นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 1534
ความเห็น: 6

จากพี่คนหนึ่งถึงน้อง

บันทึกนี้มีที่มาครับ


วันที่ 11 เม.ย. ผมได้รับโทรศัพท์จากเลขาฯภาคบอกว่ามี E-doc ฉบับหนึ่งต้องการให้ตอบด่วนด้วย ข่าวสารนี้ได้รับในช่วงเย็นผมจึงมาเปิดดูในวันที่ 12 เม.ย. 54


เรื่องก็มีอยู่ว่าคณะฯมีโครงการสร้างความสัมพันธ์กับบุคลากรใหม่ในระหว่างวันที่ 18-19 เม.ย. นี้ และถามมาว่าผมมีหัวข้อเรื่องอะไรที่อยากจะไปพูดในงานนี้หรือไม่? ผมก็เข้าไปดูในโปรแกรมกิจกรรมที่กำหนดไว้ พบว่าก็เต็มหมดแล้ว ประกอบด้วยเรื่องของ คณบดีพูด รองคณบดีฝ่ายวิจัยพูด รองคณบดีฝ่ายบริการวิชาการพูด รองคณบดีฝ่านวิชาการพูด และอื่น ๆ ประมาณว่ามีโปรแกรมกำหนดไว้หมดแล้ว


ดังนั้น ผมก็ตอบกลับไปว่าไม่มีหัวข้อจะพูดและไม่ไปร่วมงานนี้ แต่ในใจก็พึมพำใน 2 ประเด็นคือ 1. เรื่องที่จัดมาพูดนั้น เป็นเนื้อหาที่เป็นการเป็นงานทั้งสิ้น ผมเรียกว่าเป็น Hard Side ไม่มีการพูดที่เป็น Soft Side เลย 2. ส่งเรื่องมาด่วนอย่างนี้ และมีโปรแกรมครบถ้วนแล้วจะให้ตอบว่ามีประเด็นที่อยากจะพูดได้อย่างไร และจะไปแทรกไปสอดได้ตรงเวลาช่วงไหนกัน?

ก็จบกันไป แต่ในใจก็คิดว่าคงจะไปคุยกันในกรรมการประจำคณะถึงการให้ข้อมูลด้าน Soft Side แก่บุคลากรใหม่บ้างในการจัดครั้งต่อไป

วันสงกรานต์ 13 เม.ย. 2554 ผมก็เข้าที่ทำงาน อ่านหนังสือ เอกสารบางชิ้น เกิดคำตอบในใจว่า เรายังมีช่องทางสื่อสารอื่นๆ อีกนี่นา เรื่องนี้อยู่ที่ทัศนคติว่าเรายังมีทางเลือกและเราก็เป็นผู้เลือกได้ด้วย

ผมถามตัวเองก่อนว่า หากย้อนเวลากลับไปสัก 8 ปี แล้วให้ผมจัดโปรแกรมสัมนา workshop ให้คณะฯ ก็คงได้หน้าโปรแกรมประมาณนี้แหล่ะ คือมีแต่ด้าน Hard Side การที่ผมรู้จักด้าน Soft Side เพราะผมไปทำตำแหน่งบริหาร เรียนรู้เรื่อง KM เรียนรู้ว่ามนุษย์เรานั้นมีด้าน Soft Side ที่สำคัญกว่าด้านเทคโนโลยีเสียอีก

แล้ว Soft Side ที่ผมอยากจะพูดหรือนำเสนอให้จัดนั้นมีประเด็นอะไรบ้าง ในใจผมก็คิดไปในทำนอง Story Telling เช่น ความสุขในการเป็นพนักงาน/ข้าราชการในมหาวิทยาลัย, การทำงานอย่างมีความสุข, คุณค่าของอาชีพที่เราได้ทำลงไป อะไรประเภทนี้แหล่ะครับ

ดังนั้น จึงเป็นที่มาของบันทึกนี้ ของพี่คนหนึ่งที่ทำงานในม.อ.แห่งนี้มาตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. 2518 ครับ

ผมมาทำงานที่ ม.อ.นี้ แบบบังเอิญ เพราะไปเดินที่ภาควิชาฯ คณะวิทยาศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับคำชวนจากอาจารย์ที่มาเป็นอ.พิเศษที่ม.อ.บอกว่าที่นี่ขาดอาจารย์ มีอาจารย์วิศวกรรมเคมีคนเดียว คือท่านอธิการบดีผาสุข ท่านคงเห็นว่าเกรดการเรียนของผมพอดูได้ก็เลยลองชวนดู พร้อมเป็นนายประกันให้ผมด้วย บอกว่าไม่ต้องสอบ ไม่ต้องสมัคร ตอบตกลงก็เดินทางมาหาดใหญ่ได้เลย ผมก็จำไม่ได้ว่าได้ใช้เวลาคิดนานเท่าใด แต่สุดท้ายก็อยากลองทำดู เลยตอบตกลง

นั่นคือที่มาของการเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าและเดินทางไกลที่สุดในชีวิตครั้งแรกด้วยการนั่งรถไฟมาหาดใหญ่ โดยมี แม่ตามมาส่ง

หลังจากทำงานได้สักเดือน ก็มีจดหมายตามตัวให้ไปทำงานที่บริษัทในเครือสหพัฒนพิบูลจำกัด ซึ่งผมสมัครไว้ก่อนหน้านี้ให้ไปทำงาน คราวนี้ผมก็ต้องตัดสินใจว่า จะเลือกงานใด เป็นข้าราชการสอนหนังสือต่อไป หรือไปทำงานบริษัทซึ่งเงินเดือนมากกว่าสัก 3 เท่า

ด้วยชะตาลิขิต ผมคิดว่าในมุมมองการเป็นประโยชน์ต่อสังคม ที่ม.อ.นี้ดูเหมือนจะต้องการตัวผมมากกว่า เพราะขาดแคลนอาจารย์และตัวผมเองก็ปรับตัวเข้ากับที่ม.อ.นี้ได้ ชีวิตก็ดูจะไปได้อย่างสบาย ๆ และมีความสุขแบบเรียบง่าย ผมก็เลยตัดสินใจที่จะอยู่ที่ม.อ.นี้ต่อไป โดยบอกตัวเองว่าชีวิตนี้คงไม่รวย คงไม่มีเงินมาก ๆ แต่คงมีความสุขที่ควรจะมีมากกว่า

ก็อยากเล่าว่า ผมเลือกการมีความสุขมากกว่าการมีเงินมาก ๆ มากว่าสามสิบปีแล้วครับ

อยู่ในระบบราชการที่ ม.อ.มานานกว่า 35 ปี ผมอยากบอกว่า ผมเลือกทางเดินชีวิตไม่ผิดครับ ทุกวันนี้ผมมีความสุขที่คิดว่าเกินค่าเฉลี่ยไปมาก ด้านปัจจัยสี่นั้น ผมไม่ได้ขาดแคลน ถึงจะไม่มีบ้านแต่ก็พบว่าตัวเองนั้นไม่ได้ต้องการบ้านสวยงามใหญ่โต ห้องนอนที่เรียบง่ายสักห้องก็พออยู่ได้แล้ว

ผมมีความสุขกับงานที่ได้ทำในปัจจุบันนี้ครับ งานสอน งานวิจัย เป็นงานที่ผมรัก/ชอบและอยากจะทำ ผมมีความสุขในขณะที่เดินเข้าห้องสอน ในใจคิดว่าวันนี้จะทำกิจกรรมอะไรที่สนุกสนานกับนักศึกษาดี และยังไม่เคยคิดเบื่อในการสอน

ผมอยากเล่าให้น้อง ๆ ฟังว่า ผมมักจะเต็มที่ (ไม่ใช่เต็มที) กับงานทุกอย่างที่ผมทำ ผมทำงานอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมบริดจ์นักศึกษา ซ้อมกันในตอนกลางคืน จัดหาที่ซ้อมกันนอกสถานที่ เป็นเวลาน่าจะเกิน 10 ปี ทำงานในหน้าที่บริหาร ก็ทำกันหลายตำแหน่ง

การเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญนะครับ การได้ทำงานที่เราไม่เคยรู้จักเป็นการเรียนรู้ที่ดีมาก เราต้องแสวงหาประสบการณ์ในมุมมองต่าง ๆ ให้มากกว่ามุมมองของการเป็นอาจารย์ปกติ ในกรณีสายสนับสนุนก็เช่นกัน การเรียนรู้ข้ามสายงานก็เป็นเรื่องน่าสนุก ผมทำงานด้านกิจการนักศึกษา ได้เข้าร่วมประชุมในระดับมหาวิทยาลัย จนรู้จักกับบุคลากรมหาวิทยาลัยรุ่นแรก ๆ กันไปทั่ว

ผมอยากบอกว่า การเข้าใจโลก เข้าใจความเป็นมนุษย์ การมี emphaty เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เรามีความสุขอย่างเต็มทีมากขึ้น เมื่ออายุเรามากขึ้น เราจก็ะไม่มองไปยังเบื้องสูง และไม่มองไปข้างหน้าเหมือนอย่างที่เราเป็นตอนเรายังหนุ่มสาว ที่เราจะมองหาความสำเร็จ หาชื่อเสียง หาความสบาย หาเงินทองมาก ๆ แต่ในยามที่เราสูงวัย เราจะมองกลับไปยังอดีต มองว่าเราได้ทำอะไรที่เป็นความภาคภูมิใจของเราบ้างหรือเปล่า หากเราทำดี เสียสละเพื่อส่วนรวม สิ่งเหล่านี้จะเติมเต็มในหัวใจของเรา ให้เรารู้ว่าในชีวิตเรานั้นได้ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นด้วย มิใช่ทำประโยชน์แก่ตัวเองและครอบครัวเพียงอย่างเดียว เราจะมองไปยังเบื้องล่างว่า เราจะช่วยเหลือเกื้อกูลใครได้บ้าง เป็นการช่วยจากใจ ไม่ได้ต้องการผลประโยชน์ใด ๆ ตอบแทน แต่ได้ผลตอบแทนเป็นความสุขใจแทน สุขใจที่ได้เป็นคนมีประโยชน์

การรู้จุดหมายชีวิตทำให้ก้าวเดินไปอย่างมีความสุข ไม่คิดน้อยใจที่มีบางสิ่งน้อยกว่าเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น ๆ มองในสิ่งที่เรามีมากกว่าคนอื่น การอยู่ม.อ.ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากกว่าการทำงานในกรุงเทพฯ มีโอกาสได้เล่นกีฬา เดินเล่นอย่างสบาย ๆ ไม่ต้องเร่งรีบตื่นตั้งแต่ตีห้า เพื่อเตรียมตัวไปทำงานแต่เช้า ฯลฯ และมีข้อดีอื่น ๆ ตั้งมากมายของการได้ทำงานที่ ม.อ.แห่งนี้

ก็เป็นสิ่งที่อยากบอกน้อง ๆ ไว้ในวันนี้ครับ

ผม..เอง

เช้าวันนี้ ผมได้รับการติดต่อให้ไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง แต่ผมตอบปฏิเสธไปแล้ว ก็อย่างที่บอกนะครับ ผมเลือกทางสายกลาง เลือกการมีความสุขมากกว่าการมีเงินมาก ๆ ครับ

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 18 เมษายน 2554 14:28 แก้ไข: 18 เมษายน 2554 14:28 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
coff [IP: 192.168.101.4]
18 เมษายน 2554 15:23
#64931

สุดยอดเลยครับ ;)

ผมอ่าน 2 เที่ยว ปลื้มมากครับ

เดี๋ยวจะกลับมาอ่านอีกครับ 

ขอบคุณครับ

ความสุขที่คุณดื่มด่ำได้

เราเอง

ดีใจแทน มอ. ค่ะอาจารย์ :) ดิฉันเชื่อว่ามีคณาจารย์และบุคลากรของ มอ. อีกมากมายที่คิดเช่นเดียวกันกับอาจารย์ค่ะ เรารวยความสุขกายและใจค่ะ
Ico48
Like Like [IP: 192.168.101.4]
19 เมษายน 2554 14:16
#64947

อยากกด like บันทึกนี้จัง

 

ขอบคุณค่ะ สำหรับบันทึกดี ๆ รัก มอ. มากเช่นกันค่ะ

ช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลง (การประกันคุณภาพต่าง ๆ) เป็นช่วงเวลาที่ผู้ปฏิบัติต้องการ Soft side จากผู้บริหารมาก ๆ ค่ะ แล้ว Hard side ก็จะตามมาเอง ไม่อยากให้ผู้บริหารใจร้อน ใส่แต่ Hard side อย่างเดียว ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันในองค์กร ซึ่งจะเป็นปัญหาที่หยั่งลึก ยากเกินเยียวยา...

Ico48
นศ. [IP: 192.168.101.4]
17 พฤษภาคม 2554 01:29
#65422

อ่านบันทึกอาจารย์แล้ว รู้สึกว่าจริงๆๆแล้วเรามีสิทธิ์เลือก แต่จะเลือกไปทางไหนไม่สำคัญเท่ากับความสุขกาย สบายใจที่จะได้รับ

 

 อ่านแล้วได้แง่คิดดีมากค่ะ ^^

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.234.223.162
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ