นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

โอ๋-อโณ
Ico64
ดร. อโณทัย โภคาธิกรณ์
หัวหน้างานเคมีคลินิก
หน่วยเคมีคลินิก ภาควิชาพยาธิวิทยา
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 319 · ผู้ติดตาม: 15

อ่าน: 945
ความเห็น: 0

ย้อนรอยเส้นทาง PhD ของโอ๋-อโณ (23): ความประทับใจจากการขับรถที่เมืองเพิร์ธ

เป็นเรื่องที่เขียนเล่าไว้ในวารสาร"สายใยพยาธิฯ"แล้วเมื่อ 6 ปีที่แล้ว อยากเอามาเก็บไว้ใน Share ของเราด้วยค่ะ

ความจำเป็นต้องขับรถเอง

ในช่วงแรกที่ไปถึง เนื่องจากเราตั้งใจไว้แล้วว่าจะไปกันทั้งครอบครัว นั่นคืออาจจะต้องใช้รถ โชคดีที่มีนักเรียนรุ่นพี่ที่มีเพื่อนชาวอินโดนีเซียที่เค้าเพิ่งเรียนจบ ชื่อโตโต้จะกลับบ้านและจะขายรถต่อให้เราได้ เป็นรถโตโยต้าโคโรน่าแวนที่แม้จะเก่าแก่ (รู้สึกจะเป็นปี 1975) แต่ได้รับการดูแลรักษามาอย่างค่อนข้างดี เจ้าของรถเป็นนักศึกษา PhD ทางการเกษตร และมีเพื่อนชาวอินโดฯด้วยกันที่เค้าขอสัญชาติเป็นคนออสเตรเลียแล้วชื่อ ป๊ะโซเล่ แกมีอู่ซ่อมรถ (แบบสมัครเล่น เป็นงานอดิเรก) ที่บ้านเป็นคนคอยดูแลให้เป็นประจำทุกๆ 3 เดือน 6 เดือน เราก็เลยรับช่วงเลยและพูดกันเล่นๆว่า ไม่ใช่รถ secondhand นะนี่แต่เป็นรถ many many hands ใช้กันต่อๆมาไม่รู้กี่รุ่นแล้ว โตโต้กลับก่อนที่คุณสามีเราจะมาประมาณหนึ่งเดือน ทำให้เราต้องขับรถไปโดยปริยาย เพราะต้องเอารถจากบ้านเขามาบ้านเราและไปไหนมาไหนบ้าง จริงๆแล้วเป็นคนที่ทำให้รถเคลื่อนที่ได้มาตั้งนานแล้ว แต่คิดว่าขับไม่ได้ เพราะกลัวการขับให้สัมพันธ์กับคนอื่น ถ้ามีถนนโล่งๆไม่มีรถอื่นเลยละก้อจึงจะขับได้ แต่โชคดีที่โน่น เขาขับกันแบบเลนใครเลนมันและจำกัดความเร็ว ทำให้ขับได้ไม่ลำบากนัก แต่ต้องเป็นเส้นทางที่คุ้นเคย คุณโตโต้เจ้าของรถก็น่ารักมาก มีตารางมาให้เราเรียบร้อยเลยว่า แต่ละวันก่อนใช้รถ (หรือไม่ใช้ก็ตาม) ต้องดูแลอะไรบ้าง ทั้งหม้อน้ำ น้ำกลั่น น้ำมันเครื่อง ฯลฯ พาไปทำความรู้จักกับป๊ะโซเล่เพื่อนผู้ดูแลรถ (ซึ่งต่อมาก็เป็นผู้มีพระคุณมากมายกับครอบครัวของเรา) พาไปสอนเติมน้ำมัน (ที่เพิร์ธ คนขับรถต้องเติมน้ำมันด้วยตัวเองกันแทบทุกปั๊ม) ตอนแรกๆที่ไปจะดูแปลกตามากที่ได้เห็นคนขับรถทุกแบบ ทั้งใส่สูท แต่งตัวสวยงามหรูหรายืนเติมน้ำมันรถเอง 

ความประทับใจจากการขับรถที่เพิร์ธ

ในช่วงแรกๆที่ขับรถคนเดียว จำได้ไม่ลืมเลยว่าเผลอไปขับรถบนถนนข้างบ้าน ซึ่งเป็นเนินชันมากประมาณน่าจะสักเกือบๆ 45 องศา เรียกว่าจอดแล้วไหลปรู๊ดทีเดียวแหละ ครั้งแรกที่ขับผ่านเผอิญไม่มีรถ (เป็นทางสามแยก) ก็ปรู๊ดเดียวขึ้นรอดไปเลย ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่เลี้ยวขึ้นถนนนี้แน่ๆ จะเลยไปอีกถนนที่ค่อนข้างราบกว่า แต่วันนั้นเผอิ๊ญ เผอิญลืม จะถอยกลับก็ไม่ได้ แถมมีรถตามมาอีกต่างหาก ต้องไปจอดรออยู่บนเนินตรงแยกใส่เบรคมือเอาไว้ คราวนี้พอตอนจะออกรถ ด้วยความที่มันชันมาก พอปลดเบรคมือปั๊บรถก็ไหลเร็วจนเราตกใจ กลัวจะไปชนรถข้างหลังต้องดึงเบรคมือขึ้นใหม่แทบไม่ทัน รถหลังก็แสนดี ถอยร่นลงไปให้ห่างเราเยอะเลย (เพราะเห็นแล้วว่ารถเรามีป้าย P อยู่ข้างหลัง) พอตั้งสติได้ว่าต้องเหยียบคันเร่ง ปล่อยคลัชยังไงรถถึงจะไปข้างหน้า ปลดเบรคมือแล้วเหยียบได้ที่ก็พอดีมีรถสวนมาใหม่ ต้องดึงเบรคมือขึ้นใหม่ สติแทบแตก พอรถว่างจะออกใหม่ปลดเบรคมือปั๊บ ตั้งท่าเหยียบคันเร่งปล่อยคลัชไม่ถูกจังหวะ รถก็ไหลถอยหลังจนต้องดึงเบรคมือใหม่ สุดท้ายก็เลยนั่งตั้งสติใหม่ คนขับรถข้างหลังก็แสนดี รอสักพักเห็นรถว่างแล้วเรายังไม่ไปสักที ก็ลงมาถามว่าเป็นอะไรไหม จะให้ช่วยหรือเปล่า เราก็เลยบอกว่าเนี่ยชักจะไม่ไหวแล้ว เขาก็บอกว่าใจเย็นๆทำตามที่ไอบอกนะ แล้วเขาก็บอกให้เหยียบคันเร่งปล่อยคลัช ปลดเบรคมือ เราก็ทำตามเป๊ะๆรถไหลถอยนิดนึงแล้วก็บึ้นไปหน้าจนพ้นเนินไปได้ ประทับใจหนุ่มน้อยใจดีคนนั้นมากๆเลย หลังจากคราวนั้นมาก็ไม่เคยขึ้นถนนนี้อีกเลย เข็ดจนตลอด 5-6 ปีที่อยู่มา

แล้วก็พบว่าที่เพิร์ธนั้นคนขับรถที่เราพบเจอมักจะใจดีมีมารยาทมากเสมอ ทำให้มีกำลังใจในการขับ แต่ก็ยังเป็นประสาทตรงที่ไม่ชอบให้มีรถตามหลังและไม่ชอบการเปลี่ยนเลน เวลาจะไปไหนต้องดูแผนที่ให้เรียบร้อยเอาแบบที่เกาะเลนซ้ายไปได้จนถึงที่ ไกลก็ไม่ว่า แต่ที่โน่นดีอยู่อย่างคือ เขามีหนังสือแผนที่ของทั้งเมืองไว้ให้ทุกปี เราไปตรงไหนก็หาทางได้หมด แถมทิศทางเขาก็ค่อนข้างเป็นระเบียบทำให้ขับรถชมวิวได้สบายบรื๋อ (อย่ามีรถตามก็แล้วกัน) และตามซอยเล็กแยกน้อยที่ไม่มีไฟแดงไฟเขียวก็พยายามไม่ไป เพราะตัดสินใจไม่ค่อยถูก เขาจะมีเส้นขาวกั้นไว้ให้ในเลนที่ต้องหยุดรอ ส่วนเลนที่ไม่มีก็ห้ามหยุด เราเป็นโรคหยุดหมดทุกแยกหรือไม่ก็ไม่หยุดเลยซักแยก เลยไม่ชอบแบบนี้ ถ้าเป็นไฟเขียวไฟแดงไปเลยจะได้แค่คอยดูและทำตามอย่างเดียวเลย ของเขาไม่มีการเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดเมื่อปลอดภัยแบบบ้านเราด้วย แม้แต่ทางเลี้ยวซ้ายก็มีไฟแดงไฟเขียวของตัวเองให้ดูได้ ดีที่ต้องขับคนเดียวอยู่แค่ไม่กี่เดือน พอคุณพ่อบ้านมาก็เลิกขับไกลกว่ารอบบ้าน 3-4 ถนนเลยถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เพราะทุกอย่างถ้าไม่รีบจริงๆและต้องขนอะไรมากมาย ก็อยู่ในระยะเดินถึงได้ทั้งนั้นและอากาศกับสิ่งแวดล้อมดีน่าเดินมากๆ

คนขับรถเองที่อายุมากที่สุดที่เคยเห็น

ที่เพิร์ธนี้เราจะได้เห็นคนขับรถที่อายุมากๆขนาด 80-90 ปีไม่น้อยทีเดียว เขาจะมีกฎว่าคนที่อายุเกิน 60 ปีต้องมาสอบขับรถทุกปี เพราะจะมีอันตรายกับผู้อื่น เคยมีข่าวคุณตาขับรถชนร้านค้ามาแล้ว ตอนหลังรู้สึกจะให้สอบขับถี่ขึ้นกว่าปีละครั้งด้วยละมัง แต่คนสูงอายุที่นั่นค่อนข้างจะเป็นอิสระ เขาไม่ชอบให้ลูกหลานมายุ่งมาก ส่วนมากก็จะเป็นตามเทศกาลต่างๆจึงจะมารวมตัวกันสักครั้ง บางครั้งเราคิดว่าลูกหลานทอดทิ้ง แต่จริงๆหลายๆคนเขาชอบอย่างนั้น เขามีสังคมของเขาเอง ต่างจากบ้านเราที่ผู้เฒ่าผู้แก่จะไม่ได้ทำอะไรด้วยตัวเอง ลูกหลานคอยบริการ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราสองคนแม่ลูก (กับน้องฟุง) เคยหยุดยืนคอยดูคุณยายถือไม้เท้าออกมาจากร้านพิซซ่า เพราะความที่รถคุณยายสวยมาก (ความจริงเราหยุดดูว่าใครเป็นเจ้าของรถมากกว่า) น่าจะอายุสัก 80 ปีได้ เพราะคุณยายเดินหลังค่อมมากแล้ว แถมใส่แว่นหนาเตอะกับผิวเหี่ยวมากๆ พอคุณยายออกรถเราสองคนก็ร้องพร้อมกันเลยว่า โอ้โห....เพราะคุณยายขับปรื๋อออกไปไม่มีรีรอเลย เหมือนวัยรุ่นยังไงยังงั้น ประทับใจเราเสียไม่มี

เล่าไปเล่ามาเกินพื้นที่เสียอีกแล้วค่ะ ยังไม่ถึงเรื่องเล่าของการพาลูกไปโรงพยาบาลที่เพิร์ธเลย คราวหน้าถึงแน่ๆค่ะ โปรดติดตามตอนต่อไป 

ต่อมาจาก: ย้อนรอย phd

Sections: พัฒนางานประจำ
License: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
created: 01 October 2013 18:27 Modified: 01 October 2013 18:27 [ Report Abuse ]
ดอกไม้
People who like this: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 คนธรรมดา, and 2 others.
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.206.16.123
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ