นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 1818
ความเห็น: 1

องค์กรปรนัย???

ด้วยความที่ผมชื่นชอบในการมีเครือข่าย ผมก็มักจะได้ข่าวสารจากองค์กรต่าง ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นจาก สกว. และเพื่อน ๆ และที่ยังได้อยู่เสมอก็มาจาก GoToKnow ซึ่งเริ่มต้นมาจากม.อ.ของเรานี่เอง

ล่าสุดพอได้เมล์ ผมก็ล่องคลิกเข้าไปดูเพื่อ update ข่าวสารสักนิดก็ไปพบคำถูกใจคือ "องค์กรปรนัย" ซึ่งคงมีที่มาจาก นพ.โกมาตร ซึ่งผมชื่นชอบและยังติดตามผลงานอยู่เรื่อย ๆ คำนี้ได้มาจากเรื่อง SHA ในgotoknow.org/blog/sha-paula/434317
ซึ่งคุณ paula เขียนไว้ดังนี้ครับ

SHA เป็นคำย่อที่มาจาก Sustainable Healthcare and Health promotion By Appreciation and Accreditation แรกเริ่มเราไม่ได้ย่อว่า SHA แต่เราได้รับความกรุณาจากท่าน ศ.เกียรติคุณ พญ.ชนิกา ตู้จินดา ได้ให้ชื่อเล่นว่า “SHA” จนกลายเป็นที่ติดหูติดตาและติดตลาดกันไปแล้วค่ะ แต่ด้วยมีการพ้องเสียงกับชา น้ำชา..จึงมีหลายๆท่านเอา SHA ไปผูกกับ ชา ถ้วยชา กาแฟ เพื่อหาสูตรสำเร็จในการชง SHA ให้หอมกรุ่น กลมกล่อม ไม่แพ้เจ้าของดั้งเดิมเลยทีเดียวค่ะ (ชานี้เป็นของโปรดของคุณ Our-shangri-La นะครับ)

SHA เป็นนวตกรรมของ HA คือมาตรฐานโรงพยาบาลหนึ่งที่มีปรัชญาเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นพื้นฐาน
ซึ่งการมีมาตรฐานหรือมีกรอบ กลายเป็นจุดที่ก่อให้เกิดความเครียด ความทุกข์ของคนทำงาน โดยอาจจะมีสาเหตุหลายประการร่วมกัน ขอไม่พูดถึง ณ ที่นี้
ด้วยการเล็งเห็นถึงความทุกข์ ความเครียดนี้ แม่ต้อย..จึงได้นำเสนอนวตกรรมใหม่ที่จะเป็นทางออกหนึ่งให้คนทำงานคุณภาพอย่างมีความสุข ด้วยการเห็นคุณค่าตนเอง
เห็นคุณค่าผู้อื่นและมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน หาโจทย์ใหม่ๆ เปิดช่องให้คนทำงานได้สร้างสรรคุณภาพด้วยมุมมองของตนเอง มองข้ามกรอบมาตรฐานหรือโจทย์ที่อาจจะเป็นปรนัยลงเสียก่อน ก่อนที่ทุกองค์กรจะกลายเป็นองค์กรปรนัย ซึ่งมีลักษณะดังที่ท่าน ดร.นพ.โกมาตร กล่าวไว้ว่า  องค์กรปรนัยมีคำขวัญคือ

 “เดินตามช่อง..มองแค่เห็น..เน้นตัวชี้วัด วิสัยทัศน์เอาไว้ท่องจำ...งานที่ทำไม่มีความหมาย..”

ผมสรุปว่า HA ที่ฝรั่งต่างชาติคิดขึ้นและเรานำมาใช้ต่อนั้น ก่อให้เกิดความทุกข์ของคนทำงาน ดังนั้นจึงมีคนกลุ่มหนึ่งคิดว่าแนวทางนี้มันไม่ใช่(ทั้งหมด) และอยากแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพสังคมของไทย จึงขอจัดสร้างมาตรฐานของเราเองขึ้นมาใหม่

สิ่งที่คุณหมอโกมาตรนิยามไว้มันน่ากลัวนะครับ แต่มันก็เป็นความจริงในส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดมิใช่หรือ? ถ้าเราจะเปิดใจยอมรับกัน

ทบทวนกันดูบ้างนะครับ ค่านิยม วิสัยทัศน์ที่เราสร้างมานั้น เราพยายามขับเคลื่อนให้เป็นอย่างนั้นหรือไม่ เพราะเราอาจประพฤติกันแบบเดิม ๆ ไม่มีการเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับสิ่งใหม่ที่เรากำหนดไว้เลย

เพียงฮกกงจื้อ ในศึกวังค้างคาว เป็นกงจื้อยอดฝีมือตาบอด ที่ใช้โสตประสาทรับรู้การเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ เพื่อสู้กับเพียงฮกกงจื้อ จึงมีการใช้การจู่โจมที่ช้าที่สุดเพื่อทำอันตรายต่อเพียงฮกกงจื้อ อันตรายอย่างช้า ๆ เพื่อมิให้เพียงฮกกงจื้อรู้ตัว

อันตรายที่มาช้า ๆ ก็เป็นอันตรายที่น่ากลัวที่สุดชนิดหนึ่งมิใช่หรือ?? เพราะเราตกอยู่ในอันตรายโดยที่เรายังไม่รู้สึกตัวเลย

องค์กรของเรา กำลังตกอยู่ในอันตรายประเภทนี้หรือไม่??? บุคลากรของเราเดินตามทางที่กำหนดไว้แล้วตามแนวทาง ก. ข. ค. หรือ ง. เท่านั้น มองประเด็นปัญหาอยู่ในกรอบในบริบทที่เราเป็นอยู่ ไม่ได้พยายามแสวงหาแนวทางที่แปลกใหม่

เราแค่ทำให้สัมฤทธิ์ผลของตัวชี้วัดก็พอ ขอเพียงตัวเลขมาโชว์ จะเป็นตัวเลขจากฐานที่ไม่มั่นคงก็ได้ งานที่เราทำก็ทำไปวัน ๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมาเลี้ยงชีพ แต่จะเกิดประโยชน์กับใคร เกิดผลเสียกับใครบ้างเราก็ไม่จำเป็นต้องรับรู้??

เราควรรู้บ้างหรือไม่ว่า พฤติกรรมของเรานั้น มักส่งผลกระทบที่สำคัญต่อผู้ที่อยู่รอบข้างของเราเสมอ ----ไม่มากก็น้อย

ผมเชื่อว่าวิธีการบริหารแบบตะวันตกไม่มีทางใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพกับสังคมไทย เราต้องสร้างรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเองขึ้นมาให้ได้ รูปแบบที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย มันอาจไม่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก แต่มันอาจมีประสิทธิภาพที่สูง ที่ดี ที่เหมาะกับสังคมไทยมากกว่ารูปแบบอื่นก็ได้ เราจะต้องสวยในสไตล์ของไทยเราเอง

ด้วยความหวังว่า ในสักวันหนึ่ง หากเราช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เราจะได้รูปแบบองค์กรที่เราจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ผม..เอง

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 22 เมษายน 2554 13:33 แก้ไข: 22 เมษายน 2554 13:33 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ใช่ครับ ไทยเราชอบที่จะเอาระบบของต่างชาติที่ใครก็ไม่รู้บอกว่าดีมาใช้กับของเรา อย่าลืมว่าระบบที่เขาศึกษานั้นอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลประเทศนั้นมิใช่ประเทศไทย การเอารูปแบบของเขามาใช้กับไทยจะเหมาะสมได้อย่างไร จริง ๆ ควรจะเป็นการล้อเลียนแบบมิใช่ลอกเลียนแบบ เราน่าจะศึกษาว่าเขาทำอย่างไรและเอามาปรับใช้กับประเทศไทยโดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานของประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่นแม้จะได้ชื่อว่ากอปปี้เก่ง แต่การกอปปี้นั้นเขาได้ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเหมาะกับประชาชนของเขาซึ่งทำให้ประเทศของเขาพัฒนาไปได้รวดเร็ว แล้วทำไมประเทศไทยเราไม่ลองทำแบบนี้บ้าง

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.234.223.162
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ