นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 2216
ความเห็น: 0

รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

 ผมเป็นผู้หนึ่งที่สับสนระหว่างสุภาษิตของท่านสุนทรภู่ รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี กับการเอาตัวรอดครับ ก่อนที่ผมจะเขียนบันทึกนี้ ก็แวะเข้าหาข้อมูลเพิ่มเติมใน google ก่อน ก็เลยทำให้เข้าใจในมุมมองที่มากขึ้นครับ 

ท่านสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสารเถร) ท่านเขียนไว้อย่างนี้ครับ

"รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี" เป็นภาษิตเก่า นำมาเป็นหัวข้อเรื่อง บางท่านให้ความเห็นว่า เป็นการเอาตัวรอดหรือแหวกช่องน้อยแต่พอตัว ไม่ได้นึกถึงผู้อื่น หรือผู้อื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เรารอดตัวก็แล้วกัน ความเห็นอย่างนี้ไม่ถูก ตัวเรายังไปไม่รอดรักษาไม่ได้แล้ว จะไปเผื่อแผ่ผู้อื่นได้อย่างไร คนจะทำประโยชน์แก่ผู้อื่น ตนของตนต้องดีก่อน เมื่อตนของตนไม่ดีจะทำให้คนอื่นดีได้อย่างไร ภาษิตนี้จึงหมายความว่า ให้ทำตัวเราให้ดีเสียก่อนเป็นเบื้องต้น พระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวช ก็เพราะทรงมีพระกรุณาที่จะช่วยผู้อื่น จึงทรงทำพระองค์ให้ดีก่อน
 ท่านระพี สาคริก ก็เขียนไว้อย่างนี้ครับ
หวนกลับมามองภาษิตบทที่ว่า รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชชา   รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ผลการเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต  ที่มุ่งเดินสายกลางมาโดยตลอด  ฉันจึงเริ่มเข้าใจความหมายของภาษิตบทดังกล่าวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น   เมื่อหวนกลับไปทบทวนอดีต จึงรู้ได้ว่าฉันหลงเข้าใจผิดมานาน  เพราะการรู้รักษาตัวรอด ไม่ใช่  การเอาตัวรอด
 ในระยะหลังๆนี้ ผมไม่ค่อยจะ"เอาตัวรอด"สักเท่าไร เพราะพอพบอะไรที่คิดว่าไม่ถูกต้อง ก็ต้องมี action ตามมา ซึ่งบางครั้งไม่ใช่หน้าที่การงาน แต่เป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ต้องทำหน้าที่ต่อสังคม ชุมชน ก็จะกลายเป็นผู้ที่ทำอะไรนอกหน้าที่มากไปสักหน่อย 
ผมมักพูดอยู่บ่อย ๆ ว่า ผมอยากให้นักศึกษาจากม.อ.เป็นคนดีมากกว่าคนเก่ง ก็พูดเปิดเผยทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียนนะครับ แต่สิ่งที่มักจะย้อนกลับมาก็คือ แล้วผู้สอนนั้นเป็นคนดีหรือยัง??
 ข้อนี้ก็ต้องตระหนักครับ พ่อปูกับลูกปู ดังนั้น ผมจึงทั้งผลักทั้งดันให้บุคลากรกระทำเป็นตัวอย่างให้เห็นเป็นประจักษ์ ก่อนที่จะไปสอนนักศึกษา เช่น เราอยากให้นักศึกษาเก่งภาษาอังกฤษเราก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนบ้าง หรืออยากให้ใช้ IT ตัวบุคลากรก็ต้องใช้ e-mail, ppt, เข้า website ให้นักศึกษาเห็นเป็นตัวอย่างเช่นกัน 
ดังนั้นอะไรก็ตามที่ผมเห็นว่า ไม่ถูกไม่ควรในสายตา/ความเห็นของผม ผมก็พูดก็เขียนไปเรื่อยแหล่ะครับ แต่ก็พร้อมจะรับความคิดเห็นที่แตกต่างนะครับ เรื่องการบังคับใช้กฎระเบียบก็เช่นกัน หากบุคลากรไม่เห็นกฎระเบียบหลักๆเป็นสำคัญ ก็คงยากลำบากที่จะไปสอนนักศึกษาครับ
 เราจะดูแลสังคมเราให้ดี ให้เรียบร้อยได้อย่างไร? กับวัฒนธรรมไทยที่เป็นอย่างนี้ มีคนหลายคนบอกว่า อย่าไปยุ่งเรื่องเหล่านี้เลย เพราะเปลืองตัว โดยเฉพาะสาย ก. ที่มีผู้เกรงใจมาก ละเมิดอะไรไปบ้าง สายสนับสนุนก็ไม่อยากไปแตะต้อง เพราะกลัวจะเกิดกรณี โดนเอาคืน ในภายหลัง และแม้จะเป็นสาย ก. ด้วยกันก็ไม่กล้าจะว่า จะตักเตือนกัน ก็เพราะแนวคิดแบบนี้เช่นกัน 
แต่ผมคิดว่า แนวคิด ไม่ยุ่งไม่เกี่ยว แบบนี้นั้น ทำให้สังคมเดินลงสู่ที่ต่ำไปเรื่อย ๆ จนเกิดความเคยชินที่กระทำไม่ถูกต้อง แล้วไม่มีผู้กล้าแตะต้อง จนกลายเป็นอภิสิทธิ์ชน
 ในส่วนหนึ่งที่ไม่ยุ่งเกี่ยว อาจเป็นแนวทางของการสร้างกระแส ประชานิยม คืออยากให้คนส่วนใหญ่ รักและชอบพอ ด้วยการไม่สร้างความขัดแย้ง ไม่กล้าติติง ขออยู่แบบลอยตัวไปเรื่อย ๆ  
ก็เป็นแนวทางการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคลก็แล้วกัน แต่ผมนั้น จะใช้หลักการที่หลากหลาย คือทั้งแบบ อ่อนโยน อ่อนโยนปนเข้มงวด และแบบเข้มงวด ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล จะบอกว่าผมหลายมาตรฐานก็คงต้องยอมรับครับ เพราะผมเป็นคนของบ้านตะวันออก ไม่ค่อยจะยอมรับมาตรการเดียวของคนบ้านตะวันตก ครับ
 

ผม..เอง

 
หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
คำสำคัญ (keywords):
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 27 พฤศจิกายน 2553 08:49 แก้ไข: 27 พฤศจิกายน 2553 08:50 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.236.126.101
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ