นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

โอ๋-อโณ
Ico64
ดร. อโณทัย โภคาธิกรณ์
หัวหน้างานเคมีคลินิก
หน่วยเคมีคลินิก ภาควิชาพยาธิวิทยา
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 319 · ผู้ติดตาม: 15

อ่าน: 2167
ความเห็น: 1

ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (1): จุดเริ่มต้น

ประสบการณ์เมื่อปี 1999-2005 ที่เมืองเพิร์ธ Western Australia

 

 ได้ชื่อเรื่องที่แสนเก๋ไก๋นี่มาจากท่าน HOD ของเรานี่เอง ก็ถือเป็นการทบทวนความจำของตัวเองและถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับพี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆในภาควิชาฯ เล่าเรื่องราวตั้งแต่ความคิดที่จะไปเรียนต่อ (ทั้งที่มีลูกสองคนแล้ว และคนที่สามกำลังตามมา) เมื่อหกปีที่แล้ว จนกระทั่งถึงสิ่งที่คิดไว้หลังจากกลับมาที่อยากจะทำให้แก่ประเทศชาติและคนไทย (ฟังดูยิ่งใหญ่ดีนะคะ แต่เป็นสิ่งที่ค่อยๆเกิดและสะสมขึ้นเรื่อยๆ...ตามระยะเวลาที่อยู่เมืองนอก...ด้วยภาวะจำยอม ....ต้องคอยติดตามอ่านดูค่ะ)

เริ่มจากการที่ทางหน่วยเคมีฯได้รับจัดสรรทุนพัฒนาอาจารย์มาในปี 2540 ซึ่งเป็นรุ่นต่อจากอ.ประสิทธิ์ แล้วเราทั้งสองคนก็(ต้องเรียกว่าจำยอม)ต้องรับมา เพราะในหน่วยไม่มีใครพร้อมจะรับทุน และหากไม่มีใครสนใจจะไปเสียเลย ปีต่อๆไปเค้าก็คงไม่มีการจัดสรรทุนแบบนี้มาให้หน่วยอีก (ตอนนั้นเราไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก แล้วทุนลักษณะนี้ก็มีอันหายสาบสูญไป กลายเป็นให้เรียนเฉพาะในประเทศเท่านั้น)

ก็ต้องเรียกว่าจุดเริ่มต้นไม่ได้เป็นความตั้งใจของตัวเองที่จะเรียนต่อ เพราะตอนนั้นก็สนุกกับการทำงาน เริ่มทำงานมานานจนเริ่มเข้าที่และมีน้องใหม่ๆเข้ามา ทำให้มีเวลาในการคิดปรับปรุงระบบการทำงาน เริ่มมีการเช็คสต็อคน้ำยา ตัวเองเริ่มออกแบบตารางสำหรับบันทึกน้ำยาของเครื่อง Hitachi ซึ่งตอนนั้นยังใช้วิธีเก็บๆใส่รวมกันในตู้ เวลาหยิบใช้ก็ต้องเล็งกันเอาเองว่าต้องใช้อันไหนก่อนไหนหลัง เริ่มมีการตรวจสอบการลงผล (เพราะคนมากขึ้น) จัดพิมพ์วิธีการทำ test พิเศษให้เป็นรูปแบบเดียวกันจากต้นฉบับอันแสนขลังของพี่นุช พี่ดา มีอะไรที่อยากทำอีกหลายๆอย่างเพราะพอขอทำแล้วพี่ดาก็จะให้ทำ น้องใหม่ๆตอนนั้น (น้องแหม่ม น้องอ๋ง) ก็ active ดีมาก แต่ด้วยเหตุที่พี่ประสิทธิ์ขอร้องแกมบังคับ แถมยังทำเป็นตัวอย่าง (ดำเนินการรับทุนไปเรียน) ก็เลยมีอันต้องรับและดำเนินการไปตามขั้นตอน

การดำเนินการก็เริ่มตั้งแต่มองหาสถานที่ที่จะสมัครเรียน สนใจเลือกแต่ประเทศที่ไม่ไกลบ้านเรามาก (มองเห็นในแผนที่โลกว่าอยู่ซีกเดียวกัน) ก็คือญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ชอบญี่ปุ่นเพราะชอบภาษา ไปเรียนมาเป็นเรื่องเป็นราว ตั้งแต่ตอนจบเทคนิคการแพทย์ทำงานใหม่ๆทำงานอยู่ร.พ. รามาฯ มีเวลาว่างมาก ก็ไปเรียนตอนเย็นที่สถาบันส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น จนสามารถพูด อ่าน เขียนภาษาญี่ปุ่นได้ในระดับหนึ่ง แต่เนื่องจากตัวเองเป็นคนไม่ชอบอากาศหนาว ประกอบกับเคยไปดูงานที่ญี่ปุ่นมาสี่เดือนแล้วก็รู้ตัวว่าทนความหนาวแบบนั้นไม่ได้แน่ถ้าต้องไปเรียนอยู่นานเป็นปีๆ ก็เลยสรุปลงตัวว่าเลือกประเทศออสเตรเลีย

ตั้งต้นเก็บข้อมูลจากคนที่เคยไปเรียน คือ สุมาลี กับคนที่ติดต่อหาอยู่ก่อนแล้ว คือ อ.สุภาพร และไปงานออกร้านของ IDP (International Development Program) Education Australia ซึ่งมีที่หาดใหญ่ ระหว่างเสาะหาก็จัดการสมัครสอบ TOEFL และ IELTS เพราะได้รับการบอกเล่าว่าสอบผ่านระดับที่ต้องใช้ยาก อาจต้องสอบหลายหน ผลสุดท้ายก็ตกลงใจเลือก The University of Western Australia ซึ่งอยู่ที่เมืองเพิร์ธ ใกล้บ้านเรามาก (ดูจากแผนที่โลก) และนอกจากใกล้แล้วก็ยังมีหลักสูตรปริญญาโทแบบที่ไม่ต้องมีพื้นฐานงานวิจัย (ซึ่งตัวเองไม่มี) เป็นการเรียน course work 2 ปี มีงานวิจัยภาคบังคับเป็นโครงการสั้นๆสามเดือนในภาคสุดท้ายของปีที่สอง ฟังดูเข้าท่าเข้าทีเป็นที่ถูกใจ พอติดต่อไป เขาก็ให้ส่งผลการเรียนระดับปริญญาตรีและ CV ไปให้ดู ภายในเวลาประมาณสามเดือนจากที่ติดต่อไป เขาก็ส่งเอกสารตอบรับมาจากคณะ ให้ส่งใบสมัครและผลการสอบภาษาอังกฤษ ซึ่งตามข้อกำหนดของมหาวิทยาลัยนี้คือ ต้องมีผล TOEFL มากกว่า 560 หรือ IELTS มากกว่า 6.5 ไปให้ทางมหาวิทยาลัย ผลจากคำขู่ของหลายๆคนทำให้ตัวเองเตรียมตัวเป็นอย่างดีสำหรับการสอบทั้งสองอย่าง (ก็คือเตรียมตัวอย่างเต็มที่อยู่ประมาณสี่เดือน อ่านหนังสือ ทำข้อสอบตัวอย่างทุกวัน ตอนที่กำลังท้องแก่อยู่ด้วย) ทำให้สอบครั้งเดียวก็ผ่านทั้งสองอย่างไปได้ จึงสามารถส่งใบสมัครและเอกสารต่างๆไปให้ทางมหาวิทยาลัยได้ในเวลาไม่นาน และได้รับการตอบรับมาภายในสองเดือน สรุปว่าภายในปีนั้นก็สามารถดำเนินการทุกอย่างลุล่วง รวมทั้งคลอดลูกคนเล็กเสร็จเรียบร้อย พร้อมจะไปเรียนต่อได้ แต่ปรากฎว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน รัฐบาลไม่สามารถให้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศได้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจวิกฤตอย่างร้ายแรง ทุกอย่างก็มีอันต้องระงับไว้ก่อน ก็เลยได้มีโอกาสเลี้ยงน้องฟุงอยู่บ้านเราอย่างสบายใจ ทางรัฐบาลก็มีการส่งข้อมูลมาเรื่อยๆเกี่ยวกับสถานศึกษาในประเทศที่เปิดสอนระดับปริญญาโท-เอก ซึ่งบางอันก็สามารถไปเมืองนอกได้เป็นโครงการแลกเปลี่ยนระยะสั้นๆ แต่เนื่องจากตัวเองคิดว่าสิ่งที่ได้เลือกไว้แล้วคือจุดมุ่งหมายที่ดี และไม่ใช่ความผิดที่เราไม่ทำอะไรต่อ เพราะเราจัดการสิ่งที่ต้องทำจนครบถ้วนและมหาวิทยาลัยก็รอให้ไปเรียนอยู่แล้ว ประกอบกับไม่คิดจะอยู่แยกจากลูกๆ ถ้าไปไหนก็ต้องไปด้วยกันหมด ไปๆมาๆ ช่วงไม่กี่เดือนจะทำให้ลูกเรียนขาดตอนและเดือดร้อนปรับตัวซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเป็นอย่างมากครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะเมื่อเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งปีกว่า ก็ได้รับการติดต่อจากทางก.พ.ว่า มีทุน AusAID ของรัฐบาลออสเตรเลียให้ทุนเรียนปริญญาโท  และทางก.พ.พิจารณาว่าเราได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยมาเรียบร้อยแล้ว จึงเสนอชื่อให้เป็นผู้รับทุนไป

เรื่องของการรับทุน AusAID นี้ก็ได้เรียนรู้ว่าระบบเอกสารของเรานั้นช้ามาก เพราะทางสถานทูตออสเตรเลียเป็นคนติดต่อมาก่อนที่ทางก.พ.จะแจ้งมายังคณะให้ไปรายงานตัวรับทุน ดำเนินการตามที่ได้รับการบอกให้ทำไปจนเสร็จเรียบร้อย ได้วีซ่า ตั๋วเดินทาง รายงานตัวผ่านก.พ. (ตามกฎของการเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ) ทำเรื่องลาผ่านทางภาควิชาฯ ไปถึงคณะฯ เสร็จเรียบร้อย เดินทางไปถึงออสเตรเลียได้สักอาทิตย์ ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้รับเรื่องจากทางก.พ.ว่าให้เราไปรายงานตัวรับทุน AusAID เรียกได้ว่าถ้าทางสถานทูตไม่ได้ติดต่อเราโดยตรงเอง ปล่อยให้งานเอกสารเดินทางไปตามระบบ เราก็คงหมดโอกาสรับทุน เพราะเลยกำหนดไปถึงไหนๆแล้ว

ตอนต่อไปจะมาเล่าว่าไปถึงแล้วเจออะไรบ้าง เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์เฉพาะตัวของแต่ละคน เพราะจากการพูดคุยกับน้องๆที่มาเรียนปริญญาเอก ก็จะพบว่าพวกเราเจอเหตุการณ์ต่างๆกันไป ต้องเรียกว่าดวงใครดวงมัน บางคนก็โชคดี บางคนก็โชคไม่ค่อยดี ไปอยู่เมืองนอกอย่างโดดเดี่ยวหงอยเหงาอยู่ตั้งนาน กว่าจะรู้ว่ามีกลุ่มนักเรียนไทยให้ได้สังสรรค์อยู่ไม่ไกลจากที่ตัวเองอยู่สักเท่าไหร่เลย ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่จะติดตัวเราไปไม่มีวันลืมเลย แต่สำหรับตัวเองแล้วที่แน่ๆคือการไปเรียนครั้งนี้ ทำให้รักเมืองไทยขึ้นอีกมากมายจริงๆ

ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (2): สองวันแรกในออสเตรเลีย
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (3): ปริญญาโทหลักสูตร Master of Laboratory Medicine
ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (4): การสมัครเรียนปริญญาเอก


 

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 22 ธันวาคม 2550 01:22 แก้ไข: 30 กันยายน 2556 16:35 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 คนธรรมดา.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ดีจัง...บุญหล่นทับนะคะพี่โอ๋..บางคนพยยามแทบตายยังหาทุนเรีบนไม่ได้เลย...หรือมีความตั้งใจแบบประเดี๋ยวประด๋าว..แล้วก้แว็บหายไป...เร่องราวน่าจะสร้างแรงจูงใจสำหรับคนที่ตั้งใจจะเรียนต่อได้เป้ฯอย่างดีคะ...หนึ่งในนั้นก็อาจจะมีเราอยู่ด้วย...

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 35.175.191.168
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ