นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 1668
ความเห็น: 5

แรง...

 เมื่อวันพุธและพฤหัสที่ผ่านมา ผมได้เข้าไปร่วมฟังการนำเสนอความก้าวหน้าในวิทยานิพนธ์นักศึกษาปริญญาโท-เอกของวิศวกรรมเคมี ตามภาระที่ได้รับมอบหมายจากภาควิชาฯ หลังจากนั้นได้รับคำบอกเล่าลอยลมมาว่า ผม..แรง... 
ก็ไม่รู้จะว่ายังไงครับ..เพราะผมก็ comment แบบตรงไปตรงมาจากมุมมองของผมเอง ซึ่งนักศึกษาอาจจะรู้สึกว่า โหด..และ เหี้ยม..จนระบุออกมาว่า แรง...
 ตรงนี้ผมก็รู้มานานแล้วละครับว่า ผมเป็นยังงี้มาตั้งนานแล้ว ว่าผมชอบพูดอะไรค่อนข้างตรงและแรง แต่ผมก็ไม่ได้มีเจตนาจะให้ร้ายใคร (เพราะหากผมติดงานอื่นก็จะไม่เข้าไปฟัง ไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องเข้าไปฟังทุกครั้ง) แต่เมื่อมอบหมายมา และผมว่าง ผมก็ถือว่านี่คือภาระกิจหนึ่งที่ผมจะต้องทำในฐานะอาจารย์ภาควิชาฯ 

มีเรื่องหนึ่งที่เป็นโครงการจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการดูดซึมด้วยสารเคมี (แก้ปัญหาโลกร้อน) ผมก็ตั้งคำถามแบบทั่วไปว่า จะเอาผลงานไปประยุกต์ใช้ตรงไหน เพราะงานวิจัยที่ประเทศจีนทำที่ความเข้มข้นคาร์บอนไดออกไซด์ 10% ผมก็บอกว่า หากจะจับจากอากาศในอากาศก็คงมีความเข้มข้นไม่ถึงขนาดนี้น่ะ และผมก็ถามต่อว่าเมื่อจับได้แล้วก็คงต้องไล่มันออกไปเก็บเป็นของเหลวใช่หรือไม่ มันมีค่าใช้จ่ายในตรงนี้อีกน่ะ.. (แล้วก็ต้องนำคาร์บอนไดออกไซด์เหลวไปใช้งานต่อ แล้วมันจะลดยังไง.. ตรงนี้พูดในใจครับ)

 ผมเพียงแต่เป็นห่วงว่านักศึกษามีความชัดเจนในงานที่จะศึกษาเชิงลึกนี้อย่างไรเท่านั้น คือ อยากให้เขาเข้าใจจริงๆ ว่างานที่เขาทำจะประยุกต์ไปใช้งานจริงได้อย่างไร เพื่อให้เขามีความรอบรู้กว้างขึ้นมากกว่าจะทำวิทยานิพนธ์ตามหัวข้ออาจารย์ที่ปรึกษาให้มา แต่หากคิดว่าไม่จำเป็นต้องรู้ต้องทราบก็ได้ครับ คือถือว่าหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่ตั้งขึ้นเป็นแค่โจทย์เล็กๆที่ต้องแก้เพื่อการเรียนรู้ก็ได้ เพียงแต่ถ้าคิดเพียงแค่นี้ นศ.ก็เพียงเป็นผู้ที่ทำตาม..และเราต้องการบัณฑิตที่รู้เพียงหลักวิชาการ แต่ไม่รู้การประยุกต์ใช้งานอย่างไรกระนั้นหรือ?? 
มีอีกรายทำการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ว่าเขาจะผลิตของขาย มีการสำรวจตลาดมาแล้ว เขาขายตามท้องตลาดถุงละ 25 บาท ก็เอา 25 บาทมาคำนวณเป็นรายรับ ผมก็บอกไปว่า รู้หรือไม่ว่า ราคาสินค้าที่เขาจะขายได้อยู่เพียง 40-50% ของราคาขายเท่านั้น เพราะผู้ขายปลีกจะต้องได้กำไรไปไม่น้อยกว่า 20-30% และก่อนที่จะถึงจุดนั้น จะต้องผ่านผู้ขายส่ง ที่ต้องทำหีบห่อที่สวยงาม ทำการตลาด ทำการขนส่ง ตรงนี้ก็ต้องบวกไปอีก มากกว่า 25% เพราะหากขายไม่หมดก็จะมีของเสียคืนกลับมาอีก.....
 
ผมก็รู้และเข้าใจนะครับว่า ประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ผมเองเมื่ออายุ 35 ก็มีประสบการณ์อันน้อยนิด เวลาผ่านไปประสบการณ์ผมก็เพิ่มขึ้น จนเรียนรู้ความรู้ของโลกที่แท้จริงที่ไม่ได้เขียนไว้ในตำรา ที่เรียกว่า street smarts knowledge ไว้พอสมควร และผมก็ยังสอดส่ายที่จะหาความรู้เหล่านี้เพิ่ม ในขณะเดียวกันความรู้เชิงทฤษฏีผมก็ยังไม่ได้ทิ้งไป ยังกระหายที่จะเรียนรู้อยู่ เพราะผมรู้สึกว่าผมต้องผสมผสานความรู้ทั้งสองส่วนนี้เข้าด้วยกัน หากจะผลักดันให้งานที่ผมทำเป็นผลสำเร็จในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่สำเร็จผลอยู่ในห้องเรียน หรือห้องปฏิบัติการ เท่านั้น
 ผมจำได้ดีในสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จาก Prof. ชาวจีนเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้ดี เราเชิญให้เขามาสอนการสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยา FCC (fluid catalytic cracking) ที่ใช้แตกตัวโมเลกุลน้ำมันไฮโดรคาร์บอนขนาดใหญ่ให้เล็กลงเป็นดีเซลหรือเบนซิน ในช่วงแรกผมก็สนใจเฉพาะการสังเคราะห์ ต่อมาเขาก็บอกว่า หากจะทดสอบต้องมีเครื่องมืออีกตัวหนึ่งเรียกว่า Aging Unit ผมก็ซื้อบื้อถามว่าไอ้เครื่องมือชื่อแปลกๆ นี้เอามาไว้ทำไม เขาก็อธิบายว่าเอามาทำให้ตัวเร่งปฏิกิริยามันเสื่อมสภาพลง ผมก็ยิ่งงงใหญ่ว่าทำไมต้องทำให้เสื่อมสภาพด้วย Prof. แกคงเอ็นดูผมมาก ก็บอกว่า ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ในอุตสาหกรรมนะมันใช้นานมากนะ พอใช้ไปครั้งหนึ่งมันก็เสื่อมสภาพ คือมีคาร์บอนไปเกาะติดอยู่ เราก็ต้องเอาไปฟื้นฟูสภาพด้วยการเผาที่อุณหภูมิสูง และแน่นอนคุณภาพมันก็ต้องลดลง และมันถูกทำอย่างนี้เป็นพันเป็นหมื่นครั้ง ดังนั้นหากสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาขึ้นมาใหม่ แล้วทดสอบของใหม่ ผลการทดลองก็ต้องออกมาดีก็ออกมาสูง แต่มันไม่ใช่สภาวะของการใช้งานจริงในอุตสาหกรรม ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้งานได้จริงจะต้องทนทานต่อการใช้งาน ต้องวัดประสิทธิภาพในค่าเฉลี่ยที่มันเสื่อมค่าลงไปแล้ว ต้องมีความแข็งแรงที่ไม่แตกออกเป็นเศษเล็กเศษน้อยโดยง่าย ดังนั้นเวลาผมเห็นโจทย์วิจัยบางหัวข้อ ผมก็นึกในใจว่าหากไม่เปลี่ยนแนวคิด เราก็คงไม่เดินไปถึงฝั่งของการนำไปใช้งานจริงเป็นแน่แท้ 
คงเป็นเพราะ Prof. ชาวจีน2-3 ท่านที่มาช่วยให้โลกทัศน์ของผมกว้างขึ้นกระมัง ก็เลยทำให้ผมมีความคิดที่แข็งแรงขึ้น ผมสามารถมองปัญหาการใช้งานจริงได้ดีขึ้น ไม่ติดอยู่ในกรอบของงานวิจัยในห้องปฏิบัติการ ดังนั้น หากเห็นงานสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาผมอาจบอกว่า ทดสอบหรือเปล่าว่ามันจะใช้งานได้หลายร้อยรอบ เพราะ papers ตีพิมพ์จะทดสอบเฉพาะ Fresh Catalyst เท่านั้น ไม่ได้รวมไปถึงการฟื้นฟูสภาพ ของแข็งแรงทนทานในสภาพการใช้งานจริง ผมอยากเสนอว่าตีลังกาคิดใหม่ได้มั๊ย ไปหาตัว support ที่แข็งแรงทนทานให้ได้ก่อนเถอะ แล้วค่อยหาตัวเร่งปฏิกิริยาที่เหมาะสมมา load ให้เกาะแน่นบนตัวมันก่อน หรือหาวิธีทำให้ active spicies ที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาจริงๆเกาะติดบน support ให้แน่นๆก่อน แล้วค่อยศึกษาเรื่อง activity ของมัน
 ส่วนมากนักวิจัยก็จะพูดถึงเรื่องความหวัง ความฝัน ว่าจะได้อย่างนั้นอย่างโน้นครับ แต่บางครั้งไม่รู้ว่า เส้นทางแห่งความฝันนั้นมายาวไกลมาก ทำวิจัยจนชั่วชีวิตก็ได้แต่กล่องเท่านั้น  
แรง..ครับ แรง.. บันทึกนี้ก็แรงเช่นกัน
 ผม..เอง

  

created: 29 January 2010 18:39 Modified: 29 January 2010 18:39 [ Report Abuse ]
ดอกไม้
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

Ico48
Monly (Recent Activities)
29 January 2010 20:19
#53559
  • หากเปิดใจรับ คิดว่า "ไม่แรง"  และนำไปปรับปรุงแก้ไข   หากไม่เสนอแนะซิ เป็นอะไรที่เรียบง่ายจนเกินไป
อ่านแล้วรู้สึกดีมากๆ ครับ การทำวิจัยถ้าเจอหลายๆ คนถาม หลายๆ มุมมองจะดีมากๆ ครับ มันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ทำวิจัยมาก เมื่อก่อนกลัวคนอื่นถามมาก ตอนนี้รู้สึกอยากเก่ง เลยรู้สึกชอบแบบแรงๆ ครับ สงสัยจะเริ่มด้านขึ้นมาหน่อย
Ico48
ทดแทน (Recent Activities)
31 January 2010 09:27
#53602

สงสัยว่างานวิจัยในปัจจุบันที่มี นศ. ป โทและ ป เอก

สามารถนำไปใช้งานได้จริงๆคิดเป็นเปอร์เซนต์ได้สังเท่าไร ?????????????

Ico48
panyarak (Recent Activities)
31 January 2010 21:28
#53623

ขอแจมสักหน่อยนะครับ

เรื่องของการตั้งคำถามแรงไม่แรง บางครั้งก็อาจจะไม่ใช่ประเด็นครับ การถามแล้วทำให้เกิดการคิดนั้นต่างหากที่สำคัญ

สำหรับ นศ. ปริญญาโท เราจะคาดหวังอะไรมากมายคงจะไม่ได้ทุกคนครับ เพราะต้องยอมรับว่า อ่อนประสบการณ์แน่นอน  บางเรื่องถามไปก็อาจจะตอบไม่ได้จริงๆ เพราะความรู้ที่สั่งสมมายังไม่มากพอ แต่การถามในประเด็นที่ควรจะถาม ก็จะทำให้ นศ. ได้รู้ว่า ควรจะศึกษาอะไรเพิ่มเติม อะไรคือ สิ่งที่ยังขาดสำหรับการทำงานของตัวเองให้สมบูรณ์

เราไม่อาจจะคาดหวังได้ว่า นศ. จะตอบได้ทุกคำถาม และบางครั้งก็อาจจะต้องให้คำชี้แนะเพิ่มเติม แต่การถาม คือ วิธีการกระตุ้นให้เกิดการคิด และอยากจะรู้คำตอบ และเมื่อได้คำตอบก็จะจำได้ดี...

การเรียนปริญญาโท ก็เป็นกระบวนการพัฒนาคนครับ ไม่ใช่กระบวนการใช้งานคนเพียงอย่างเดียวครับ

ถูกหรือผิดอย่างไร โปรดชี้แนะด้วยครับ

Ico48
ศุภชัย ส่งแสง [IP: 192.168.100.112]
01 Febuary 2010 23:24
#53682

ดีครับครูท่าไม่ใช่อาจารย์นะ  มีคนอย่างนี้น้อยแล้วประเทศชาติต้องการคนอย่างครู ใครโกรธก็บ้าแล้ว ผมชอบตอนที่ครูพูดถึงประสบการมากเลย ผมชอบมากกว่าเรียน corrosion เสียอีก มันคืออาหารสำเร็จรูปไม่ต้องเจอกับตัวเอง ได้เรียนรู้จากประสบการคนที่เคยเจอมาก่อน มันวิเศษจิงๆๆ ความรู้ที่ไหนเหล้าจะสู้ประสบการตรงๆๆได้ ผมจะเอามันไปประยุกใช้กับการทำธุระกิจในวันข้างหน้า(จากที่อ.เคยเหล้าให้ฟัง  เช่น ร้านอาหารผุดเหมือนดอกเห็ด  โดยที่ไมรู้จิงไม่เกิน สามเดือนเจ๊งไม่เป็นท่า)          

                           สู้ๆๆๆต่อไป  ผมตีมือเชียร์ครับครู

                     

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.227.252.191
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ