นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 1851
ความเห็น: 4

เจ้าเป็นไผ๒: ระบบการศึกษาของไทยในมุมมองของครูบาสุทธินันท์

 ด้วยผมถวายตัวเป็นศิษย์ของครูบาฯด้วยใจไปนานแล้ว ดังนั้นการคัดลอกคำครูมาไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์นะครับ อิอิ.. 
ครูบาเริ่มด้วยแนวคิดของคุณหมอประเวศ วะสี ที่ว่า
  • เนื้อหาความรู้ในโลกนี้เพิ่มขึ้นรวดเร็ว ประมาณว่าเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายในเวลา 3-4 ปีเท่านั้น
  • แต่เวลาเรียนยังมีอยู่เท่าเดิม การพยายามยัดเยียดความรู้ขนาดมหึมาเข้าไปในเวลาเท่าเดิม
  • จึงไม่ต่างกับการจับช้างยัดเข้าไปในรูเข็ม ลำบากและบอบช้ำอย่างยิ่ง
 กบเฒ่า..ผมก็รู้สึกเช่นกันว่า ความรู้เพิ่มขึ้นมากมายทุกวัน แต่แนวคิดของเราก็ยังเป็นลักษณะที่ว่า ก็ต้องเรียนเพิ่มขึ้นต้องสอนเพิ่มขึ้น เพราะถ้าไม่สอนเทคโนโลยีใหม่ๆ พอนศ.จบไปโดนสัมภาษณ์เข้าทำงานก็อาจเจอคำถามว่าเรียนวิชานั้นหรือไม่ ใช้โปรแกรมการออกแบบใหม่ๆเป็นหรือไม่? บางครั้งผมก็ถามตัวเองเหมือนกันว่า มีบางวิชาที่เคยเรียนมาได้เกรด A แต่หากมาวัดความรู้ในเวลานี้คงเหลือ ศูนย์ แน่ๆ เพราะไม่ได้ใช้งานเลย เป็นการเรียนรู้ที่สูญเปล่าหรือไม่?   
ครูก็ลำบากเพราะไม่สามารถจดจำเนื้อหาต่างได้ ครูจึงขาดความมั่นใจ ครูจึงหาทางออกด้วยการแบ่งกันสอนเป็นวิชาๆ

 แต่นักเรียนไม่มีทางออกต้องเรียนทุกวิชาแบบแยกส่วน สุดท้ายก็ฝืนทนไม่ไหว ถ้าครูทิ้งเด็ก เด็กก็จะทิ้งครู ถ้าครูทิ้งโรงเรียน ทิ้งสังคม สังคมก็จะทิ้งโรงเรียนเด็กจำนวนมากจึงทิ้งครู ทิ้งโรงเรียน ทิ้งการเรียนที่น่าเบื่อหน่าย หันไปแสดงออกด้วยการปาหินใส่รถยนต์ในยามค่ำคืน ยกพวกตีกัน และประชดชีวิตต่างนานา

กบเฒ่า..ผมว่าเด็กส่วนหนึ่งก็คงเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะเด็กที่มีความพร้อมน้อย เด็กส่วนใหญ่เริ่มเห็นครูเป็นครูเชิงพาณิชย์กันมากขึ้น ก็เพราะสังคมการเรียนพิเศษสอนให้เด็กคิดเช่นนั้น การเรียนพิเศษก็เพียงเป็นการเอาเงินไปแลกกับความรู้หรือคะแนนที่สูงขึ้น  

เพราะระบบการศึกษาปรับตัวไม่ทันกับการสอนเด็กพันธุ์ใหม่ การเรียนโดยเอาวิชาเป็นตัวตั้ง โดยไม่เอาวิถีชีวิตเป็นตัวตั้ง ทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น

1.       เรียนยาก เพราะท่องจำไม่ไหว นักเรียนเกือบทั้งหมดกลายเป็นคนไม่เก่ง แต่ละคนมีความชอบความถนัดต่างกัน ถ้าได้เรียนสิ่งที่ชอบจะง่ายและเรียนเก่ง การถูกบังคับให้ท่องจำมากมาย ทำให้ขาดความสุข ขาดการสร้างสรรค์ เป็นการทำลายศักยภาพของคนอย่างรุนแรง ทำให้คนส่วนใหญ่ขาดความมั่นใจและภูมิใจในตนเอง

กบเฒ่า..ผมเห็นด้วยว่าเด็กมีความถนัดต่างกัน ผู้ปกครอง ครูแนะแนว บางครั้งก็แนะนำให้เรียนในวิชาชีพที่นำไปสู่ความมั่งคั่ง ไม่ได้แนะนำให้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาถนัด เขามีความสุข

2.       มีปริญญาแต่ทำอะไรไม่เป็น เคยมีคนถามคุณเจริญ สิริวัฒนภักดีว่า คุณเจริญคุณมีโรงแรมมาก ทำไมคุณไม่จ้างคนไทยทำงาน คุณเจริญตอบว่า ผมจ้างแล้ว เขามีปริญญาแต่ทำงานไม่เป็น

กบเฒ่า..เราประเมิน นศ.ด้วยความรู้ในกระดาษมากเกินไปหรือไม่? นศ.ก็ภาคภูมิใจในความรู้บนกระดาษนั้น ผมเคยตัดสินให้ทุนนศ.ที่เก่งในเชิงปฏิบัติ แต่นศ.ที่เก่งในกระดาษก็หาว่าผมลำเอียง เพราะสังคมชี้นำให้เขาคิดอย่างนั้นมาตลอดชีวิตการเรียนรู้ในห้องเรียนของเขา ผมคงไปตำหนิเขาไม่ได้ เพราะระบบการศึกษาของเราประเมินจากการปฏิบัติน้อยไปจริงๆ

3.       เกิดความแปลกแยกจากเพื่อนมนุษย์และความเป็นจริง เด็กที่เรียนแบบท่องจะเครียดมาก ไม่อยากคุยแม้แต่กับพ่อแม่ ปู่ย่าตายายเพราะคุยแล้วไม่ได้คะแนน คะแนนไปอยู่ที่วิชา การเรียนแบบนี้จึงไม่ให้ความสำคัญสัมพันธภาพใดๆในสังคม เหมือนเด็กถูกตัดขาดหรือไปถูกกักขังอยู่กับวิชา ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสังคมที่เปลี่ยนแปลง 

กบเฒ่า..ผมเห็นเด็กใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเรียนนอกเวลามากไปแล้ว ก็เศร้าใจเล็กน้อย เด็กมีการบ้านมากมาย.. เวลาเรียนรู้จากสังคม จากครอบครัวน้อยไปจริงๆ 

4.       ขาดศีลธรรม ศีลธรรมเกิดจากวิถีชีวิตร่วมกัน การเรียนวิชาศีลธรรมสร้างไม่ได้ เมื่อเรามองการเรียนเป็นวิชาไปหมด ไม่มองว่าการเรียนรู้เกิดในวิถีชีวิตและการทำงาน เมื่อระบบการศึกษามาแยกผู้คนออกจากวิถีชีวิตจริง ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมก็หนีไม่พ้น

กบเฒ่า..นักวิชาการศึกษาส่วนหนึ่งดีใจที่เห็นวิชาศีลธรรมถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรนี่ครับ แต่ผมก็เห็นด้วยว่าศีลธรรมเกิดจากการเรียนรู้ในวิถีชีวิตจริงๆ

5.       ตัดรากทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกันของชุมชนที่สอดคล้องกันกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ บุคคลเรียนรู้ในวัฒนธรรมได้ง่ายเพราะผู้คนเขาปฏิบัติอยู่รอบตัว ต้นไม้ต้องมีรากฉันใด สังคมก็เช่นเดียวกัน 

กบเฒ่า..วัฒนธรรมบางอย่างก็ต้องเปลี่ยนนะครับ เมื่อวันสิ้นปีผมนั่งดูพลุเงียบๆอยู่ริมอ่างน้ำม.อ. นักศึกษากลุ่มหนึ่งเข้ามา พูดจาเอะอะ เสียงดังโดยไม่ได้คำนึงถึงผู้อื่นว่าสิ่งที่เขาทำเป็นการรบกวนคนอื่นเขา การเคารพในสิทธิผู้อื่นลดน้อยลงทุกทีเพราะเขาคิดว่าเป็นสิทธิของเขาที่จะส่งเสียงดังอย่างไรก็ได้? 

จะเห็นว่าหนทางเกียรติยศอันคับแคบของระบบการศึกษาปัจจุบันก่อให้เกิดความบีบคั้นอย่างหนักในสังคม เราควรจะผ่าตัดระบบการศึกษาอย่างถึงรากถึงโคนไหม? จุดเปลี่ยนอยู่ที่การเคารพความรู้ในตัวคน เราไม่ได้ปฏิเสธความรู้ในทางทฤษฎีและความรู้ในตำรา เพียงแต่ควรจัดสัมพันธ์ความรู้ในตัวคนกับความรู้ในทฤษฎีให้ถูกต้อง อะไรเป็นฐาน อะไรต่อยอด อะไรเป็นส่วนเสริม

กบเฒ่า..พวกเรากลัวการเปลี่ยนแปลงครับ คงยากที่จะดำเนินการผ่าตัดอย่างถึงรากถึงโคนนะครับ อาจจะเริ่มที่ให้มีความเคารพความรู้ในตัวคนก่อน โดยอย่าไปมองที่ยศฐาบรรดาศักดิ์หรือตำแหน่งทางวิชาการก่อนก็แล้วกันครับ มีคนจำนวนมากครับที่มักชอบอวดว่า ฉันจบปริญญาเอกมาน่ะ ฉันเป็นผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญนะ ฉันทำงานวิจัยมามากแล้ว ต่างประเทศก็ทำอย่างนี้แหล่ะ เอาคำพูดเหล่านี้มาข่มกัน โดยไม่ยอมรับว่าความรู้ในเชิงปฏิบัติของผู้คนนั้น ต่างก็มีกันมากมายหลายมิติครับ 

กบเฒ่า..เอง

 
หมวดหมู่บันทึก: การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 01 มกราคม 2553 12:36 แก้ไข: 01 มกราคม 2553 12:39 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

การเปลี่ยนแปลง ต้องแก้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่ความรู้ มิฉะนั้นจะเป็นแบบ ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เพราะมัวแต่อวดรู้ อวดเก่ง จนไม่รู้ตัวเอง เป็นเหมือนคอมพิวเตอร์ที่เก่ง แต่ช่วยตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่มีใครสั่ง ที่แย่กว่าคนที่สั่งตัวเองได้ แต่ไปผิดทิศ ผิดทาง ทำไปมากมาย แต่ใช้ไม่เป็นประโยชน์ แล้วยังหลงไม่เลิก

เห็นด้วยกับท่าน Wullop ว่าต้องแก้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ครับ แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากนะครับ ที่ไม่เห็นประโยชน์ในกระบวนการเรียนรู้

 

ทุกวันนี้ช่วงเวลาของเด็กๆ หมดไปกับการเรียนในห้องเรียน ออกจากห้องเรียนที่โรงเรียน ไปสู่ห้องเรียนที่โรงเรียนกวดวิชา หรือแม้แต่มีบริการส่งตรงถึงบ้าน

การเรียนแบบแยกส่วน

การเรียนรู้วิถีที่ควรเรียนรู้กลับหดหายไปหมดสิ้น

วิถีที่กลมกลืนไปกับสังคม วัฒนธรรม ขนบ ประเพณี

เรายกย่อง "คนเก่ง" มากกว่า "คนดี"

เราสร้างบริบทที่เอื้ออำนวยต่อกระบวนการเรียนรู้หรือยัง?

เราเอง

 

"จุดเปลี่ยนอยู่ที่การเคารพความรู้ในตัวคน เราไม่ได้ปฏิเสธความรู้ในทางทฤษฎีและความรู้ในตำรา เพียงแต่ควรจัดสัมพันธ์ความรู้ในตัวคนกับความรู้ในทฤษฎีให้ถูกต้อง อะไรเป็นฐาน อะไรต่อยอด อะไรเป็นส่วนเสริม "

      คำถาม

      1. ใครควรเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อทำหน้าที่นี้   

      2.ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ในตัวคนกับความรู้ในทางทฤษฎีที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร (ผลประโยชน์ที่ลงตัวสำหรับทุกๆคน  ทำแล้วแก้ปัญหาได้ สำคัญคนตระหนักว่าอะไรคือปัญหา)

         หากฐานของการเรียนรู้คือสติปัญญา  การเรียนรู้เริ่มจากภายในที่สมดุลกับภายนอก ไม่เบียดเบียนธรรมชาติและคนอื่น  การเคารพในความเป็นมนุษย์ของกันและกัน  คงต้องเริ่มต้นที่ความสัมพันธ์ของคนกับคน  คนกับธรรมชาติ  ยังไม่สายหากเริ่มต้นแต่บัดนี้   เชื่อเช่นนั้นค่ะ

          ร่วมค้นหา  ร่วมลงมือทำ ร่วมสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อบ่มและเพาะการเติบโตของสติปัญญา 

           ชีวิตคือการเรียนรู้เพื่อความสมดุล

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.207.250.80
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ