายได้ได้อีกด้วย เพราะขนมจีนเป็นอาหารที่ปัจจุบันยอดฮิตในหลายพื้นที่

ประเด็นที่ขอเล่าในวันนี้มีเท่านี้เองครับ… แต่อยากจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำนาในพื้นที่อีกนิด เผื่อนักพัฒนาอาจนำไปร่วมกับเกษตรกรช่วยกันคิดต่อไปว่าจะพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่อย่างไร

       เกษตรกรในพื้นที่เล่าให้ฟังว่า  การเข้ามาของอาชีพการทำสวนยางทำให้การทำนาลดความพิถีพิถันลง กิจกรรมของการทำนามีต้นทุนที่เป็นตัวเงินเพิ่มขึ้น เช่นส่วนใหญ่มีการจ้างแรงงานภายนอกหรือจ้างใช้เครื่องจักรกลทำแทน ค่าจ้างต่อไร่ของงานต่างๆในนาปัจจุบันเช่น ไถจนพร้อมดำ 900 บาท  ค่าดำนา 1,800 บาท ค่าหว่าน 100 บาท เมล็ดพันธุ์เพื่อดำนา 10 กก. เมล็ดพันธุ์เพื่อหว่าน 20 กก.  กก.ละเฉลี่ย 15 บาท   เกษตรกรใส่ปุ๋ยไร่ละ 1 กระสอบ ตก 1,000 บาท ค่าเก็บเกี่ยวพร้อมนวด 550 บาท นอกจากนี้ยังมีค่าจ้างอื่นๆเช่น ค่าจ้างแบกข้าวขึ้นรถกระสอบละ 10 บาท  การสูญเสียเนื่องมาจากการเก็บเกี่ยว 10% ผลผลิตที่ได้ประมาณ 500 บาท ต่อกิโลกรัม  ข้าวเปลือกขายได้ กก.ละ 10 บาท  ข้าวสารขายได้ กก.ละ 40 บาท (โดย ข้าวเปลือก 1 กก. สามารถนำมาสีเป็นข้าวสารได้ 0.6 กก.ข้อมูลนี้น่าจะเอาไปคิดดูนะครับ เพราะผมคิดว่าข้าวยังคงเป็นพืชที่เป็นทั้งเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สำคัญและจำเป็นในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง การหาแนวทางให้สามารถลดต้นทุนการผลิตให้ได้มากขึ้นน่าจะไม่ทำให้พื้นที่นาลดลงจนน่าใจหายดังในปัจจุบันนี้

*******************************************************

หมวดหมู่บันทึก: บริการวิชาการ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 18 กันยายน 2556 10:30 แก้ไข: 18 กันยายน 2556 10:33 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 คนธรรมดา, และ 5 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ผมคิดว่า ม.อ.หากสามารถสร้างโรงสีแบบ CSR ให้กับชุมชนได้ก็จะดีนะครับ แต่ควรให้คำแนะนำจนได้ผลผลิตสุดท้ายด้วย สร้างเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งให้ได้ ทำเช่นนี้ได้ม.อ.ก็จะเป็นที่พึ่งของชุมชนได้อย่างที่ตั้งความหวังไว้ครับ

Ico48
Chutima [IP: 110.77.161.147]
27 กันยายน 2556 16:50
#93206

ได้ความรู้เพิ่มขึ้น Agree และขอบคุณคะ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.234.207.100
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ