นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 3367
ความเห็น: 0

บทสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ ดร.เสาวภา อังสุภานิช

“โอกาสอยู่ในมือแล้ว อย่าทำหาย"

  

 

วันที่ 30 กันยายนของทุกๆ ปี หลาย หน่วยงานจะมีผู้เกษียณอายุราชการจำนวนหนึ่ง โดยท่านเหล่านั้นจะต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทและหน้าที่ของตนเองจากเดิมที่เคยปฏิบัติหน้าที่การงาน

ในช่วงก่อนที่จะเกษียณ แต่ละท่านมักจะมีชีวิตการงานที่น่าสนใจ บ้างก็ดุเดือด โลดโผน  แต่บ้างก็มีชีวิตที่เรียบง่าย แต่หลังจาก “วันทำงานวันสุดท้าย” ทุกท่านก็ต้องกลับไปพักผ่อนอยู่กับบ้าน หรือไม่ก็เบนเข็มชีวิตด้วยการหันไปทำอาชีพอื่น แต่น้อยคนนักที่จะมีโอกาสมาเล่าช่วงชีวิตของตนให้ผู้อื่นได้รับฟังแบบเต็มๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตของท่าน เพื่อเป็นแนวทางให้แก่คนรุ่นหลัง ๆ ได้ศึกษาเรียนรู้การดำเนินชีวิตที่ประสบความสำเร็จของท่านเหล่านั้น

ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บันทึกร่วมกับทีมสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ ดร.เสาวภา อังสุภานิช หนึ่งในผู้เกษียณประจำปี งบประมาณ 2557 ของคณะทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งปีนี้ มีผู้เกษียณ ทั้งหมด 11 ราย ประกอบด้วย
ข้าราชการสายวิชาการและสายสนับสนุน 6 ท่าน และลูกจ้างประจำ 5 ท่าน นับเป็นอีกปีหนึ่งที่มีผู้เกษียณจำนวนมาก

เมื่อวันอังคารที่ 20 พฤษภาคม 2557 ดร.ยุทธพงษ์ สังข์น้อย และทีมสัมภาษณ์ซึ่งประกอบด้วย น.ส.จิราภรณ์ คงสุข นางอมรรัตน์      จันทนาอรพินท์ และบันทึกภาพโดย นางสาวศรีนรา แมเร๊าะ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ท่านศาสตราจารย์ ดร.เสาวภา อังสุภานิช เริ่มโดยจากหัวหน้าทีมสัมภาษณ์ กล่าว “วันนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทีมงานมาปฏิบัติหน้าที่ สัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ ดร.เสาวภา  อังสุภานิช บุคลากรผู้ทรงคุณค่าของคณะทรัพยากรธรรมชาติของเราที่จะเกษียณในปีงบประมาณ 2557 นี้  และตามด้วยคำถามยอดฮิตคำถามแรก ว่า “ท่านเข้ามาทำงานที่คณะทรัพยากรธรรมชาติ ได้อย่างไร”

ศาสตราจารย์ ดร.เสาวภา กล่าวทวนคำถามและเล่าต่อไปว่า คงย้อนไปนานทีเดียวแล้วก็หัวเราะ ผ่านมา 33 ปีแล้วนะ ตอนนั้นสอบจบโท ใหม่ ๆ ยังจัดการเรื่องเล่มดำ Thesis ยังไม่เสร็จเรียบร้อย มีประกาศรับสมัครตำแหน่งอาจารย์ระดับปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเล หรือประมง ที่คณะทรัพย์ฯ ท่านได้ส่งใบสมัครมาทางไปรษณีย์ ในระหว่างที่รอใบปริญญา ท่านก็เริ่มเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับเอกสารการสมัครงานต่าง ๆ ท่านเล่าว่าเราต้องพกหลักฐานไว้หลาย ๆ ชุด ติดตัวไว้เยอะ ๆ มีที่ไหนรับสมัครงานก็สามารถยื่นได้ทันที หลังจากที่ส่งไปสมัครแล้วเป็นเวลาประมาณ 1–2  สัปดาห์ ก็ยังไม่เห็นประกาศเรียกตัวไปสัมภาษณ์ จึงตัดสินใจขึ้นรถไฟลงมาสอบถามที่สำนักงานเลขานุการคณะทรัพย์ฯ เรื่องใบสมัครที่ยื่นไว้ จึงทราบว่าไม่มีใบสมัครส่งมายังคณะฯ เลย เจ้าหน้าที่ของคณะถามว่ามีหลักฐานอะไรหรือไม่ว่าได้ส่งใบสมัครมาแล้ว อ.เสาวภา บอกมีค่ะ พร้อมกับแสดงหลักฐาน “สำเนาใบส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน” เจ้าหน้าที่ได้นำไปตรวจสอบพบว่ามีการเซ็นรับเอกสารแล้วก่อนหมดเขต แต่ไปไม่ถึงมือการเจ้าหน้าที่ฯ และในวันที่อาจารย์ไปถึงก็เลยกำหนดเขตไปแล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าเสียใจด้วย อ.เสาวภา ก็กลับไปด้วยความผิดหวังมาก เพราะตั้งใจไว้ว่าถ้าได้งานที่นี่จะได้อยู่ใกล้ ๆ บ้าน (จ.สตูล) แต่แล้ว 2–3 วัน ต่อมา คุณตุ๊กตา (คือ คุณจันทนา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าฝ่ายบุคคลของคณะฯ ในตอนนั้น) ได้ติดต่อ อ.เสาวภา ให้นำใบสมัครมายื่นใหม่และให้ไปสอบสัมภาษณ์ วันที่ 8 พฤษภาคม 2524 (ถ้าจำไม่ผิด) ความรู้สึกเหมือนเกิดใหม่ คณะกรรมการสัมภาษณ์ มี 3 ท่าน หนึ่งในนั้น คือ ท่านคณบดี ดร.สุจินต์ จินายน ท่านถามหลายข้อเกี่ยวกับวิชาที่ต้องสอน บางคำถามตอบยากจริงๆ แต่สุดท้ายก็ตอบคณบดีไปว่า “ถ้าให้โอกาสหนูจะพยายาม” อ.เสาวภา เล่าว่า ยังจำได้ตอนนั้นท่านคณบดียิ้มแบบขำๆ  และก็ถามกลับมาว่า“คุณคิดว่าคุณจะมีความสามารถแค่ไหนบอกได้ไหม” อ.เสาวภา ก็ตอบว่า เอาอย่างนี้ดีไหมคะ ขอโอกาสให้หนูสักครั้ง ถ้าหนูทำไม่ดีพอหนูขอลาออกเองหรือท่านประเมินให้ไม่ผ่าน คณบดีบอกว่า “ตกลง จะมาทำงานได้เมื่อไหร่.. พรุ่งนี้มาทำได้หรือเปล่า” อ.เสาวภา ก็บอกว่า “ขอเวลาสักอาทิตย์หนึ่ง เพื่อขนย้ายของจากกรุงเทพฯ ลงมาหาดใหญ่ ท่านเตือนว่า “โอกาสอยู่ในมือแล้ว อย่าทำหาย” นี่คือ “ก้าวแรกและก้าวสำคัญ” ที่ไม่เคยลืม

# ขอบพระคุณ สำเนาใบส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน และ คณะกรรมการสอบสัมภาษณ์ ที่ให้โอกาส

ท่าน ศาสตราจารย์ ดร.เสาวภา เล่าต่อว่า พอเข้ามาทำงานที่คณะทรัพยากรธรรมชาติ มีอาจารย์ท่านหนึ่งถามว่า “มาทำอะไรตูน” ท่านก็ตอบว่า มาทำงานที่นี่ค่ะ  ต่อมาอีก 4-5 วัน อาจารย์ท่านนั้นก็เอาเอกสารมาให้เซ็นรับ บอกให้ช่วยงานครุภัณฑ์และเซ็นรับไว้ด้วย ด้วยความดีใจที่ผู้ใหญ่มอบงานให้ทำทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าให้ทำอะไรกับครุภัณฑ์ ไม่กี่วันต่อมา ถึงเวลาการตรวจครุภัณฑ์ประจำปีปรากฎว่าครุภัณฑ์ตามรายการในเอกสารที่ให้เซ็นวันก่อนไม่มีของ เท่ากับว่า อ. เสาวภา เป็นหนี้ 20,000 กว่าบาท (พ.ศ. 2524 เงินเดือน 3,000 บาทเศษ ๆ) โชคดีที่ผู้ใหญ่เบื้องบนท่านมีธรรมาภิบาล “เด็กเมื่อวานซืนมันจะมาทำหนี้ได้ไง ยังไม่ได้ทำงานเลยแล้วจะให้มาใช้หนี้มันไม่ถูกต้อง” จึงสั่งการให้ตรวจสอบค้นหาให้ จนพบครุภัณฑ์ที่ว่าหายไปนั้น  จากเหตุการณ์ครั้งนี้ท่านศาสตราจารย์ ดร.เสาวภา ก็ได้ให้ข้อคิดไว้ว่า

# ในการทำงานที่ต้องเซ็นชื่อหรือลงนามในเอกสารใดๆ ต้องศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ อย่ารีบร้อน  

 

การศึกษาต่อระดับปริญญาเอกและเส้นทางวิชาการในตอนที่เข้ามาทำงานใหม่ ๆ เป็นอย่างไร  

ท่าน ศาสตราจารย์ ดร.เสาวภา เล่าว่า ได้รับการอบรมว่าถ้าจะเป็นอาจารย์ก็ต้องเรียนต่อสูง ๆ  สมัยก่อนเรื่องการเรียนปริญญาเอกไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ต้องสอบชิงทุนไปต่างประเทศเท่านั้น  ซึ่งต้องสอบทั้งทุนและสอบภาษาอังกฤษไปประเทศนั้น ๆ ตามที่เขากำหนด ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก ๆ เพราะไม่เก่งด้านภาษา ปัญหาอีกเรื่องของคนภูธร ต้องขึ้นไปสอบที่กรมวิเทศฯ กรุงเทพฯ บ่อยครั้งที่ไปไม่ทันเพราะทุนมากระชั้นชิด ต้องใช้ความพยายามสอบกันเรื่อย ๆ  ไม่หยุดนิ่ง  ระหว่างที่สอบเพื่อรับทุนไปศึกษาต่อนั้นก็ต้องทำงานอื่นไปด้วยหลาย ๆ อย่าง ทุกหน้าที่ งานหลักคือ การสอน แต่ก็ต้องทำการวิจัยด้วย  คำว่าวิจัยในตอนนั้นยังไม่ค่อยรู้จัก บังเอิญมี ดร.เริงชัย ตันสกุล เป็นรักษาการหัวหน้าภาควิชาวาริชศาสตร์ ได้ทุน IDRC จากแคนาดา ได้จัดทีมวิจัยร่วมกันไปทำวิจัยที่ทะเลน้อย ครั้งหนึ่งประมาณ 3–4  วัน (12 ครั้ง/ปี) เป็นกลุ่มวิจัยกลุ่มใหญ่ที่สนุกสนาน คนหนึ่งทำเรื่องปลา คนหนึ่งทำเรื่องคุณภาพน้ำ อ.เสาวภา ทำเรื่องแพลงก์ตอนสัตว์ ฯลฯ ทำวิจัยไปหัดเขียนต้นฉบับผลงานวิจัยตีพิมพ์กันเอง ระหว่างนี้ก็ สอบภาษาอังกฤษไปเรื่อย ๆ เฉียดไป เฉียดมา ไม่ถึง 500 คะแนน สักที เริ่มท้อใจ เวลาเรียนหมดไปเรื่อย ๆ แต่ก็ทำงานที่มีอยู่อย่างเต็มที่ สมัยก่อนอาจารย์ต้องทำเองทุกอย่างไม่มีนักศึกษาระดับบัณฑิต (โท-เอก) มาช่วยเหมือนทุกวันนี้ การทำเองทุกอย่างก็เปรียบเสมือนเป็นการฝึกฝนตัวเอง ทุก ๆ วัน ที่โต๊ะทำงานมีโต๊ะวางกล้องจุลทรรศน์ 1 ตัว ไว้ข้าง ๆ เมื่อเสร็จจากงานสอน ตรวจการบ้าน ก็จะไปนั่งโต๊ะที่วางกล้องจุลทรรศน์ทำแบบนี้มาจนทุกวันนี้ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่รู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ คือ เมื่อหัวหน้าภาควิชาฯ มอบหมายให้สอนวิชาอะไรก็ต้องทำทุกอย่าง อ.เสาวภา วางแผนว่า จะขอตำแหน่งทางวิชาการ (ผศ.) ก่อนไปเรียน เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาเปล่า

เหมือนโชคเข้าข้าง! อยู่มาวันหนึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.สง่า สรรพศรี และ ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ซึ่งเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาป่าชายเลน ที่ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งในขณะนั้น อ.เสาวภา เรียนระดับปริญญาโทที่นั่น อาจารย์ทั้งสองท่านนำทีมวิจัยจากญี่ปุ่นมาเยือนคณะทรัพย์ฯ และพบ อ.เสาวภา โดยบังอิญที่อาคาร 1 ตรงบันไดขึ้นชั้นสองพร้อมกล่องหนังสือ อาจารย์สนิท หนึ่งในทีมวิจัยญี่ปุ่นที่มาทำวิจัยที่คณะทรัพย์ฯ ได้ทักว่า “นั่นเสาวภาใช่ไหม” มาทำอะไรอยู่ที่นี่ ลูกน้องไม่มีเหรอต้องมาแบกลังเอง อ.เสาวภา ตอบไปว่าขนหนังสือไปห้องพักชั้นสองค่ะ ลูกน้องมีแต่ตอนนี้ไม่ว่างค่ะ เลยขนเอง  ศ.สนิท ก็พูดขึ้นว่าใช้ได้ ๆ อย่างนี้เข้าป่าเลนได้ มีงานวิจัยทางด้านป่าชายเลนสนใจไหม ต้องทำวิจัยกันหน่อยแล้ว หลังจากนั้น อ.เสาวภา ก็ได้ตามหลังผู้ใหญ่เข้าไปช่วยงานวิจัยเรื่อยมา ผู้ใหญ่ให้ทำงานอะไรก็ทำหมดไม่เกี่ยง จริง ๆ แล้วรู้สึกสนุกและปลื้มใจที่ท่านใช้งาน  จนมาวันหนึ่งอาจารย์ชาวญี่ปุ่นถามว่า “เสาวภา จะไปเรียนที่ญี่ปุ่นไหม” แต่ก่อนที่จะมีคำถามนี้ก็ได้มีการทดสอบโดยไม่รู้ตัวมาก่อนแล้ว วันหนึ่งในขณะที่กำลังทำวิจัยอยู่ในป่าชายเลน  ศาสตราจารย์ Sugi ถามว่า เสาวภารู้ไหมว่าปูตัวนั้นจะเลี้ยวไปทางซ้ายหรือขวา จะทำอย่างไรให้รู้ว่าปูตัวนั้นลงรูไปแล้วเลี้ยวไปทางใด ลองหาวิธีมาให้เวลา 5 นาที ตอบผิดได้ไม่เกิน 3 ครั้งนะ อ.เสาวภา ตอบไปข้อแรกผิด แต่จำไม่ได้ว่าตอบว่าอะไร ส่วนคำตอบข้อที่สอง ตอบว่า เอาขึ้ผึ้งเหลวเทใส่รูปู พอน้ำขี้ผึ้งแข็งตัวก็ขุดดินลงไปดูว่าปูไปทางซ้ายหรือไปทางขวา (เดาไปอย่างรวดเร็ว กลัวเสียฟอร์ม) ศาสตราจารย์ Sugi บอกว่าอาจจะเป็นไปได้แต่ในทางปฏิบัติไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า ยูต้องทำวิจัย และนี่คือคำตอบว่าถึงเวลาต้องไปเรียนต่อ ณ ประเทศญี่ปุ่น  ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ อ.เสาวภา ยื่นเอกสารขอตำแหน่งทางวิชาการได้ทันก่อนไปเรียนต่อ และในที่สุด ผลการประเมินผ่านฉลุย จึงได้รับการแต่งตั้งเป็น ผศ.ในระหว่างที่กำลังศึกษาปริญญาเอก จึงไม่ทราบว่า เก่ง หรือ เฮง 

 

ศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ณ ประเทศญี่ปุ่น พ.ศ. 2530–32

ขณะที่เรียนระดับปริญญาเอก ณ ประเทศญี่ปุ่น ได้มีโอกาส
เข้าเฝ้าเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ
 

 

การปฏิบัติงานหลังจากกลับมาจากการศึกษาต่อระดับปริญญาเอก 


แนวคิดในการเลือกหัวข้อวิจัย 

จริง ๆ แล้วเริ่มวิจัยตั้งแต่สมัยยังไม่จบปริญญาเอก ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดหัวข้อมาให้ก่อน เราก็ต้องถามตัวเองว่าจะทำได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้แล้วเราพร้อมที่จะเรียนรู้หรือไม่ ส่วนการเลือกก็พยายามทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและที่ยังมีการศึกษาน้อยในบ้านเรา งานที่มีประโยชน์จะทำให้เกิดแรงจูงใจ ที่สำคัญเราต้องสามารถทำให้สำเร็จได้ด้วย ทุนวิจัยเป็นเรื่องที่หายากมากในสมัยก่อน จะต้องสร้างผลงานที่มีคุณภาพไปเรื่อย ๆ ตรงต่อเวลา เพิ่มพูนความรู้ให้ตัวเอง มนุษย์เราต้องมีเป้าหมาย แล้วจะทำให้ตัวเองรู้สึกกระตือรืนร้น

 

คุณค่าของงานวิจัย/ตำแหน่งทางวิชาการ 

ตอนที่ขอตำแหน่งทางวิชาการในสมัยนั้นไม่มีเงินค่าตำแหน่งทางวิชาการใด ๆ เพียงเพื่อจะใช้เป็นตัวชี้วัดตัวเองว่ามีความสามารถเป็นที่ยอมรับหรือไม่ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองโดยใช้ผลการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิเป็นดัชนีชี้วัด เน้นการใช้ประโยชน์อะไรจากงานวิจัย สิ่งที่ตามมาก็คือยกระดับความรู้ให้ตัวเองและสามารถสอนนักศึกษาด้วยความมั่นใจ

 

ผลงานวิจัยชิ้นไหนที่มีความภาคภูมิใจ 

อันนี้ตอบยากมาก เพราะว่าภูมิใจหลาย ๆ ชิ้น  ฉบับแรกๆ ที่เขียนผลงานเป็นภาษาอังกฤษและได้ตีพิมพ์ในวารสารประเทศเนเธอร์แลนด์และประเทศญี่ปุ่น ทำให้มั่นใจในการเขียนมากขึ้นและมีกำลังใจว่าเราทำได้ ความภูมิใจต่อมาคือ ที่ค้นพบและตีพิมพ์เกี่ยวกับสัตว์พื้นใต้น้ำชนิดใหม่ (new species) และองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศทะเลสาบสงขลาและป่าชายเลน

   
โครงการวิจัยทะเลสาบสงขลา ปี
2552–55

 

งานชิ้นไหนยากที่สุดและมีอุปสรรค 

ถ้าใช้คำว่ายุ่งยากจะตรงกว่า การจัดทำหนังสือสามเล่มเกี่ยวกับทะเลสาบสงขลายุ่งยากมาก เพราะว่าต้องตกผลึกจากผลงานวิจัย นำมาเรียบเรียงใหม่ควบคู่กับงานวิจัยใหม่ที่ต้องทำในเวลาเดียวกัน ต้องสมบูรณ์ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เป็นภาษาไทยที่อ่านเข้าใจง่าย แต่ประเทืองปัญญาและมีความเป็นสากลด้วย ซึ่งต้องสื่อให้เห็นลักษณะรูปร่างอย่างละเอียดของสิ่งมีชีวิตในทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นมรดกของประเทศ ไม่ใช่ไปเอาข้อมูลมาจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ตัวอย่างสิ่งมีชีวิตที่เป็นนางแบบในหนังสือสามเล่มนี้เก็บมาจากทะเลสาบสงขลา ซึ่งต้องเก็บมาอย่างดี ไม่ให้เน่าเปื่อย แข้งขามีครบถ้วน บรรยายลักษณะต่าง ๆ อย่างละเอียด สะกดคำต่าง ๆ ให้ถูกต้อง และการจัดวางรูปแบบ เป็นต้น ต้องตรวจสอบความถูกต้องทุกอย่างด้วยตนเองซึ่งเป็นเรื่องจุกจิก แต่ก็เป็นความภูมิใจหลังจากที่ทำเสร็จ สามารถมองเห็นชัดเจนว่าสงขลาลากูนมันยิ่งใหญ่แค่ไหน ในทะเลสาบสงขลามีอะไรมากมาย ส่วนการตีพิมพ์เกี่ยวกับสัตว์พื้นใต้น้ำชนิดใหม่ก็ไม่ง่าย ต้องใช้เวลาดำเนินการนานพอสมควรเพื่อจะบอกว่าเป็นชนิดใหม่ในโลกเพราะอะไร งานหนักทั้งทำ Lab ค้นคว้าเอกสาร และติดต่อผู้เชี่ยวชาญ

 
ประสบการณ์การเรียนการสอนนักศึกษาในแต่ยุคสมัย 

ตอนที่สำเร็จการศึกษาใหม่ ๆ ความรู้ยังน้อย อาจารย์สมัยก่อนสำเร็จการศึกษาแค่ปริญญาโท แหล่งค้นคว้ามีไม่มากมายเหมือนสมัยใหม่นี้ แต่ก็โชคดีที่ระบบสอบเอ็นทรานซ์เป็นระบบที่ทุกคนต้องเสี่ยงเลือก ซึ่งจะได้เด็กเก่งและตั้งใจเรียนเข้ามาเรียนมาก เมื่อเข้ามาแล้วถึงแม้จะไม่ชอบสักเท่าไร ก็พยายามเรียนจนจบ เมื่อมีนักศึกษาที่มีคุณภาพเข้ามาเรียน ผู้สอนก็สอนไม่ยาก และนักศึกษาสมัยก่อนให้ความเอาใจใส่กับสิ่งที่อาจารย์สอน และพยายามดูแลอาจารย์มากกว่านักศึกษายุคนี้ โชคดีที่ยุคนี้ใช้กระดานน้อย มิฉะนั้น อาจารย์ตัวเล็ก ๆ ที่สอนในคาบถัดจากอาจารย์ตัวสูง คงลำบากแย่ เพราะลบกระดานไม่ถึง  สมัยนี้ผู้สอนมีความรู้มากขึ้นแต่ผู้เรียนไม่ค่อยสนใจเรียน


ทัศนศึกษาวิชานิเวศวิทยาชายฝั่ง
ก่อนปี พ.ศ. 2550

ทัศนศึกษาวิชานิเวศวิทยาชายฝั่ง ณ เกาะลิดี  อ.ละงู  จ.สตูล  พ.ศ.
2550–54


 มีวิธีจัดการบริหารเวลาอย่างไรจึงทำให้ประสบผลสำเร็จ 

ครูเป็นคนโสด เพราะฉะนั้นเวลาทั้งหมดเป็นของครู 100% ยกเว้นไปเยี่ยมพ่อแม่บ้าง แต่ก็ไม่บ่อย ชีวิตมี 2 อย่าง คือ ทำงานกับเล่นกีฬา เวลาสุขภาพดีจะมีความสุขมาก  สุขภาพแข็งแรงเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการผลิตงานที่มีคุณภาพ จึงเป็นหน้าที่อันหนึ่ง ที่ต้องไม่ลาป่วยถ้าไม่จำเป็น นี่คือสิ่งที่คิด เพราะการลาป่วย 1) เราก็ไม่มีความสุขเพราะป่วย 2) หน่วยงานก็เสียเวลาและเงินจ้างเรามานอนป่วยอยู่บ่อย ๆ แต่การออกกำลังกายต้องเลือกในสิ่งที่ตัวเองถนัด อย่าไปฝืนจนหมดสนุก ต้องแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ อ.เสาวภา เล่าว่า ชอบเล่นเทนนิสมาก พอแก่เฒ่าตีไม่ค่อยไหวจึงหันไปหัดกีฬาอื่น คือ ลีลาศ ยังงงตัวเองอยู่ว่าทำไปได้ยังไง ฮ่า ฮ่า! อย่างไรก็ตาม อย่าเล่นเพลินจนลืมทำงาน งานต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

# หนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง ไปเล่น-กิน-นอน 12 ชั่วโมง + ไปทำงาน 12 ชั่วโมง โดยประมาณ

 

มีปัญหาเกี่ยวกับติดต่อประสานงานกับหน่วยงานกลางของคณะฯ หรือไม่ 

ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ สาย ข  มีปัญหากันน้อยมาก จำได้ว่ามีครั้งเดียวนานมากแล้ว เรื่องมีอยู่ว่า เจ้าหน้าที่วิชาการไม่แจ้งเรื่องทุนให้อาจารย์ทราบ ปล่อยให้หมดเวลาการสมัครรับทุน ทำให้เสียโอกาส ท่านคณบดีต้องลงมาแก้ปัญหาโดยพาไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของมหาวิทยาลัยด้วยตนเอง  ผู้บริหารสมัยก่อนให้โอกาสเรามาก เวลาเดือดร้อนท่านช่วยทุกครั้ง เราจึงต้องกตัญญูต่อสถาบัน ต้องทำอะไรให้คณะแจ่มจำรัส เป็นความรู้สึกที่ไม่ต้องมีใครมาสอน มันเกิดขึ้นเอง

 

การพัฒนางานพัฒนาตน 

ต้องถามตัวเองก่อนว่า เราเข้ามาเป็นอาจารย์หน้าที่ของอาจารย์/ครูคืออะไร คำว่า “อาจารย์” หมายความว่า เราต้องรู้มากกว่าคนที่เราสอน เพราะฉะนั้นเราจะสอนลูกคนอื่นเราต้องมีความรู้จริง รู้มาก ต้องขยันอ่าน หมายความว่าต้องรู้ให้ถูกต้องแน่นอนก่อนที่จะไปสอนนักศึกษา เพราะว่าอาจารย์หนึ่งคนสอนนักศึกษา 50 คน แล้วนักศึกษา 50 คนนั้น ไปกระจายต่อแบบผิด ๆ บาปตายเลย  จึงต้องขมักเขม้นทำวิจัยเพื่อเพิ่มทักษะและความรู้ใหม่มาสอนนักศึกษา และเป็นประโยชน์ต่อสังคม มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานที่เปิดโอกาสให้คนพัฒนางานพัฒนาตนอย่างอิสระที่สุดถ้าเทียบกับกระทรวงอื่น ๆ เรามีอธิการบดีได้ 1 คน แต่ทุกคนมีสิทธิ์พัฒนาตนเป็นศาสตราจารย์ หรือผู้เชี่ยวชาญพิเศษได้เท่าเทียมกันตามสายงานที่สังกัด

# ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน คุณภาพของคนอยู่ที่ผลของงาน

 

แนวคิดในการเข้าร่วมกิจกรรม 

อย่างที่บอก บ้านนี้เป็นบ้านของเรา ตอนเป็น ส.ส. (สาว ๆ) ทำกิจกรรมได้เกือบทุกเรื่อง เช่น ไปประกันตัวเด็กที่โรงพัก เป็นนักกีฬาฟุตบอลแข่งระหว่างคณะ ดูแลเด็กแข่งรักบี้ระหว่างคณะ เวลางานเกษตรให้มาเฝ้าเต็นท์ อยู่เวรวันหยุดที่คณะฯ เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว พอตอนนี้เข้าสู่ตำแหน่ง ส.ว. (สูงวัย) เริ่มถอยเพราะปวดหลัง ในการทำ 5 ส นี่ไม่ไหว เอ๊ะ! ทำไมเต้นรำได้ (บางคนถาม) เต้นรำได้เพราะไม่ต้องก้ม ๆ
เงย ๆ จ้า

                                           งานปีใหม่คณะฯ


                        2532                                                    2556


เมื่อเกิดความขัดแย้ง มีวิธีการบริหารจัดการอย่างไร
 

อันนี้เป็นเรื่องใหญ่และยากมาก เวลาที่มีความรู้สึกว่าความคิดเห็นไม่ตรงกัน บางครั้งบางคราวเข้าใจผิดกัน เราก็ต้องชี้แจง น้อยใจก็มีบ้าง แต่ไม่เอามาเป็นอารมณ์ คือ พอถึงจุดหนึ่งจะเลี่ยง ไม่ไปสุงสิง ทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะทำมากเราก็ได้มาก

 

ข้อสุดท้าย มีความประทับใจอะไรในการทำงานในคณะทรัพย์ฯ 

ไม่ค่อยแน่ใจความหมายที่ถาม! ประทับใจที่คณะฯ จัดหาให้ หรือในสิ่งที่เราได้ทำในคณะ มองในภาพรวมก็แล้วกันนะ จริงๆแล้ว ประทับใจตั้งแต่ชื่อคณะแล้ว ชอบมาก “ทรัพยากรธรรมชาติ”เพราะว่าคนเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

เข้ามาอยู่ตอนแรกๆ ก็อบอุ่นใจ ทั้งสาย ก และ สาย ข ต่างรู้หน้าที่ จึงมีปัญหากันน้อยมาก จะเล่นกันเหมือนพี่เหมือนน้อง  ทำงานมาตั้งแต่วันแรก 19 พ.ค. 2524 รวม 33 ปีกว่า ๆ น่าจะบ่งบอกได้ว่า เป็นแฟนคณะทรัพย์เหนียวแน่นขนาดใหน นอกจากเรื่องการงานแล้ว มีสัพเพเหระหลายเรื่องที่ทำให้หัวใจชุ่มฉ่ำ จะเล่าให้ฟัง

# ดีใจมากที่สุดที่ได้เป็นอาจารย์ภาควิชาวาริชศาสตร์ ภูมิใจที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมการบุกเบิกที่มาของร้านวาริชซีฟู๊ด เกิดในวาริชรุ่น 2 (อยู่ปี 3 มีอ.เสาวภาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาประจำชั้นปี) เรามีงานทรัพย์แฟร์มี 3-4 วัน เป็นปีแรก ปี 3 ต้องมีกิจกรรมหนึ่งอย่าง ในที่สุดสรุปว่า ทำร้านวาริชซีฟู๊ด ในตอนนั้นเราไม่มีอุปกรณ์เครื่องครัวเลย ต้องยืมจากที่อื่น อาจารย์มีเครื่องครัวไหม? เด็กถาม อาจารย์เกือบทุกคนในภาควิชาฯต้องลงไปช่วยเท่าที่มี ที่สำคัญเด็กๆบอกว่า “งานนี้ไม่เกิดถ้าไม่มีนายทุน” ซึ่ง อ.เสาวภาคือเป้าหมาย ขอยืมตังค์ 3,500 บาท (เกือบหมดตัว ตอนนั้นมีเงินเก็บ 5,000 บาท) มีอาจารย์จากคณะวิทย์ฯ โดยเฉพาะภาควิชาชีววิทยามาอุดหนุนมากที่สุด ประสบความสำเร็จอย่างงาม แม้เครื่องครัวที่ส่งคืนมีสภาพแหว่งๆ บิ่นๆ ไปบ้าง แต่อาจารย์ทุกท่านก็ชื่นใจกันทั่วหน้า โดยเฉพาะ อ.เสาวภา นายทุนได้เงินคืน พร้อมแก้วน้ำของแถม 2 ใบ นับเป็นเกียรติประวัติในอาชีพการงานอย่างยิ่ง ในทุกๆ ปี ช่วงงานเกษตรฯ เด็กๆ จะมายืมของ เช่น ตู้แช่ ถังน้ำแข็ง ชั้นวางของ เรือ ไปใช้ในงานวาริชซีฟู๊ด อ.เสาวภาแอบดีใจลึกๆ ว่า เหยื่อกำลังเดินเข้ามาให้เราได้ทำความดีอีกแล้ว เฮ้อ.. เล่าได้ไม่จบ..จนเกษียณ

กิจกรรมวาริชซีฟู๊ด  

#  สามารถแนะนำให้นักศึกษาวาริชฯบางรุ่นรู้จัก “การให้” เขาหล่านั้นได้ใชัเงินส่วนหนึ่งที่ใด้จากกิจกรรมวาริชซีฟู๊ดมาซื้ออุปกรณ์การเรียนในห้อง Lab ให้ภาควิชาฯ เด็กทรัพย์ไม่ได้ขี้เหร่นักหรอกถ้าเราสอนเป็น อ.เสาวภา ฝากบอกเด็กๆ ด้วยว่า สิ่งที่ให้ไว้ในห้อง Lab ยังอยู่ครบและใช้งานได้ดี ครูไม่เคยลืมสิ่งดีๆ ที่เด็กๆ ทำไว้ และเล่าให้รุ่นน้องๆ ฟังเสมอ

# สิ่งสำคัญที่ภูมิใจกับการทำงานในคณะทรัพย์ฯ คือ ได้จัดหากล้องจุลทรรศน์พร้อมชุดถ่ายภาพคุณภาพเยี่ยม ให้ภาควิชาฯ โดยงบประมาณจากโครงการวิจัยฯ ที่หามาได้

# เล่นกีฬาเพื่อความสุขของตัวเองแล้ว ควรมีประโยชน์ต่อสังคมบ้างก็ดี นี่คือแนวคิด เลยตั้งใจฝึกอีกหน่อย ในที่สุดก็ได้ใช้ความรู้ทางกีฬา ไปแข่งกีฬาบุคลากร มีเหรียญทอง เงิน มาฝากด้วยนะ

 
กิจกรรมยามว่าง เทนนิส-ลีลาศ


อยากให้ฝากอะไรให้กับบุคลากรทุกสายที่ยังทำงานอยู่ 

พวกเราเปรียบเสมือนมดงานหนึ่งตัว ถ้าหลาย ๆ มดช่วยกันทำงาน คณะทรัพย์ฯ ก็มั่นคง ผลิตนักศึกษาที่มีคุณภาพอะไรที่เราถนัดก็ทำให้เต็มที่  อย่ามัวคิดว่าคณะฯจะให้อะไรเราบ้าง เราต้องคิดว่าเราจะทำอะไรให้คณะฯ มากกว่า การได้เข้ามาทำงานที่นี่คือสิ่งที่มีค่าที่คณะทรัพย์ฯ ให้ “โอกาสอยู่ในมือแล้ว อย่าทำหาย”  ระยะหลัง อ.เสาวภา ได้ย้ายขึ้นไปทำงานในห้องปฏิบัติการ เพื่อจะได้สอนนักศึกษาสะดวก ทำให้นักศึกษาเห็นว่าเรามาตั้งแต่เช้ากลับค่ำ สอนตามเวลา มีผลงานสม่ำเสมอ การจะสอนคนให้ขยันและให้เก่ง ต้องทำให้เขาเห็นเป็นตัวอย่าง  พ่อของ อ.เสาวภา สอนว่า “ตนลิขิต ไม่ใช่ พรหมลิขิต”  แม่ สอนว่า “ชีวิตที่มีความสุขคือเราสามารถทำสิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยตนเอง”   

          # คนสำเร็จ สำเร็จท่ามกลางความไม่พร้อม คนไม่สำเร็จ มักรอให้พร้อมก่อนเสมอ                                                                                (พระนพดล สิริวํโส)


พอเกษียณรู้สึกเสียดายไหม 

เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ (ตอนนี้)

 

แผนชีวิตหลังเกษียณ 
ไม่คิดอะไรมาก ทุกวันนี้ยึดหลัก 3 ธรรม 1) อยู่แบบธรรมดา 2) ทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ 3) มีความเป็นธรรม หรือ อัตตานัง อุปมัง กเร 

*****

ขอขอบคุณภาพกิจกรรมประกอบเรื่องราวจาก ศาสตราจารย์ ดร.เสาวภา อังสุภานิช

หมวดหมู่บันทึก: ประวัติศาสตร์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 20 กันยายน 2557 12:25 แก้ไข: 24 กันยายน 2557 11:45 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Baby, Ico24 มิกกี้, และ 2 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.94.129.211
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ