นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 1336
ความเห็น: 0

ความสะดวกสบายทำลายความเข้มแข็งของมนุษย์

 วันสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้ใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯมาครับ 
เริ่มจากวันเสาร์ที่ 20 พ.ย. 2553 ที่มีงานสังสรรค์ศิษย์เก่าวิศวกรรมเคมีที่โรงแรม พินนาเคิล ลุมพินี ซอยงามดูพลี ผมออกเดินทางจากหาดใหญ่ช่วงเช้า ผ่านเวลาเที่ยงบนเครื่องบิน ไม่ยอมกินบะหมี่รสชาติบะหมี่อีกครั้งแล้ว นั่งแท็กซี่เวียนหาโรงแรมอยู่พักใหญ่ (ต้องโทษตัวเองที่พักหลังไม่ค่อยใส่ใจในรายละเอียดที่ส่งมาให้อ่าน นึกว่าแท็กซี่คงรู้จัก) ที่พักโรงแรมนี้ก็เพราะว่า ขี้เกียจเดินทาง เขาจัดงานที่นี่ ก็นอนที่นี่เสียเลย งานจะเลิกดึกก็ไม่เดือดร้อน การจองโรงแรมก็ทำผ่าน internet, Booking.com เพราะ search เข้าไปหาโรงแรมนี้ ได้หมายเลขโทรศัพท์มา โทรฯเข้าโรงแรมโดยตรง เขาบอกว่าจองผ่าน internet ถูกกว่า
 ก็หามื้อเที่ยงกินแถวนั้น เข้าโรงแรมก็ไปจัดเตรียม ppt ที่จะนำเสนอข้อมูลให้ศิษย์เก่าได้รับรู้ความเปลี่ยนแปลง ให้ข้อมูลบัณฑิตที่จบไปแต่ละรุ่น ความก้าวหน้า/ผลงานทางวิชาการ การเปลี่ยนแปลงอาคารสถานที่ และเหตุการณ์น้ำท่วม ก็มีศิษย์มาเข้าร่วมประมาณ 50 คน จากจำนวนทั้งหมด ร่วม 1000 คน (ทั้งตรี/โท/เอก) ศิษย์เก่ารุ่นแรกคือ วิศวกรรมศาสตร์รุ่น 5 มากันมากครับ (เข้าเรียนปี 2514) ก็มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากศิษย์เก่า 3 ท่าน ผมว่าคนที่ได้รับประโยชน์ก็คือพวกอาจารย์อย่างพวกผมนี่แหล่ะครับ ผมฟังแล้วก็คิดว่านี่คือสิ่งที่เราจะต้องบอกต่อให้แก่นักศึกษาต่อไป เพราะเป็นประสบการณ์ชีวิตจากการทำงานโดยตรง 
งานเลิกประมาณ 4 ทุ่ม แต่ผมก็คุยกับศิษย์เก่าอีก 2 ท่านคือคุณอาทิตย์ และคุณกฤษณะ ต่อจนถึงเที่ยงคืนครึ่ง มีคุณประสงค์และเพื่อนนั่งคุยอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง ก็แลกเปลี่ยนได้มากครับ ศิษย์เก่าที่มีความพร้อมก็ยินดีจะมาร่วมแชร์ความรู้แบบอาสาสมัครแบบให้เปล่าแก่คณะและภาควิชาด้วย เขาก็ยินดีจะออกค่าเดินทางมาเองแบบเสียสละและเห็นประโยชน์ว่า นี่คือสิ่งที่จะต้องให้แก่สังคมในส่วนที่เขาจะช่วยทำให้ได้
 งานนี้ก็ได้รับการสนับสนุนเงินจากศิษย์เก่าให้แก่ภาควิชาด้วย ก็ได้มา 22,300 บาท ก็เป็นสิ่งที่ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อนนะครับ ขอบคุณครับ 
วันอาทิตย์เป็นวันว่าง และผมก็ชวนลูกชาย (ปาล์ม)ไปเยี่ยมคุณย่า ตกลงเราเลยไปนอนค้างด้วยกันทั้ง 2 คน ก็ได้คุยกัน ได้กินข้าวด้วยกัน ดูทีวีด้วยกันโดยไม่ได้ออกไปลอยกระทงที่ไหน ก็เป็นวันสบายๆ อีกวัน อ้อ มื้อเที่ยงปาล์มเลือกร้านหมูสะเต๊ะเจ้าอร่อยแถวสวนลุมพินีกิน เพราะเป็นถิ่นเดิมของเขาครับ
 วันจันทร์ ผมก็ใช้เวลาอ่านหนังสือนิยาย The Woods พราง เป็นหนังสือแปล และได้ประเด็นมาเป็นชื่อบันทึกนี้ครับ ในเรื่องเป็นการพูดถึงตัวละคร เชื้อสายรัสเซีย-ยิว ที่อพยบมาอยู่อเมริกา และพบว่าความสะดวกสบายที่อเมริกา ได้ทำลายความเข้มแข็งของพวกเขาลงไป เพราะตอนอยู่ที่รัสเซีย พวกเขาต้องเผชิญกับความอดอยาก และอยู่ภายใต้อำนาจทางการเมืองอย่างมาก (อันนี้อย่าเพิ่งเชื่อมากนะครับ เพราะเป็นมุมมองของนักเขียนอเมริกา)  
แต่ผมว่าประเด็นนี้เป็นความจริง ความยากลำบากทำให้เรามีทัศนคติที่มองโลกในอีกรูปแบบหนึ่ง ผมมองเรื่องการทำงานมาก เป็นเรื่องเล็กน้อย ในขณะที่คนรุ่นใหม่ มองอีกแบบหนึ่ง อยากทำงานง่ายๆ สบายๆ และไม่อดทนในหลายๆเรื่อง ผมยินดีที่จะเขียนกราฟด้วยมือ ในขณะที่คนรุ่นใหม่เลือกใช้เครื่องมือในการเขียนจากคอมพิวเตอร์แทน
 ช่วงบ่ายวันจันทร์ ผมก็ได้เข้าพักที่โรงแรมฟลอริด้า นั่งแท็กซี่ไปก็คุยไปพลาง เขาบอกว่าตรงแยกพญาไทมีการจัดการเดินรถใหม่ เพราะตรงนั้นรถจะติดมากในช่วงเย็นเนื่องจากเป็นแหล่งกวดวิชาแห่งใหม่ของเด็กนักเรียนในกรุงเทพฯครับ 
เรื่องการกวดวิชานั้น ผมต่อต้านนะครับ และเห็นว่าเป็นค่านิยมที่ผิดของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้แพร่หลายอยู่ในเมืองใหญ่ ในอนาคตจะแพร่หลายลงระดับเมืองเล็กและอำเภอต่างๆ ผมคิดว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเร่งให้เด็กต้องเรียนรู้มากเกินไปตั้งแต่เล็ก เด็กที่กวดวิชามากแทนที่จะได้เรียนรู้กับประสบการณ์จริง กับสิ่งแวดล้อม กับสังคมชุมชน ก็ต้องเปลี่ยนมานั่งอุดอู้อยู่ในชั้นเรียน อยู่กับสังคมที่เน้นการแข่งขัน แทนที่จะอยู่กับสังคมแห่งการแบ่งปัน และการพัฒนาจากธรรมชาติ จากการสังเกต คิดสร้างสรรค์ด้วยตนเองก็น้อยลงไป
 การกวดวิชานักเรียนจะเก่งในการได้คำตอบ รู้จากสิ่งที่ได้ท่องได้จำ แต่ไม่รู้เหตุและผล อยากได้คำตอบที่สำเร็จรูป อยากได้สูตร เพื่อเอาไปตอบให้ได้คะแนนสูงๆ และแล้วเราก็จะเป็นสังคมที่บริโภคความรู้ แทนที่จะเป็นสังคมแห่งการสร้างความรู้ 
ผมนั่งรถ BTS และ MRT ไปศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พบว่ามีคนต่างชาติมากมายในกรุงเทพฯ และในการจัดประชุมวิชาการ TIChE (The Thailand Institute of Chemical Engineering and Applied Chemistry) ครั้งนี้จัดพร้อมกับ RSCE (Regional Symposium of Chemical Engineering) ซึ่งม.ธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพและพบว่า มีบทความเข้าร่วม RSCE สูงถึง 320 บทความ ในขณะที่ TIChE มีบทความภาษาไทยเพียงประมาณ 80 บทความเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่าบอกว่า
  • ภาษาอังกฤษอาจไม่ใช่อุปสรรคในการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ระดับสูงอีกต่อไป
  • ผลประโยชน์ แรงจูงใจ ทำให้มนุษย์พร้อมจะปรับเปลี่ยน
 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก การให้น้ำหนักบทความในภาษาไทยนั้นมีน้อยมาก อาจมีผลต่อการจบการศึกษาของนักศึกษาเท่านั้น แต่ไม่มีผลต่อความก้าวหน้าของอาจารย์ และเมื่อการลงทะเบียนใน international conference มีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก พวกเราก็พร้อมที่จะลงทุนและแสวงหาผลประโยชน์ที่สูงกว่า 
ผมไปประชุมในฐานะหัวหน้าภาควิชาที่จะต้องจัดการประชุม TIChE ครั้งต่อไปในปีหน้าที่หาดใหญ่ครับ และต่อด้วยการประชุมสมาคมวิศวกรรมเคมีแห่งประเทศไทย และก็มีข้อเสนอแนะว่า ควรจัดเป็น international conference ซึ่งผมก็บอกว่าจะพยายามครับ
 เลิกประชุมก็มาสู่การเลี้ยงรับรองแบบ cocktail (ไม่รู้ว่าเรียกถูกหรือเปล่า) ก็คือ ยืนดื่ม ยืนกินของกินนานาประเภท งานเลี้ยงก็จัดได้หรูหราดีครับ แต่พอ 2 ทุ่มก็เลิก ก็ดีครับ ไม่เยิ่นเย้อดี ผมก็จับกลุ่มคุยกันเรื่องระบบการศึกษาของไทยต่อกับคณาจารย์มหาวิทยาลัยอื่นๆ  
แล้วก็กลับที่พักมาอ่านนิยายต่อ และจบเล่มตอนอยู่ในเที่ยวบินขากลับ
 สังคมไทยเปลี่ยนไปจากระบบการศึกษาที่เปลี่ยนไปอย่างมาก งานประชุมปีหน้าคณะกรรมการกำหนดจัดเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม แต่ประเด็นที่หยิบยกมาประเด็นหนึ่งที่บอกว่าควรจัดในเดือนตุลาคม ก็คือว่าเป็นช่วงปิดเทอมไม่ต้องไปรับไปส่งลูก ซึ่งผมก็บอกว่า ปี 2554 ม.อ. ปิดในระหว่างในภาค1และภาค2 เพียงสัปดาห์เดียว และสัปดาห์นั้นภาควิชาฯก็จัดโปรแกรมทัศนศึกษาโรงงานไว้แล้ว จึงต้องขอจัดในเดือนพ.ย. 
ประเด็นสำคัญในเรื่องการเรียนกวดวิชาที่ผมเรียนรู้เพิ่มเติมก็คือว่า การย้ายบางส่วนของการกวดวิชาจากสยามสแควร์ มาอยู่แยกพญาไท ก็เพราะว่า มีตึกสูงอยู่ตรงแยกพญาไท มีค่าเช่าพื้นที่ถูก ดังนั้นโรงเรียนติวเตอร์จึงย้ายมาอยู่แถวนี้ ประเด็นสำคัญคือรถไฟฟ้า BTS ลงตรงนั้นด้วย เด็กนักเรียนเมื่อเลิกเรียนจึงนั่งรถไฟฟ้ามาติวต่อ และรอจนเย็นเพื่อให้ผู้ปกครองมารับด้วยรถยนต์ และนั่นคือปัญหาของรถติดในช่วงเย็นตรงพญาไทครับ
 ผมถามตัวเองอยู่เสมอว่า จำเป็นมากนักหรือที่ต้องมีโรงเรียนกวดวิชา?? การเรียนในโรงเรียนล้มเหลว???? กวดวิชามากเท่าใด เมื่อพบอาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คุณภาพนักศึกษาที่เข้ามหาวิทยาลัยอ่อนลงทุกที และจะสรุปว่าอย่างไรดี 
  • ไม่กวดวิชานักเรียนจะยิ่งอ่อนกว่านี้
  • เพราะรับนักศึกษาจำนวนมากนักศึกษาที่เข้ามาเรียนจึงอ่อนลง
  • เพราะกวดวิชามาก นักเรียนจึงไม่คิดเอง ไม่พยายามด้วยตนเอง
  • ไม่ว่าจะทำอย่างไร ธรรมชาติก็จะต้องอ่อนลงอย่างนี้ (ห้ามคิดลึก)
  • อื่น ๆ
 ผม..เอง
Sections: การเรียนการสอน
License: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
created: 24 November 2010 13:26 Modified: 24 November 2010 13:26 [ Report Abuse ]
ดอกไม้
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.204.183.113
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ