นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 1478
ความเห็น: 8

ความไม่เก่งก็เป็นส่วนหนึ่งของ KM

เมื่อผมอ่านหนังสือ "องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้" ของ ดร.มงคลชัย วิริยะพินิจ ในตอน รู้จักบริหารความ"ไม่เก่ง" เพื่อเสริมสร้างความ "เก่ง" ในองค์กร ก็เกิดความรู้สึกว่าควรขยายผลซักทีก่อนที่จะอ่านในตอนต่อๆ ไป

 

สังคมไทยเป็นสังคมที่บูชาคนเก่ง และปิดบังความไม่เก่ง หรือไม่ค่อยจะยอมรับความไม่เก่งของตัวเอง มักจะ overestimate ตนเองสูงไปเสมอ

 

ความเก่งและความไม่เก่งเป็นของคู่กัน มนุษย์เรามีความถนัดหรือความเก่งในแต่ละด้านต่างกันไป หากยอมรับความเก่งและแบ่งปันความไม่เก่งของตนเองไปให้ผู้อื่นรับผิดชอบทำแทนบ้าง ผลของการทำงานเป็นทีม (Team Effectiveness) น่าจะดีขึ้น

 

การที่เราอยากจะให้คนในองค์กรมีทัศนคติที่เอื้อต่อการจัดการความรู้ เอื้อต่อการสร้างทีมงานและความสมัครสมานสามัคคี อาจต้องมามองดูเรื่องของการบริหารความไม่เก่งกันบ้าง ซึ่งอาจจะเริ่มจากการให้คนในองค์กรกล้าที่จะเปิดใจต่อกันในการที่จะยอมรับถึงความไม่รู้ ความไม่เก่ง ความไม่มีความสามารถในด้านต่าง ๆ โดยผู้นำจะมีบทบาทอย่างสูงในการสร้างทัศนคติใหม่ ๆ แบบนี้ เพราะคนทั่วไปจะมองว่าผู้นำเป็นคนเก่ง หากผู้นำเป็นผู้ยอมรับในความไม่เก่งของตนเองเสียบ้าง ก็จะทำให้ลูกน้องเริ่มสบายใจมากขึ้นที่จะยอมรับในความไม่เก่งของตนเองตามมา และเริ่มแสวงหาคนที่เก่งกว่ามาช่วยทำงาน และผลงานของทีมก็จะออกมาดีขึ้น

 

ผมเองนั้นไม่เก่งอยู่หลายเรื่อง เรื่องที่แทงใจของตนเองอยู่ในขณะนี้ก็คือ

  • ผมว่ายน้ำไม่เป็น แม้จะพยายามหัดอยู่ 3-4 รอบ แต่ก็ไม่ได้สักที และในตอนนี้ก็ทำใจแล้วว่า คงไม่มีประโยชน์มากเท่าใดนักในการจะหัดว่ายน้ำอีกในวัยนี้ (ฮา)

 

  • ภาษาอังกฤษของผมค่อนข้างแย่ ในเรื่องการฟัง พูด และเขียน ส่วนการอ่านนั้นไม่เป็นปัญหามากนัก ยิ่งในยุคนี้ผมทำความเข้าใจจากอากู๋ได้มาก แต่ผมก็ไม่ได้กลัวมากนะครับที่จะต้องพูดหรือเขียนภาษาอังกฤษ เพราะในขณะนี้ ผมไม่ยอมให้ปัญหาเรื่องภาษามาเป็นอุปสรรคในการแสดงผลงานหรือความรู้ที่ผมมี ผมก็พยายามทำเท่าที่จะทำได้ ถ้าจะผิดก็ช่างมันเพราะไม่ใช่ภาษาแม่ของเรา

 

เรื่องที่สาม คือ ผมไม่เก่งในการปฏิบัติงานหน้างาน คือถนัดที่จะทำงานแบบนั่งโต๊ะและใช้แนวคิดมากกว่า แต่ก็พอจะทำได้บ้างนะครับ ต่อไฟฟ้า ถอดแบตเตอรีรถยนต์ หรือจะให้ไปไตเตรทก็พอทำได้อยู่ แต่คงไม่คล่องเท่าใดนัก

 

  • สี่ ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ของผมนั้นจัดว่าพอถูไถไปได้เท่านั้น เรื่องเครือข่าย ต่ออินเตอร์เน็ตนั้น ไม่ต้องมาถามผมเลย เกิดปัญหาขึ้นมาผมก็เรียกหาตัวช่วยอย่างเดียวเท่านั้น

 

  • ห้า ผมทำงานเป็นระบบน้อยกว่าที่ควร เอกสารของผมนั้นกระจัดกระจายอยู่ทุกแห่ง ถึงแม้ว่าบางอารมณ์ผมจะพยายามจัดให้มันเป็นระบบมากขึ้น แต่ความตั้งใจของผมนั้น มันมักดำเนินไปได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น หลังจากนั้นมันก็จะเข้าสู่สภาวะรกแบบปกติอีกครั้ง ตอนนี้ก็เริ่มมีโครงการใหม่คือ การจัดตั้งระบบตัวช่วยตัวใหม่คือ Zotero ซึ่งหากติดขัดคงต้องรบกวนพี่เสือแล้วคราวนี้ อีกทั้ง แม้แต่ความคิดของผมก็ไม่เป็นระบบเท่าที่ควร มันกระจัดกระจายและมาเป็นวูบๆ

 

ด้วยความตระหนักว่าผมไม่เก่งในหลายประการ ผมก็เลยต้องหาผู้ช่วยมาช่วย หลานคน และผมก็พยายามที่จะ"สร้าง" คนหลายคนเหมือนกัน โดยการพยายามที่"เล่เรื่องเล่าแนวคิด"ในโอกาสที่มี "บ่น"บางเรื่องในโอกาสที่ให้ "สอน"ในบางครั้ง "แสดงความเห็น" ในทุกโอกาสที่มี 

 

เรื่องการประเมินตนเองผิดนี้มีอยู่ทั่วไปครับ นักกีฬาเก่ง ๆ ไม่สามารถมาเป็นผู้จัดการทีมที่เก่งได้จำนวนมาก การเรียนจบปริญญาเอกหรือมีตำแหน่งทางวิชาการสูง ๆ ก็ไม่ใช่เป็นเครื่องหมายบอกว่าจะต้องเก่งทุกด้าน เพราะจริงๆ แล้วจะเป็นการบอกว่ามีความรู้เพียงบางด้านเท่านั้น ไม่ได้แสดงว่าจะมาเป็นผู้นำที่ดีได้เช่นกัน

 

เราจะเริ่มลองบริหารความ"ไม่เก่ง"กับบ้างหรือยังล่ะครับ

Knowledge makes humble; ignorance make proud

 

ผม..เอง


 

 

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 23 ตุลาคม 2554 10:48 แก้ไข: 23 ตุลาคม 2554 10:48 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 Teddy, และ 2 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

มีหลายครั้งที่มีคนเอาปัญหามาให้แก้ เพราะคิดว่าเรารู้ เราเก่ง ซึ่งจริงๆ แล้ว บางเรื่องเราก็ไม่รู้ ไม่เก่งจริง

 

แต่ก็มักจะอาสาเอาไว้ก่อน ว่าจะหาให้ จะพยายามช่วย และเมื่อเรากลับไปศึกษา ไปเรียนรู้ก่อนมาสอนเขาอีกครั้ง เรากลับรู้เรื่องขึ้นมา แถมรู้มากกว่าที่เขาถามอีก (พออ่านเจอ พอรู้มาก ก็ดันต่อไปเรื่อยอีก) กลายเป็นเรื่องดีซะงั้น

 

แต่สิ่งแรกที่ขาดไม่ได้คือ "อย่าปฏิเศษ คนอื่นง่ายๆ ครับ" พยายามให้ทุกคนมี priority เท่าเที่ยมกันที่สุด (แม้ว่าจะทำยากก็ตาม) เมื่อเค้าขอให้เราช่วย มันก็ต้องลองกันซักตั้ง...สิน่า แล้ว "เรา" จะเก่งไปด้วยกันค๊าบบบ

 

"ใจสั่งมา"

 

 

ชอบจังบันทึกนี้...หากคุณเมตตา เขียนความไม่เก่งของตัวเองบ้าง

บันทึกนั้นคงยาว 90 บรรทัดแน่เลย..อิ..อิ..

ว่ายน้ำ เหรอสอนให้ได้นะคะคุณเมตตา...ถนัด...

ใช่คะเราจะ overestimate ไม่ได้ ถ้าหากเรา overestimate เราจะไม่มีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองได้เลย ก็เป็นเต่าล้านปีอยู่แบบนั้นแหละ

ใช่ค่ะ Team Effectiveness การทำงานเป็นทีมก็ดี แต่ก่อนจะประเมินค่าต่างๆ ผู้บังคับบัญชาต้องดูด้วยว่า "งานที่มอบหมาย" ให้ไปนั้นเป็นในลักษณะ "เล่นเดี๋ยว" หรือ "เล่นทีม" ถ้าเป็นงานที่สำคัญมาก และต้องทำให้เสร็จทันเวลาที่กำหนด บางครั้งเดี๋ยวดีกว่า

และบางครั้งทีม ดีกว่า ต้องดูบริบท ณ ขณะนั้นด้วยค่ะ

สายฝนขอเพิ่มเติมอีกนิดค่ะ (แต่ก็เป็นแค่ความคิดของสายฝนเอง)

ไม่ว่าการทำงานเป็นทีม หรือ เดี๋ยว "จะไม่มีกฎตายตัว"

และความเก่ง-ไม่เก่ง ในเรื่องต่างๆ ก็ไม่เป็นสาระสำคัญ ถ้าหากเราสามารถแยกแยะได้ว่า เรื่องนั้นกระทบการบริบทขณะนั้นมั้ย

ถ้ากระทบจะแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง เมื่อเรารู้แล้ว ครั้งต่อไปเราก็เตรียมไว้ก็ได้ "นิ"

สายฝนก็ไม่เก่งเรื่องของภาษาอังกฤษ แต่เวลาเรียน ป.เอก สายฝนก็ไช้วิธีอัดเสียง แล้วมานั่งฟังที่บ้าน แล้วก็มีคอมพิวเตอร์ PC 1 เครื่อง ไว้ที่บ้าน มีโน๊ตบุค 1 เครื่อง เพื่อถือไปเรียน

เข้า Google เพื่อแปลภาษา ถึง Google จะแปล กลับไป กลับมา เราก็สามารถเดาได้ "นิ"

ถ้าหากเป็นคนที่มีความพยายาม ตั้งใจ รู้จักแก้ปัญหา และบริหารจัดการกับสิ่งต่างๆ เรื่องต่าง กับความไม่เก่งนั้นได้ ก็จะเป็นสุดยอดแล้วค่ะ

เมื่อเรารู้ว่าเราไม่เก่งอะไร ก็ไปหาคนเก่งเรื่องนั้นนั้น มาช่วยเรา

เรียกว่า "จัดการความรู้ของคนเก่งคนนั้น" และ "จัดการความไม่รู้ของเรา"

ไปในคราวเดียวกัน

ภาษาการจัดการความรู้เรียกว่า "เพื่อนช่วยเพื่อน"

เพิ่มเติมอีกหน่อยครับ ว่า

 

การเรียนรู้แบบ win/win/win จะเกิดขึ้นมาด้วยครับ

 

เราก็ได้ เค้าก็ได้ องค์กรก็ได้ ครับ หลายต่อเลยทีเดียว

 

"ใจสั่งมา"

ชอบบันทึกนี้เหมือนพี่จิ๊บเลยค่ะ และคงจะเหมือนกับหลาย ๆ คนด้วย

คิดว่าตัวเองเป็นคนไม่เก่งเหมือนกัน (่่จริง ๆ หนักไปทางขี้เกียจและอารมณ์ศิลปินมากกว่า) แต่ถ้าเจอสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออาศัย หัวหน้าที่เปิดใจและยอมรับธรรมชาติของคนแต่ละลักษณ์ ยอมให้ลองผิดลองถูก ให้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น คิดว่าตัวเองและอีกหลายคนที่อยู่ในสภาพเดียวกันทำได้ หลายองค์กรเก็บคนเก่งไว้ในองค์กรโดยไม่รู้คุณค่า บางทีทั้งองค์กรและเจ้าตัว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนของตัวเก่ง หรือตัวเองเก่ง เพราะเมื่อลองได้ถูกตราหน้าจากคนอื่น หรือตัวเองว่าไม่เก่งซักครั้งสองครั้ง บางคนที่ไม่ค่อยมีแรงฮึด อาจจะเผลอคิดไปว่า ตัวเองเป็นอย่างนั้น

หากในองค์กร มีความคิดว่า ความไม่เก่งก็เป็นส่วนหนึ่งของ KM ความไม่เก่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคน เมื่อไม่เก่งหรือผิดพลาด ก็ให้จัดการแก้ไขให้รู้ ทำให้ถูก เมื่อความไม่รู้ เปลี่ยนเป็นรู้ มากเข้า ๆ ความไม่เก่ง ก็เริ่มกลายเป็นความเก่ง เพราะจริง ๆ แล้ว ความเก่งที่ว่า ก็คือเรารู้ในเรื่องที่คนอื่นไม่รู้นั่นเอง

... เรื่องแทงใจของ อ.คนธรรมดา สองเรื่องแรก คือ ว่ายน้ำไม่เป็น (Teddy เองก็หัดหลายหนแล้วเหมือนกัน ตอนนี้ว่ายออกกำัลังได้ แต่ว่ายเอาชีวิตรอดไม่ได้อยู่ดี ฮาา) กับ ภาษาอังกฤษค่อนข้างแย่ (่่ของ Teddy ถึงขั้นภาษาอังกฤษอ่อนแอ) แล้วก็อีกเรื่องคือการทำงานอย่างไม่ค่อยเป็นระบบ (อันนี้พยายามจัดระบบ แต่ไม่ค่อยสำเร็จ คงเพราะนิสัยส่วนตัวที่ตามใจตัวเอง ถ้าอยากทำก็ทำแค่ตาย ไม่อยากทำก็ไม่ทำเลย คงจะหนักหนาสาหัสกว่า อ.คนธรรมดา หลายเท่าตัว) แต่ที่ต่างกันคือ สามข้อที่ว่าเป็นแค่ส่วนนึงในบรรดาความไม่เก่งอีกเป็นพะเรอเกวียนของตัวเอง เหอ ๆ ... ส่วนใหญ่จะเก่งในเรื่องแปลก ๆ ซะมากกว่า อย่างที่ อ.คนธรรมดา บอก "มนุษย์เรามีความถนัดหรือความเก่งในแต่ละด้านต่างกันไป" อิ ๆ

คนทั่วไปมีความเก่งในด้านต่างๆไม่เท่ากัน คุณTeddy ก็เก่งในหลายด้าน คุณจิ๊บก็เก่งในหลายด้าน คุณใยมะพร้าวก็เก่งหลายด้าน คุณสายฝนก็เก่งและพยายามเรียนรู้เพิ่มอยู่เสมอ ผมว่าสังคมเราต้องพึ่งพากันครับ ขอให้นำจุดเด่นมาเสริมกันในทีม และพัฒนาจุดด้อยเราให้เก่งเพิ่มขึ้นหรือขอให้ผู้อื่นช่วยก็คงได้หากไม่ได้เป็นสมรรถนะหลักที่จำเป็นในการทำงานของเราครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.234.223.162
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ