นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 2573
ความเห็น: 4

คานธี: นักรักผู้ยิ่งใหญ่

เร่เข้ามาครับ! เร่เข้ามา! บันทึกนี้จะเปิดเผยความลับของคานธีครับ

 

คานธีที่ผมจะกล่าวถึงก็ยังเป็นคนเดียวกับ Ganghiji ผู้นำของชาวอินเดียในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพของประเทศอินเดียครับ

 

ผมเก็บข้อบันทึกนี้มาจาก "คานธี ที่ข้าพเจ้ารู้จัก, Gandhiji: The story of his life" เยอร์ทรูด เมอเรย์ เขียน เรืองอุไร กุศลาสัย แปลครับ

 

หนังสือเปิดตัวด้วย In faith there is no room for despair

: ที่ใดมีศรัทธา ที่นั่นย่อมไม่มีความสิ้นหวัง

 

An ideal is one thing; living up to it is quite another.

 

คานธีเกิดมาในตระกูลที่ไม่ได้ร่ำรวยมากนัก เมื่อ ค.ศ. 1869 ก็ประมาณ 140 ปีที่แล้ว บิดาเป็น Dewan (นายกรัฐมนตรีของรัฐ Porbunder) และเป็นบุตรคนสุดท้อง

 

คานธีได้รับการศึกษาที่ดี จากแม่ จากครู จากพี่เลี้ยง และแต่งงานเมื่ออายุได้เพียง 12 ปี กับเด็กหญิงที่ชื่อ กัสตูร์บา นี่คือความรักตั้งแต่วัยเด็กและเป็นนักรักที่เด็กมาก

 

คานธีมีความสงสารเห็นใจชนชั้นจัณฑาล ซึ่งในยุคนั้นถูกกีดกันตามธรรมเนียมศาสนาฮินดูเป็นอย่างมาก นี่คือความรักในเพื่อนมนุษย์

 

อายุ 18 ปี พ่อถึงแก่กรรม ครอบครัวที่มีพี่ชายคนโตเป็นผู้ดูแล ตัดสินใจจะส่งคานธีไปเรียนกฎหมายที่ประเทศอ้งกฤษเมื่ออายุได้ 19 ปี ที่นี่คานธีพบว่ามีนักศึกษาชาวอินเดียที่เรียนอยู่ที่นี่ ต้องต่อสู้เพื่อการศึกษาอยู่จำนวนมาก แม้ว่าจะขัดสนในเรื่องเงินทองอย่างยิ่ง

 

3 ปี คานธีเรียนจบ เดินทางกลับอินเดีย เริ่มอาชีพเป็นทนายที่เมืองบอมเบย์ แต่พบว่า 6 เดือนผ่านไป ยังไม่ได้ทำงานที่เป็นชิ้นเป็นอัน จึงเดินทางกลับบ้านที่เมืองราชโกฏ ต่อมามีพ่อค้าชาวอินเดียชวนให้ไปทำงานด้านกฎหมายที่เมือง Durban แอฟริกาใต้ คานธีตัดสินใจไปทำงานที่นั่น ในขณะนั้นมีลูกชาย 2 คนกับกัสตูร์บาแล้ว

 

ในขณะนั้นชาวผิวขาวปกครองแอฟริกาใต้ ซึ่งกดขี่ชาวพื้นเมืองและชาวอินเดียจำนวนมากที่ทำงานอยู่ที่นั่น คานธีถูกไล่ลงจากรถไฟโดยผู้โดยสารชาวยุโรป แม้คานธีจะอ้างสิทธิตามความชอบธรรมของการโดยสาร แต่ตำรวจก็ยังลากคานธีลงจากรถไฟและทิ้งไว้ที่ชานชลาสถานี

 

คานธียังพบกับการถูกข่มเหงอีกนานับประการจากชาวตะวันตกและผู้รับใช้ จึงเริ่มต่อสู้เพื่อชาวอินเดีย เรียกร้องให้ชาวอินเดียสามัคคี พร่ำสอนให้ชาวอินเดียตระหนักถึงความบกพร่องในตนเองและพัฒนาเพื่อเปลี่ยนแปลง ก่อตั้งพรรคการเมือง The Natal Indian Congress และในการรณรงค์หาเงินบริจาคเข้าพรรค คานธีต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เล่ากันว่า คานธีไม่ยอมกินอาหารเย็นที่เศรษฐีจัดเลี้ยง เมื่อเศรษฐีบริจาคน้อยเกินไป เจรจาจนถึงรุ่งเช้าจนเศรษฐีใจอ่อน จึงยอมรับการรับเลี้ยง เหตุการณ์นี้สร้างชื่อเสียงแก่คานธีเป็นอันมาก และหลังจากนั้นการขอรับบริจาคก็ง่ายขึ้น

 

3 ปีผ่านไป คานธีกลับอินเดียเขียนจุลสารที่เปิดเผยความอยุติธรรมในแอฟริกาใต้ ในระหว่างนี้เกิดกาฬโรคระบาดที่บอมเบย์ คานธีอาสาทำงานเพื่อป้องกันการระบาดที่เมืองราชโกฏ และพบว่าบ้านของคนยากจนสะอาดมากกว่าบ้านของคนร่ำรวย

 

คานธีเดินทางกลับแอฟริกาใต้เพื่อสานงานต่อ ในตอนนี้คานธีมีชื่อเสียงในอินเดียแล้ว ครั้งนี้คานธีพาภรรยาและลูก 2 คน ไปแอฟริกาใต้ด้วย และเมื่อเรือถึงเมืองท่า Durban มีเด็กผิวขาวชาวแอฟริกาใต้จำคานธีได้และโกรธที่คานธีเปิดโปงเรื่องความอยุติธรรม จึงทำร้ายขว้างปาคานธีด้วยก้อนหิน ตามไปล้อมบ้านเพื่อทำร้ายต่อ คานธีต้องปลอมตัวหลบหนี ต่อมาภายหลังคานธีปฏิเสธที่จะชี้ตัวผู้ที่ทำร้ายตนเอง อันนำไปสู้การได้รับการยอมรับจากผู้บริหารประเทศแอฟริกาใต้ นี่คือความรักที่มีต่อผู้หลงผิด

 

คานธี ตั้งชื่อลูกชายคนที่ 3 ว่า รามทาส และคนที่ 4 ว่า เทวทาส และฝีกการทำงานด้วยตนเอง ตั้งแต่การทอผ้า ซักรีด ตัดผมเอง โดยใช้แนวคิดการพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด (นี่อาจเป็นที่มาของฉายาท่านพุทธทาสด้วย)

 

ในสงคราม Boer ระหว่างอังกฤษกับฮอลันดา คานธีรวมพวกอินเดียเข้าช่วยปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ คานธีอยู่ที่แอฟริกาใต้ครั้งนี้ 4 ปี ก่อนเดินทางกลับอินเดีย

 

เมื่อกลับมาอินเดียคานธีทำงานให้แก่สภาคองเกรส และเดินทางด้วยรถไฟชั้น 3 ทั่วอินเดียเพื่อรับรู้ความทุกข์ยากของชาวอินเดียทั้งประเทศ

 

คานธีกลับแอฟริกาใต้อีกครั้งตามลำพังอีกครั้ง ก่อตั้งนิคม เพาะปลูกทำขนมปังเอง ต่อมาภรรยาและลูกตามมาอยู่ด้วย เมื่ออังกฤษรบกับชาวพื้นเมืองซูลูอีก คานธีและเพื่อนชาวอินเดียก็ยังช่วยดูแลชาวซูลูที่เป็นผ่านตรงข้ามอังกฤษด้วย

 

คานธีเริ่มอดอาหาร เมื่อชาวนิคมประพฤติผิด คานธีเชื่อว่าพระเจ้าจะไม่พอใจเมื่อเกิดการทำชั่ว และคานธีในฐานะผู้ที่สั่งสอนและเป็นครูจึงต้องทรมานตนเองเพื่อล้างบาป ทำให้ผู้คนที่อยู่ในนิคมซึ่งรักคานธีไม่สบายใจและไม่ปรารถนาที่จะทำผิดอีก

 

คานธีกลับสู่อินเดียประมาณปี 1914 จัดตั้งอาศรมและอนุญาตให้ครอบครัวในวรรณะจัณฑาลมาพักอาศัยด้วย ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ชนชั้นสูงและระงับการให้ความช่วยเหลือแก่อาศรม แต่คานธีไม่ได้สนใจและปฏิบัติตนต่อไป เพราะเชื่อว่านี่เป็นความประสงค์ของพระเจ้า

 

คานธีนำการต่อสู้กับรัฐบาลอังกฤษโดยไม่ใช้ความรุนแรงแต่ต่อสู้โดยการไม่เชื่อฟัง เช่นไม่ยอมทำงานพร้อมกัน การต่อสู้ได้ยือเยื้อมาจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 คานธีเลือกหมู่บ้านเล็กๆ ในมัธยมประเทศอาศัยเพื่อสอนประชาชนด้วยการทำตัวเป็นตัวอย่างในการมีชีวิตอย่างเรียบง่าย ที่เสวาครามในกระท่อมเล็กๆนี้ คานธีทำงานปั่นด้าย เขียนหนังสือ คานธีรู้สึกว่างานบริการผู้อื่นมีความสำคัญมากและทำให้ชีวิตมีความหมาย

 

คานธีมีความรักในพระเทพเจ้ามาก สวดมนต์เช้าเย็น เป็นนักปฏิบัติ รักเด็ก รักเพื่อนมนุษย์ทุกคน และในที่สุดการต่อสู้อันยาวนานร่วม 50 ปี ก็นำมาสู่อิสรภาพของประเทศอินเดีย

 

คานธีเสียชีวิตจากการโดนยิงโดยพึมพำว่า โอ้ราม! โอ้ราม! ก่อนสิ้นใจ

 

คานธีเป็นนักรักที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะรักเพื่อนมนุษย์ทุกคน แม้จะชาติ ต่างสีผิว เป็นผู้นำหลักการในด้านการปฏิบัติดีที่หาคนอื่นๆเทียบเท่ายากมาก

 

ผม..เอง

 

 

 

 

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 17 พฤศจิกายน 2554 16:02 แก้ไข: 17 พฤศจิกายน 2554 16:03 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 ปราณี , และ 5 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ข้อมูลจากเวปไซต์พุทธทาส.คอม ท่านพุทธทาสได้กล่าวถึงชื่อพุทธทาสเอาไว้ว่า เพื่อแสดงให้เห็นถึงอุดมคติสูงสุดในชีวิต ท่านจึงใช้ชื่อว่า "พุทธทาส"

ข้าพเจ้ามอบชีวิตและร่างกายนี้ ถวายแด่พระพุทธเจ้า, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าเป็นนายของข้าพเจ้า เพราะเหตุดังว่ามานี้ ข้าพเจ้าจึงชื่อว่า "พุทธทาส"

ส่วนจะมีอิทธิพลจาก (เกี่ยวข้องกับ) การตั้งชื่อบุตรของท่านมหาตมะ คานธี หรือไม่นั้น ต้องรอผู้ชำนาญการมาวิเคราะห์ให้กระจ่างแจ้งแล้วล่ะครับ

ที่ใดมีศรัทธา ที่นั่นย่อมไม่มีความสิ้นหวัง

เราเอง

Ico48
anni (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
17 พฤศจิกายน 2554 20:49
#71671

คานธีเป็นนักรักที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะรักเพื่อนมนุษย์ทุกคน แม้จะชาติ ต่างสีผิว เป็นผู้นำหลักการในด้านการปฏิบัติดีที่หาคนอื่นๆเทียบเท่ายากมาก

ทุกวันนี้จะมีคนแบบนี้อยู่หรือเปล่า ถ้ามีให้ยกมือขึ้น

0/ เข้ามาช่วยยกมือสนับสนุนครับ

 

ไอน์สไตน์เคยบอกเอาไว้ว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้"

 

ผมยกประโยคนี้ขึ้นมาสอนเด็กๆ เมื่อเจอกันในคาบแรก แต่จะต่อด้วยอีกประโยค คือ

 

"ความรักสำคัญกว่าทุกสิ่ง" หากคุณรักจะทำสิ่งไหน จินตนาการ และความรู้ย่อมเกิดตามมาแน่นอน และที่สำคัญ รักเพื่อนมนุษย์โลกด้วย ถือเป็นรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครับ

 

"ใจสั่งมา" 

งานบริการผู้อื่นมีความสำคัญมากและทำให้ชีวิตมีความหมาย

ยาดมเอง

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.214.184.124
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ