นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 2080
ความเห็น: 5

High Speed Driving Force to PSU Great Achievement: AAR

ชื่อบันทึกนี้มาจาก โครงการพัฒนาผู้บริหารระดับหัวหน้าภาควิชา/ผู้อำนวยการกองและเลขานุการคณะเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 28-30 มีนาคม 2554 นี้ครับ

ตามประสาคนความจำสั้น เอกสารเยอะ ผมก็ต้องใช้วิธีบันทึกเก็บไว้ในที่ซึ่งจะหาได้โดยง่ายในภายหลัง ซึ่งผมพบว่าเก็บไว้ในแชร์นี่แหล่ะดีที่สุดครับ (ฮา)

BAR: Before Action Review ของผมนั้นไม่มีอะไรมากมาย คิดในใจว่าอายุผมขนาดนี้คงจะพัฒนายากละน่า ความตั้งใจในการเข้าร่วมคือการได้ร่วมแบ่งปันความเห็นกันมากกว่า

วันแรกสำหรับผมนั้นก็ไม่มีอะไรมาก (แต่คนอื่นนั้นอาจจะมีอะไรมากที่สุดก็ได้) ผมจับประเด็นได้เล็กน้อยที่จำได้คือ Digitally Learners หรือ Digital Learners ที่ทำให้ผมต้องกลับไปหาอากู๋ ดูยูตูบเพิ่มเติม แล้วผมก็ต้องตกใจกับความคิดของผมที่พลุ่งขึ้นมาว่า เทคโนโลยีนั้นมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งกับเยาวชนไทยในด้านดีและไม่ดี โดยที่เราไม่สามารถยับยั้งได้ สิ่งที่ผมได้คิดคือ เราจะต้องจ่ายค่าเทคโนโลยีเหล่านี้ อย่างหยุดยั้งไม่ได้เลย(iPod, 3G....) เพราะเราเป็นผู้ตามเป็นผู้ใช้ เราต้องผลิตข้าว/อาหารจำนวนมาก ไปแลกเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ เพราะนี่เป็น trend เพราะนี่เป็น..ชะตา..ที่ไม่อาจฝืนได้

เด็กปัจจุบันเบื่อห้องเรียน หากเราจะสอนแบบให้เขาจำ เด็กต้องการ think, create, analyse, evaluate and apply ที่มีการเชื่อมโยงมุมมองต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ผมว่าผมคงต้องเปิดยูตูบเรียนร่วมกับนักศึกษา คือเรียนรู้ไปพร้อมกัน วิเคราะห์แลกเปลี่ยนไปพร้อมกันซะแล้ว

ผมอยากโวยวายกับระบบการเรียนการสอนของไทยในปัจจุบัน ที่มีแต่การสอนพิเศษนอกชั้นเรียน ผมไม่รู้ว่าเด็กเรียนอะไรกันบ้าง ทำไมต้องเรียนกันมากขนาดนี้ เรียนเพื่อทำข้อสอบให้ได้คะแนนมาก ๆ เรียนเพื่อทำข้อสอบยาก ๆ ที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน เรียนเพื่อที่จะลืม เพราะผมก็พบตัวเองว่าผมเรียนเพื่อจะลืมไปมากกว่า 70% และเด็กปัจจุบันอาจลืมมากกว่า 80% ด้วยซ้ำ ระบบการศึกษาไทยที่ออกข้อสอบยากจนเกินความจำเป็น ชอบออกข้อสอบยากระดับโอลิมปิก และทำไมต้องออกยากขนาดนั้น?? ยากจนเอาผมไปทำข้อสอบก็คงสอบตกอย่างไม่มีข้อสงสัย

ในช่วงบ่ายได้อาจารย์อรสา ปานขาว มาสร้างความตื่นเต้นกับสมองผมได้เป็นอย่างดี หลายเรื่องเป็นธรรมะ(ความจริง)ที่เกี่ยวกับธรรมชาติของคนเรา การรับรู้ ความประทับใจ นำไปสู่การจดจำและการผสมผสาน ผมหวนคิดว่า การสัมมนาในบางครั้ง เราเน้นการให้เนื้อหาที่มากมายจนเกินไป เหมือนกับหัวข้อ High Speed..... แต่อาจไม่ได้ผลเท่ากับการสร้างความประทับใจแล้วจดจำก็ได้ แท้ที่จริงแล้วเราอาจต้องใช้วิธีแบบวิถีไทย คือ ผูกพันและไปอย่างช้า ๆ อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ มากกว่าหรือไม่?? งานนี้ผมได้ keywords ที่ดีคือ KAP: Knowledge, Attitude and Practical ซึ่งก็คือ การจัดการสื่อสารต้องมีแผนงานเป็นขั้นตอน คือ 1. ต้องให้ความรู้ ความเข้าใจ ก่อน แล้ว 2. ทัศนคติที่ดีและการยอมรับจะตามมา จากนั้น 3. ความร่วมมือและสนับสนุน ก็จะตามมาต่อไป ผมว่าหลักการเหล่านี้เป็นเรื่องจริง เราคงจะไปหวังความร่วมมือที่ดีโดยปราศจากความเข้าใจและการยอมรับก็คงจะฝันเกินไป เราคงได้รับความร่วมมือไปตามแกนแบบซังกะตายเท่านั้น เป็นความร่วมมือที่มีผลประโยชน์เป็นเครื่องหลอกล่อ??

มีลำดับขั้นของการสื่อสารที่น่าสนใจในรูปแบบหนึ่ง คือ A-I-S-A-S: Attention, Interest, Search, Action and Share ซึ่งในการกำหนดเป้าหมายการทำงานนั้น ทำอย่างไรเราจึงจะผลักดันให้เกิดกระบวนการเหล่านี้ในบุคลากรส่วนใหญ่ขององค์กรเราได้

เราได้รับรู้กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ยุคใหม่ CPR: Corporate Public Relations และ MPR: Marketing Public Relations ซึ่งต้องทำควบคู่กันไป

กลยุทธ์การรณรงค์ คือ ชุดกิจกรรมการสื่อสารที่วางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนแปลงความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งควรมี Key Message ให้ทุกสื่อพูดเพียงอย่างเดียว เป็น oneness หรือ one voice และการสื่อสารการตลาด จะต้องเป็น Integrated Marketing Communication

อาจารย์อรสา จบรายการด้วยกลยุทธ์การสื่อสารในภาวะวิกฤตแถมท้ายมาด้วย

วันที่ 2 เราเริ่มด้วยการฟังท่านสมพร ใช้บางยาง มาบรรยายให้เห็นความสำคัญของการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน ซึ่งก็เป็นการปูแนวคิดด้านภารกิจของม.อ.ให้คิดถึงชุมชนให้มากกว่าเดิมอย่างชัดเจนขึ้น และจากนั้นก็เป็นการแบ่งกลุ่มระดมสมอง ซึ่งผมไม่อยากบันทึกไว้ในที่นี้

วันที่ 3 ผมตั้งใจจะฟังอย่างมากเพราะ ศาสตราจารย์ นพ. วิจารณ์ พานิช มาคุยถึงการพัฒนาอุดมศึกษาไทยให้นำโลก ผมก็บันทึกไว้หลัก ๆ ว่า ในปัจจุบันนี้ ผู้สอนจะต้องเป็นผู้เรียนไปด้วย และต้องใช้ เทคโนโลยีควบคู่ไปกับความเข้าใจความเป็นมนุษย์ ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมาเรามักขับเคลื่อนโดยมองจากมุมมองเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เช่น High Speed Driving Force... (ขอแซวเป็นครั้งสุดท้ายครับ) ซึ่งผมว่าน่าจะไม่ใช่ เป็นการนำที่ผิดจุด ผมมองว่าปัจจุบันเรามีวิกฤตเชิงสังคม คือ ไม่ค่อยจะเข้าใจความเป็นมนุษย์อย่างดีเพียงพอมากกว่าและสร้างความขัดแย้ง แตกแยกขึ้นมา ประกอบกับเมื่อขาดการสื่อสารอย่างชัดเจน ความสามัคคีในองค์กรก็ไม่เกิดขึ้น เราจะทำหน้าที่การงานอย่างหุ่นยนต์ ทำเท่าที่ถูกกำหนดให้ทำ ไม่ทำมากกว่านั้นทั้งที่มีความสามารถและเวลาที่จะทำได้ การวางแผนกลยุทธ์จะต้องสอดคล้องกับทรัพยากรที่เรามี สอดคล้องกับบริบทที่เราเป็น ใน PMQA หรือ TQA ก็ให้แนวทางเราไว้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว แต่เราก็ยังอาจจะยึดแนวทางเดิม ๆ ที่ไม่ได้ทบทวน/คิดใหม่มาใช้อยู่

ในปัจจุบันนี้ จะเป็นยุคของความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลง 21st Century Skills จะ Beyond Teaching, Beyond Content, Beyond Knowledge, Beyond Textbooks, Beyond Classroom, Beyond School/Universities และ No more teacher/lecturer ครูต้องไม่เน้นสอน ต้องเน้นออกแบบการเรียนรู้ เน้นการสร้างแรงบันดาลใจ เน้นการเป็นโค้ช ไม่ใช่ผู้สอน เช่น การเรียนแบบ Project Based Learning

ก็มีอีกมากมายครับ ผมว่า เพียงทำเท่าที่ผมบันทึกไว้ในที่นี้ก็ทำท่าจะแย่อยู่แล้ว เพราะการทำอย่างนี้ผู้สอนต้องปรับตัวใหม่อย่างมากครับ เราจะไปสอนแบบเดิม ประเภทเดินเข้าไปพูดให้จบชั่วโมงก็คงไม่ได้แล้ว

ช่วงบ่ายเป็นการนำเสนอผลการระดมสมองของวันที่ผ่านมาครับ

AAR: After Action Review ความรู้สึกของผมในงานนี้ ก็อยู่ในระดับกลาง ๆ ค่อนไปทางดีครับ มีที่ถูกใจและไม่ได้หลั่งใจควบคู่กันไปเป็นธรรมดา

ผมตั้งใจจะเอา ppt ของคุณหมอวิจารณ์ ไปเปิดในการสัมมนาภาควิชาฯ ปลายเดือนนี้ครับ (ช่วยกรุณาแขวนให้ผมได้ download ด้วยครับ) 

การให้แนวคิดเหล่านี้ เป็นการ ให้ความรู้ ให้ความเข้าใจ เพื่อให้เกิด ทัศนคติที่ดีและการยอมรับ ซึ่งจะนำไปสู่ ความร่วมมือและสนับสนุน ตามหลักการ KAP เป๊ะเลย (ผมเป็นนักเรียนประเภทชอบปฏิบัติด้วยครับ ฮา)

เมื่อเรียนรู้สิ่งดี ๆ แล้ว ต้องพยายามปฏิบัติครับ คุณค่าของคนเรามิได้อยู่ที่การรู้มาก แต่อยู่ที่การปฏิบัติมากมากกว่าครับ, เรียนรู้ที่ลึกซึ้งจากคำว่า DO ครับ

ผม..เอง

 

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 03 เมษายน 2554 10:05 แก้ไข: 03 เมษายน 2554 10:05 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

55555 วัยรุ่นใจร้อนตามเคย

กำลังรวบรวมเอกสารทั้งหมดนำขึ้นแขวนค่ะ ตอนนี้กำลังล่าเอกสารระดมกลุ่มย่อยอยู่ค่ะ และอีกกรณีนึงคือ ผู้จัดหลังเดี้ยงตั้งแต่วันจัดอบรมค่ะ

ให้อภัยนะคะ ไม่เกินวันอังคาร ทุกอย่างเรียบร้อยแน่นอนค่ะ

สำหรับเอกสารของคุณหมอวิจารณ์ เดี๋ยวจะส่งทาง email ให้อาจารย์ก่อนนะคะ

  • จากประสบการณ์ตนเอง หากอบรมมาแล้วมิได้ปฏิบัติ  ก็จะลืมค่ะ

ฮ่า! ฮ่า! ก็ใจร้อนตามวัยนะครับ

(วัยที่คงจะเหลือน้อย ฮา)

แค่บันทึกไว้กันลืมนะครับป้าแป๊ด

ขอบคุณที่ส่งไฟล์มาให้ทางเมล์ครับ เมื่อกี้ลองเปิดดูแล้ว ดูเหมือนว่าจะยังมีปัญหาอยู่ครับ

ไม่ต้องรีบนะครับ ผมรอได้ครับ (ฮา) กว่าจะใช้ก็เกือบสิ้นเดือนครับ

คุณมอนลี่คงคิดเหมือนผมครับ ต้องใช้ความรู้ที่เราได้มาครับ จึงจะเข้าใจได้ดี และไม่ลืม และสำหรับผมต้องใช้บ่อย ๆ เพราะลืมเร็วเหลือเกินตอนนี้

ตามที่อาจารย์คนธรรมดา ได้รับ keywords ที่ดีจาก อาจารย์อรสา ปานขาว บรรยาย การจัดการสื่อสารต้องมี แผนงานเป็นขั้นตอน
คือ 1. ต้องให้ความรู้ ความเข้าใจก่อน
แล้ว 2. ทัศนคติที่ดีและการยอมรับจะตามมา
จากนั้น 3. ความร่วมมือและสนับสนุน ก็จะตามมาต่อไป นั้น
เห็นด้วยมากๆค่ะ เพราะหากขาดการจัดการดังกล่าวแล้ว ผลงานจะออกมาแบบซังกะตายหรือแบบหุ่นยนต์เท่านั้น

ขอบคุณคนธรรมดา(ที่ไม่ธรรมดา) ที่ช่วยบันทึกมาให้รับรู้ เพราะไม่ได้เข้าร่วมเพราะติดภารกิจของคณะ

ดูคนไทยมักทำตัวให้ห่างธรรมชาติ ห่างตัวเอง

คนไทยดำรงชีวิตเพื่อเรียน ไม่ใช่เรียนเพื่อดำรงชีวิต

ทำไมการจัดการศึกษาต้องนำโลก ทำไมไม่นำชีวิตเรา

หากทำเพื่อชีวิตเราที่เป็นเรา ชีวิตจะง่ายขึ้น ธรรมชาติจะอยู่กับเรา เราคงไม่เหนื่อยกับการวิ่งตาม ไม่ใช้ทรัพยากรที่เกินจนสภาพแวดล้อมผิดธรรมชาติเกินกว่าที่เราจะปรับตัวได้

ต้องเปลี่ยนจากเรียนความรู้ มาเป็นเรียนรู้ รู้เพื่อชีวิตจริง ๆ ที่พอดี พอเพียง

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.216.28.250
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ