นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 2202
ความเห็น: 4

การทำงานเป็นทีมในองค์กรแห่งการเรียนรู้

วันอาทิตย์ 16 ตุลาคม 2554

 

ผมก็พยายามจะทำตามกติกาของเจ้าของโรงเตี้ยมแชร์สีชมพูนี้ให้มากที่สุดนะครับ สิ่งที่เจ้าของอยากเห็นคือการบันทึกอยู่เป็นประจำ ในตอนนี้กำหนดไว้ 3 บันทึกต่อสัปดาห์

 

การทำงานเป็นทีมในพจนานุกรมสมรรถนะของม.อ.จะว่าอย่างไรก็ปล่อยให้เขาว่าไป แต่ในองค์กรแห่งการเรียนรู้แชร์สีชมพูนี้ผมว่าน่าจะเป็นไปตามนี้มากกว่า

 

การทำงานเป็นทีมมิใช่การที่บุคลากรมารวมตัวกันเพื่อทำงานให้งานนั้น ๆ ให้เสร็จไปโดยปราศจากความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

 

ดังนั้นการทำงานเป็นทีมจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการจะสร้างให้บุคคลที่หลากหลายทางความคิดมามีความเห็นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั้นมิใช่เรื่องง่าย

 

วงแชร์สีชมพูนี้มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากกว่านะครับ เรามีความต้องการที่จะแบ่งปันความรู้ ความคิดเห็น ประสบการณ์ ในระดับที่สูง การตั้งรางวัลเสื้อนกเงือกนั้นเป็นสร้างความ"สนุก"ในวงการมากขึ้น เพราะผมรู้สึก"สนุก"ที่มีสมาชิกมาร่วมกระบวนการจำนวนมาก เลยมีการตามเชียร์ตามลุ้นเพิ่มขึ้นอีกประการหนึ่ง

 

ในสังคมไทยนั้น วัฒนธรรมทำตามผู้ใหญ่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน  ที่ดีก็คือถ้า"ผู้ใหญ๋"ทำเป็นตัวอย่างและผลักดัน กระแสก็จะเกิดขึ้นเร็ว แต่ถ้าผู้ใหญ่หรือเบอร์หนึ่ง ไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจน ก็จะเกิดแรงต้านอย่างมหาศาล

 

การทำงานเป็นทีมที่เราเข้าใจว่าทำเป็นทีมแล้วนั้น ผมว่ามัน"ไม่ใช่"ครับ เราเพียงมารวมตัวกันทำงาน "เบอร์หนึ่ง" เขียนบันทึก แต่เบอร์"สอง" "สาม" "สี่" "ห้า" "หก" "เจ็ด" "แปด" "เก้า" "สิบ"........ยังเพิกเฉยอยู่ อย่างนี้จะให้เข้าใจว่าทำงานเป็นทีมได้อย่างไร

 

"น้ำหนึ่งใจเดียวกัน" อาจเกิดขึ้นได้ในยามวิกฤต ยามทุกข์ยาก เช่น น้ำท่วม เราอาจแบ่งปันอาหารกันกินได้ในหมู่บ้านใกลเรือนเคียงที่เห็นหน้ากันอยู่ (แต่ถ้าไม่เห็นหน้าก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ตามข่าวว่ามีการแย่งชิงถุงยังชีพกันแล้วตอนต้นทาง โดยไม่ต้องห่วงว่าผู้อยู่ปลายทางจะได้รับหรือไม่) แต่หลังวิกฤตแล้วก็ต่างคนต่างอยู่เหมือนเดิม แย่งกันทิ้งขยะเปียกน้ำไปไว้หน้าบ้านคนอื่นตามที่คุณแมงปอเล่าไว้ (ท่าว่าคุณแมงปองานจะมาก เห็นหายหน้าไปนาน ไม่ได้มาร่วมวงล่านกเงือกกับเขาด้วยเลย)

 

หลายท่านอาจจะบอกว่า งานบันทึกไม่ถูกจริตในแต่ละคน แต่ผมก็เห็นแย้งว่า งานที่พวกเราส่วนใหญ่ต้องทำก็มักมีการเขียน การบันทึกอยู่เป็นประจำ ก็เพียงแต่บันทึกเพิ่มขึ้นมา โดยไม่ต้องกังวลว่าจะดี จะสู้คนอื่นเขาไม่ได้ เราก็ทำให้ดีที่สุดที่เราทำได้เอาไว้ก่อน เราสอนนักศึกษาให้ทำงานต่าง ๆ หัดทำรายงาน หัดเขียน manuscript สอนให้ลูกน้องต้องทำโน่นทำนี่ แต่ที่เรามักขาดอยู่คือ "การสอนตนเอง" ให้ทำในสิ่งที่เราได้สอนคนอื่นไปแล้ว

 

องค์กรแห่งการเรียนรู้ ต้องได้มาจากการปฏิบัติที่ฝังลึกในทัศนคติของแต่ละคน ทัศนคติของการทำการปฏิบัติ มิใช่การสอนหรือบอกให้ผู้อื่นทำ

 

ผม..เอง

 

 

 

 

 

 

หมวดหมู่บันทึก: วิธีการใช้งาน Share
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 16 ตุลาคม 2554 09:56 แก้ไข: 16 ตุลาคม 2554 09:56 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 ~>aRuNaN<~, และ 6 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

สมมตินะครับว่า

มีรถจอดเสียอยู่คันหนึ่ง โจทย์ของเรามีอยู่ว่า ใครสามารถเคลื่อนรถคันนี้ไปได้ไกลเป็นระยะ ๑๐๐ เมตรภายใน ๑๐ นาทีได้ ก็จะได้รับรางวัลเป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท

มีผู้เข้าร่วมทำโจทย์ข้อนี้ ๒๐ คน

ในบรรดาผู้เข้าร่วมทั้ง ๒๐ คน มีความสามารถต่างๆ กัน แต่ละคนมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ติดตัวมาแตกต่างกันไปตามแต่ละคนจะพึงมี มากบ้างน้อยบ้าง บางคนมีรถพร้อมอุปกรณ์ชักลากพร้อม บางคนมีเพียงมือเปล่า

ผู้เข้าร่วมทั้ง ๒๐ คนจะทำอย่างไร?

ในบ้านเมืองของเราปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่มีกฎหมายที่ดีพอ แต่ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายมากกว่า การบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกัน ไม่มีข้อยกเว้นให้กลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มตนเอง หรือเพื่อบังตับใช้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่ามโนธรรมสำนึก หรือจะเรียกว่าจริยธรรม คุณธรรม หรืออะไรก็แล้วแต่ของแต่ละคน

แน่ล่ะสิ่งที่ทุกคนมุ่งหวังในการเข้าร่วมชิงรางวัลก็คือต้องการเงินรางวัล แต่การมุ่งไปยังประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจเรื่องอื่นๆ นั้นทำให้เราขาด หลงลืมสิ่งที่สำคัญที่เป็นเครื่องค้ำจุนโลกไปก็เป็นได้

การเขียนแชร์เป็นเรื่องของการฝึกปฏิบัติ การเสียสละ การแบ่งปัน ผมเห็นด้วยกับทุกท่านที่ให้ความหมายของกรอบกติกาของวงแชร์ที่กำหนดให้เขียนบันทึก ๓ บันทึกต่อสัปดาห์ในนัยของ "ความต่อเนื่อง" ของการปกิบัติ ไม่ใช่เรื่องของ "จำนวน"

การเขียนมากย่อมเป็นการฝึกฝนตนเองที่ดี ทั้งเรื่องการรวบรวมเรียบเรียง การคิดอย่างมีเหตุมีผล หรืออื่นๆ

การเขียนย่อมนำไปสู่การพัฒนาตนเอง

นกเงือกไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราแย่งชิงหรือให้เราคิดว่าทำอย่างไรจึงจะได้มาเท่านั้น

ในการทำงานปกติของทุกคนย่อมมีการเขียนเป็นปกติอยู่แล้ว จะเขียนมากเขียนน้อย เพียงแต่เรานำการเขียนที่เป็นเรื่องปกติประจำวันนั้นมาเรียบเรียงให้เป็นบันทึก

จงภูมิใจ สุขใจ ในความสำเร็จเล็กๆ ของตนเอง มากกว่าที่จะไปเปรียบเทียบกับความสำเร็จของผู้อื่นที่ทำให้เราถดท้อถอยหมดกำลังใจ

เราเอง

องค์กรแห่งการเรียนรู้ ต้องได้มาจากการปฏิบัติที่ฝังลึกในทัศนคติของแต่ละคน ทัศนคติของการทำการปฏิบัติ มิใช่การสอนหรือบอกให้ผู้อื่นทำ

 

เป็นประโยคนี้ ผมคิดมา (แต่ทำไมเขียนออกมาแบบนี้ไม่ได้น้า....) และเห็นคนที่ถูกทั้งผลัก ทั้งดัน ทั้งสอน แต่ไม่มี "ใจ" ไม่มี "ทัศนคติที่ฝังลึก" ซึ่งจำเป็นในการทำงานให้มีคุณภาพ ได้อย่างยังยืน และมั่นคง

 

เหมือนกับการพัฒนาคุณภาพมหาวิทยาลัย ที่คุณ Pavinee ได้เขียน บันทึก เอาไว้ ถึงสาเหตุที่ เมืองไทยไปไม่ถึง "คุณภาพ" ระดับโลกเสียที

 

คงเพราะมันคงยังไม่ได้ฝังลึกลงในใจมั้งครับ.....

 

เพราะการทำสิ่งใดให้ดีได้...มันต้องทำจาก "ใจสั่งมา" มั้งครับ

Ico48
Pavinee Chinachoti [IP: 223.205.59.171]
18 ตุลาคม 2554 06:04
#69858

เคยมีนักปรชญาการทํางาน บอกว่า ความรู้ทางวิชาการ นั้นเวลาใช้นับแค่ 10%. เท่านั้น ที่เหลือเป็นเรื่องของทัศนคติรายบุคคล :o)

คนเราถ้ามองตัวเองว่าขอสบายให้คนอื่นคิดแล้วเราคอยตาม เราไม่ต้องเก่งด้านภาวะการเป็นผู้นําก็ทําให้เราและองค์กรสําเร็จได้

เลยไม่เคยมาวิเคราะห์มองตนเองว่าทํางานดีไม่ดี เพราะทําตามสั่งฉันก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก

ทัศนคติ เป็นเรื่องของการมองตนเอง ว่าเรามองแล้วเห็นไหม บางคนมองแล้วไม่เห็นตนเอง (true self). ใครต่อว่าอย่างไรๆ ก็ไม่เห็นแถมโกรธเขาอีก คนคนนี้เรียกว่ามี blind spot และไม่รู้ตัว คิดว่าพวกเรามี blind spot ทั้งนั้น ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เช่น การอกหัก เป็นเพราะเรามี blind spot. คิดว่าน้องสาวเขารักเราแต่จริงๆเขาต้องกเที่ยววกินข้าวฟรี

บางคนวินิจฉัยตนเองตลอดเวลาคิดว่าเราทําอะไรถูกแล้วหรือ. ....มีทางทําได้ดีกว่านี้ไหม หันไปถามขอความคิดเห็นคนอื่น เรียนรู้ปรับปรุงตนเองเป็นประจํา คนนี้จะทํางานอีกแบบหนึ่ง เรียกว่ามี continuous improvement. ไม่ต้องสั่งก็ ทํา self evaluation. เรียบร้อยแล้ว

เรามาพัฒนาทัศนคติกันเหอะ

ภาวิณี

ก็เห็นด้วยอย่างมากกับคุณ Pavinee Chinachoti เรื่องการเริ่มพัฒนาทัศนคตินะครับ ซึ่งใน Iceberg Model attitude จะอยู่ในส่วนที่จมน้ำและเป็นเหตุให้เกิดสิ่งที่ปรากฎเห็นในส่วนที่โผล่เหนือน้ำเช่นกัน

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.234.223.162
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ