นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 1713
ความเห็น: 3

พิธีกรรมและพฤติกรรม

เช้าสดใสวันที่ 28 สิงหาคม 2554

 

สร้างความสดชื่นให้ตัวเองด้วยการเปิด blog อ่านแต่เช้า อ่ะ! คึกคักดีแต๊ คึกคักเหมือน Man City ถล่ม Spur และ Man U. ถล่ม Arsenal เลย (ฮา)

 

ตะแรกผมคิดว่า "เสื้อนกเงือก" จะแป๊ก แต่ไม่รู้ว่า จุดเปลี่ยนมาแต่ใด จะมาจาก (ต่อ)กำลังใจ หรือการ come back ของพี่เสือ ก็ไม่รู้ได้ บันทึกมาถล่มทลายแบบไล่อ่านไม่ทันเลย

 

ผมเลยเอามั่ง! จากคุณมอนลี่! บอกว่าร่างไว้ก่อน บันทึกไม่จบก็ค้างเอาไว้ เลยทดลองดูครับ (ฮา ของแบบนี้ต้องทำด้วยตนเอง)

 

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเผลอเดินเข้าร้านหนังสือ แป๊บเดียวได้มา 3 เล่ม แบบไม่ได้ตั้งใจ ไม่รู้ว่าเป็นหนังสือ"คัดสรร"แบบคุณ"ปุกปุย"ว่าไว้หรือเปล่า แต่ก็ได้หนังสือมาเก็บและอ่านไปแล้วบางหน้า มีหนังสือที่แปลจาก On Dialogue ของ David Bohm เล่มหนึ่งด้วย (อยากบริจาคหนังสือเหมือนกันแต่ใจยังหวงอยู่มาก)

 

การ"เกริ่นนำ" เป็นพิธีกรรม อย่างหนึ่งหรือเปล่าก็มิทราบได้ (ผมเกริ่นมาแล้วยาวมาก) แต่ผมวันนี้อยากบันทึกถึงเรื่องพิธีกรรมในงานฌาปนกิจศพครับ

 

ผมไปทันพิธีกรรมที่รับศพคุณแม่จากโรงพยาบาล ซึ่งมีพิธีกรรมมากมาย โดยมีผู้จัดทำให้โดยที่เจ้าภาพไม่ต้องรู้เรื่องอะไรเลย (รู้ว่ามีหน้าที่ต้องจ่ายเงินอย่างเดียวพอแล้ว) ตั้งแต่ไหว้ศพ ปิดทองศพ นำศพลงโลง เคลื่อนย้ายศพออกจากโรงพยาบาลนำมาที่วัด มีการเคาะโลง โยนเหรียญระหว่างทางแยก/ทางเลี้ยว มีการถือกระถางธูป ตะเกียง รูปถ่าย ซึ่งกำหนดว่าลูกคนโตถือธูป คนรองถือตะเกียง คนเล็กถือรูป (ฮา)จำไม่หมดครับ

 

พิธีกรรมทางศาสนาก็มากครับ สวดอภิธรรม ก็ต้องถวายผ้า ถวายเครื่องสังฆภัณฑ์ ถวายธูปเทียน ดอกไม้ และถวายซอง ซึ่งทางวัดจัดหามาให้หมด (เจ้าภาพทำหน้าที่จ่ายเงินอย่างเดียว)

 

อาหารว่างที่เลี้ยงแขกเหรื่อเดี๋ยวนี้ก็สะดวกครับ มีน้ำเป็นแก้วมาส่ง เราก็สั่งของว่างใส่กล่อง มีขนม 2-3 ชิ้น น้ำผลไม้ 1 กล่อง ราคาก็ประมาณ 35-50 บาท ที่ลำบากใจก็ปริมาณที่ต้องเตรียมละครับ เพราะกะไม่ถูกว่าจะมีแขกเหรื่อมาในแต่ละวันเท่าใด ก็ต้องสั่งเผื่อไว้ก่อน (เหลือเจ้าภาพก็กินกันจนพุงกาง)

 

ตอนเลี้ยงเพล ก็แล้วแต่จะนิมนต์พระมาเท่าใดครับ 4 หรือ 8 รูป จะได้ครบองค์?? มีอยู่วันหนึ่งไม่มีพระให้นิมนต์ (เพราะรับกิจนิมนต์ที่อื่นเยอะ) เหลือเพียง 7 รูป (มีผู้จัดการของวัดทำหน้าที่จัดการแทนครับ) ก็เลยต้องนิมนต์กลับไป 1 รูป เหลือสวดเพียง 6 รูป (ก็ได้เหมือนกันเนอะ) ราคาอาหารก็เหมาจ่าย ประมาณ 2500 บาท/มื้อ เลี้ยงพระ 8 รูป ตั้งอาหารหน้าพระ ตั้งอาหารที่โลง รวมอาหารเลี้ยงเจ้าภาพ 7-8 คน ราคาก็สูงเอาการอยู่ (ของแบบนี้ต้องเอาเจ้าประจำที่บริการอยู่ที่วัดครับ จะเอาจากภายนอกเข้ามาก็คงจะยุ่งอยู่) 

 

ดอกไม้จัดหน้าศพก็มีร้านจัดการให้ เจ้าภาพไม่ต้องมาเหนื่อยร้อยมาลัยเหมือนเมื่อก่อน (เจ้าภาพทำหน้าที่จ่ายเงินอย่างเดียว)

 

พิธีฌาปนกิจศพก็มีคนนำบอกพิธีการไว้เรียบร้อยครับ (เจ้าภาพทำหน้าที่จ่ายเงินอย่างเดียว) ตั้งแต่ขั้นตอนการถวายผ้า จะเชิญแขกขึ้นไปวางผ้ากี่คนเพื่อที่ฝ่ายจัดการจะได้เตรียมนิมนต์พระไว้ให้พอดี

 

เขาบอกไว้ว่าในชีวิตคนเรานั้นมีพิธีกรรมที่เกี่ยวกับศาสนาใหญ่ ๆ 4 เรื่องครับ คือ ตอนเกิด ตอนบวช ตอนแต่งงาน และตอนตาย

 

ทางครอบครัวผมเราก็จัดไปตามพิธีกรรมนี้ เพื่อความสบายใจของทุก ๆ ฝ่าย เราก็ทำหน้าที่ของลูก-หลานตามประเพณี ทั้ง ๆ ที่ในความคิดเห็นก็มีหลายส่วนที่ไม่เห็นด้วย

 

ค่าพิธีกรรมทั้งหมดนี้ก็เป็นเงินจำนวนมากโขอยู่ ระดับ 1xx,xxx บาทเลยครับ ผมสอบถามพิธีกรรมที่จัดแถวหาดใหญ่ก็ได้ราคาประมาณเกือบแตะ 1xx,xxx บาท เหมือนกัน

 

ในความเห็นผมนั้น พิธีกรรมเหล่านี้อาจไม่จำเป็นมากนัก เพราะน่าจะมาจากศาสนาฮินดูเสียมาก โดยสาวกของพระพุทธเจ้านั้นมีจำนวนมากที่มาจากพราหมณ์ พิธีกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นภายหลัง อาจจัดทำขึ้นเพื่อการเผยแผ่ศาสนา ให้เห็นความจำเป็นของศาสนาที่มีอยู่ในการดำรงชีวิตของมนุษย์เรา

 

ที่ผมมีความเห็นก็คือ พิธีกรรมที่เราจัดทำขึ้นนี้น่าจะมีผลเพียงเล็กน้อยกับชีวิตของเราครับ คือทำให้เราสบายใจหรือไม่กังวลใจที่จะต้องฝืนประเพณีที่ทำกันมานาน แต่สิ่งที่ผมเห็นด้วยกับท่าน ว. วชิรเมธีคือ การเปลี่ยนพฤติกรรมน่าจะมีผลต่อชีวิตของเราในอนาคตมากกว่าการจัดทำพิธีกรรม

 

เราสนใจในการทำพิธีกรรมต่าง ๆ มากเกินไป เช่นตักบาตรพระ 12,600 รูป ช่วยชีวิตโค-กระบือ ทำพิธีตัดกรรม สะเดาะเคราะห์ แต่ผมว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยในแง่ด้านกำลังใจเสียเป็นส่วนมาก (ซึ่งคงดีสำหรับผู้ที่ต้องการกำลังใจ) แต่สำหรับตัวผมนั้นคงชอบงานเลี้ยงน้ำชา(ต่อ)กำลังใจมากกว่า

 

พิธีกรรมที่ดี ๆ ก็ยังมีอยู่นะครับ เช่น พิธีไหว้ครู ซึ่งเป็นพิธีที่มาจากฮินดูเช่นกัน แต่ก็ขอให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ ไม่ต้องหรูหรามากก็ได้ ความสำคัญคงอยู่ที่จิตใจของศิษย์ที่อยากจะบูชาครูมากกว่า พวงมาลัยเล็ก ๆ ก็คงพอ

 

พฤติกรรมที่บูชาครูที่ดี คือการประพฤติดีที่สอดคล้องกับสังคมที่ดี ไม่ก่อเรื่องวิวาท ไม่ทุจริต แค่นี้ครูก็ชื่นใจแล้วครับ

 

ผม..เอง

 

 

 

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 29 สิงหาคม 2554 11:27 แก้ไข: 29 สิงหาคม 2554 11:27 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 ปุกปุย, และ 2 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

เมื่อสักหลายวันก่อน มีพระอาจารย์ท่านหนึ่งมาบรรยายธรรมที่ ม.อ. เอาให้แคบๆ เข้าที่ ห้องทองจันทร์ฯ

ผมได้รับการบอกเล่าว่า พระอาจารย์ท่านกล่าวถึง พิธีกรรมต่างๆ ที่กระทำอยู่ในปัจจุบันว่า "ไม่มี" ในพระไตรปิฎก หรือสมัยพุทธกาล ไม่มีพิธีกรรม หรือการปฏิบัติเช่นนี้ เช่น กรวดน้ำ เครื่องรางของขลัง หรือ บลาๆๆๆๆ

พิธีกรรมจะมีความสำคัญมากหรือน้อยต่อเรา อันนี้ผมคงไม่เปิดประเด็น

ต้องทำความเข้าใจว่า สิ่งต่างๆ ที่เราปฏิบัติกันมาจนเป็นประเพณีสืบต่อกันมานั้น บางอย่างก็เพื่อเป็นการ "รำลึก" ถึง เหตุการณ์ต่างๆ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น การเวียนเทียน

ใกล้ๆ เข้ามา การสวดมาติกา หรือที่ขึ้นว่า กุศลาธรรมา อกุศลาธรรมา ฯ นั่นแหละครับ สมัยพุทธกาลมีไหม?

ครั้งที่พระพุทธเจ้ารำลึกถึงพระมารดาที่อยู่บนสวรรค์ จึงเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ ประชาชนเกรงว่าตลอดเวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพระพุทธมารดานั้น จะไม่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า จึงร้องขอว่าธรรมใดที่พระพุทธเจ้าแสดงต่อพระพุทธมารดานั้น ก็ให้แสดงแก่เหล่าประชาชนด้วย พระพุทธเจ้าทรงให้อัครสาวกนำธรรมที่พระองค์แสดงแก่พระพุทธมารดา มาแสดงต่อประชาชนอีกทอดหนึ่ง

จึงเป็นที่มาของการสวดมาติกาตามงานศพ บรรยายธรรมอันยิ่งในงานศพ คล้ายๆ กับการที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ (บรรยาธรรมให้คนตาย)

ส่วนจะพระจะเป็นคู่เป็นคี่นั้น คงมาจากความเชื่ออีกอย่างหนึ่งที่เข้ามาผสมกันเข้า พระมีชีวิตเป็นเลขคู่ + พระพุทธรูปที่เป็นตัวแทนพระพุทธเจ้าอีก ๑

ก่อนพุทธกาล หรือสมัยพุทธกาล การเคารพ ผีป่า ต้นไม้ ธรรมชาติ เป็นเรื่องที่มีมาอยู่เดิมแล้ว หลายๆ อย่างที่พระพุทธเจ้า ไม่ได้ปฏิเสธ/ ไม่ได้กล่าวถึง ไม่ใช่เพราะไม่มีหรืออื่นๆ แต่เพราะไม่ได้เป็นหนทางแห่งนิพพาน

พิธีกรรมเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ ถ้าเราทำเพียงเพื่อสักแต่ว่าทำ เพราะเป็นพิธีการ หรือเพราะเป็นแค่ประเพณี พิธีกรรมนั้นๆ ก็เป็นได้แค่พิธีกรรมเท่านั้น ไม่ว่าจะให้ความสำคัญ มากน้อยเพียงใด

พระพุทธศาสนามีกำเนิดท่ามกลางความเจริญของฮินดู เมื่อสืบทอดกันมาย่อมแฝงเอาประเพณี การปฏิบัติของฮินดู มาผสมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กับชีวิตประจำวันของคนทั่วไป

แต่เราจะทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ด้วยความเข้าใจ หรือเพราะทำตามกันมา หรือเพราะสิ่งใด ก็อยู่ที่ตัวเราเอง

ท่านพุทธทาสหันหลังให้กับการศึกษาของสงฆ์ เวลานั้น เนื่องจากท่านมีความเชื่อมั่นว่า พระพุทธศาสนาที่สอน ที่ปฏิบัติกัน ในเวลานั้นคลาดเคลื่อน ไปมาก จากที่ พระพุทธองค์ ทรงชี้แนะ

ท่านพุทธทาสสั่งให้เผาสรีระของท่านทันที ด้วยพิธีที่เรียบง่าย

เราเอง

ขอบคุณครับคุณ Our Shangri-La ที่ช่วยเติมเรื่องราวให้มีเนื้อหาสาระมากขึ้นครับ

นี่คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ของ share สีชมพูนี้ส่วนหนึ่ง

ปล. หนังสือคัดสรร ..ไดอะล็อค..นั้น ทางนี้ยินดีรับบริจาคนะคะ ฮ่าๆๆ รับรองไม่ทอดทิ้งให้ว้าเหว่ จะพาเร่ไปทุกงาน

สำหรับเรื่องพิธีกรรมนั้น ...

"โดยส่วนตัว" (ส่วนตัวจริงๆเลยค่ะ นี่เป็นความคิดเห็นล้วนๆ) คิดว่าแต่ก่อนแต่ไร มันมีความหมายค่อนข้างมากในมิติที่ลึกซึ้งของจิตใจ และเป้นตัวช่วยควบคุมสังคม

หากแต่ปัจจุบัน "กระบวนการทำให้กลายเป็นสินค้า" ที่มาพร้อมกับความทันสมัย ได้ทำให้ทุกอย่างซื้อหาได้ ไวแบบทันทีทันใด ทำอะไรต้องได้ผลทันตา ไม่ละเว้นแม้แต่การทำให้ศาสนาและพิธีกรรม เป็นสินค้า

ผู้คนสามารถจับจ่ายซื้อหาได้ โดยหวังให้ตนเองหมดทุกข์ ในฉับพลันทันใด ...

จ่ายเงินค่าชีวิตโคแล้ว ก็หมดบาป หมดเคราะห์ ... ไม่ได้สนใจว่าเขาจะเอาโคไปไว้ที่ไหน อิ่มเอมใจไปกับบุญที่ซื้อหามาได้ ...

ในยามที่จัดการกับชีวิตไม่ได้ ...เป็นทุกข์ มีการศึกษาหน่อยก็อ่านหนังสือธรรมมะ ลึกซึ้งอีกหน่อย ก็ออกไปปฎิบัติธรรมสัก 7 วัน ... คล้ายๆพิธีกรรมแต่โบราณที่พระอภัยมณีหลอกให้นางยักษ์ไปถือศีล แล้วกลับมานางยักษ์ก็ไล่ฆ่าพระอภัยเสียแทบตาย

ไม่เฉพาะแต่การแสกนกรรม ที่โดยส่วนตัวมองว่าเป็นพิธีกรรมที่ฉาบฉวย แม้แต่การไปปฎิธรรมซึ่งมองผิวเผินว่าลึกซึ่งนั้น บางครั้งก็กลายเป้นเพียง "พิธีกรรม" ของยุคสมัย ที่จะชำระล้างบาปของตนด้วยการทำวัตรเช้า วัตรเย็น แล้วกลับมา มืดมนในชีวิตดังเดิม

ไม่ได้ว่าพิธีกรรมนี้ไม่ดีนะคะ ...ใดใดในโลกล้วนมีส่วนดี ถ้าเรา "ค้น" มันเจอ

ถ้ากระเทาะเปลือกให้เจอแก่น แม้แต่ไปแสกนกรรมก็เจอ ธรรมะ ที่จะปรับเปลี่ยน พฤติกรรม ได้ค่ะ

ขณะนี้อิฉันก็พยายามกะเทาะ อยู่วันละเล้กละน้อย จับได้เปลือกบ้าง แก่นบ้าง "ค้น" กันไปค่ะ

ด้วยจิตคารวะ

ปุกปุยค่ะ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.232.51.69
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ