นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 1627
ความเห็น: 6

อุดมศึกษาไทย: เป้าหมายที่นักศึกษาต้องการและความคาดหมายจากนักศึกษา..ต่างกันมาก

 
ผมเข้าไปสอนเมื่อเช้านี้ โดยเริ่มต้นการเรียนรู้ ด้วยการนำตัวอย่างการแปลบทความ papers ภาษาอังกฤษของนักศึกษาที่ผมตรวจบางส่วนไปนำแสดงให้นักศึกษาได้ดูเป็นตัวอย่าง
 
สิ่งที่ผมพบ คือ

·       นักศึกษาแปลเองหรือจะให้ใครแปลให้ก็ตาม แต่ไม่มีการอ่านทบทวนเลย เพราะคำสะกดผิด ๆ เห็นได้ง่าย ๆ ปรากฏอยู่เติมไปหมด ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้กำหนดบังคับวันส่งเอาไว้

·       เมื่อนักศึกษาไม่อ่านทบทวนเลย ก็คงไม่ต้องสงสัยถึงคุณภาพในการแปลว่าจะออกมาดี

·       นี่คือ พฤติกรรมโดยทั่วไปของนักศึกษาหรือ? ผมอยากแลกเปลี่ยนในวงแชร์นี้ครับ หรือเป็นที่ผมแห่งเดียว?

·       นักศึกษาคาดหวังว่า อาจารย์จะต้องแก้ไขให้?? ให้อาจารย์ทำงานแทน เพราะรับค่าจ้างในการสอนมาแล้ว

 
หากผมประเมินว่า เขา ไม่อ่านและไม่ทำความเข้าใจในบทความที่บอกให้เขาแปล เขาจะเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เองอย่างไร??? เขาคาดหวังจะได้คำแนะนำจากอาจารย์ต่อไปอีก??? คือสั่งอะไรเขาก็จะทำตามที่อาจารย์บอก  
 
ผมก็เลยคุยกับพวกเขาทั้งชั้นเรียนว่า เขาคาดหวังอะไรในการเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย ซึ่งก็บอกไปว่า เขาคงคาดหวังว่าจะได้ปริญญาบัตรไป 1 ใบใช่หรือไม่? และผมก็บอกไปว่า สิ่งที่อุดมศึกษาต้องการน่าจะเป็น การที่นักศึกษาหรือเยาวชนได้รับการพัฒนาศักยภาพด้านความรู้ ความคิด ทักษะ เจตคติต่างหาก และนั่นคือ ความคาดหวังที่ไม่ตรงกันระหว่างผู้สอนและผู้เรียนน่ะ
 
จะแก้ไข อย่างไรดี???
 
ผมไม่ได้ดีแต่เสนอหัวข้อปัญหาเพียงอย่างเดียว..แต่ด้วยศักยภาพของผมก็คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ สิ่งที่ผมทำเพิ่มได้ คือ การแลกเปลี่ยนความคิดของผมกับนักศึกษาที่อยู่ในชั้นเรียนไปเรื่อย ๆ เท่านั้นเอง ผมพยายามบอกในสิ่งที่เขาอาจไม่เคยได้รับฟังจากที่ใดมาก่อน พยายามให้เขาเห็นมุมมองในชีวิตจริงที่เขาจะต้องออกไปเจอะเจอหลังจากนี้ และก็บอกให้เขาคิดใหม่เอาเอง
 
โลกนี้เป็นโลกของ action – reaction เมื่อปัจจัยเปลี่ยน การตอบสนองก็เปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยน-พฤติกรรมคนในสังคมก็เปลี่ยน เพื่อปรับตัวที่จะให้ตนเองได้รับประโยชน์มากที่สุด แต่การเปลี่ยนเหล่านี้ จะนำไปสู่สังคมที่ดีขึ้นหรือสังคมที่แย่ลง คงไม่มีใครรู้ได้???
 
ผมรู้มาว่าข้อสอบคณิตศาสตร์ ent-ตรง เข้าม.อ. ปีนี้ยากมาก มีผู้ได้เกิน 30% อยู่ไม่มากนัก หากผมเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด ผมอาจสั่งให้รื้อกระบวนการออกข้อสอบใหม่ให้หมด เพราะผมจะถือว่าข้อสอบที่ยากเกินไปนี้ไม่สามารถบ่งชี้ แยกแยะ ความสามารถของนักเรียนได้ ถือว่าเป็นข้อสอบที่ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ความ การออกข้อสอบที่ยากมาก ไม่เห็นจะมีข้อดีอย่างไร?? (ดูเหมือนว่าคณะที่กำหนดคะแนนคณิตศาสตร์เกิน 30% จะมีปัญหาตรงนี้ด้วย)
 
ข้อสอบที่ยากมีข้อเสียอย่างไร??
1.       ก่อให้เกิดการเรียนรู้โดยไม่จำเป็น เด็กต้องกวดวิชามากขึ้น เรียนและจำในสิ่งที่จะไม่ได้ใช้ในชีวิตจริง เพราะนี่เป็นปฏิกิริยาการตอบสนองของมนุษย์โดยทั่วไปมิใช่หรือ2.       ยากขนาดนี้ จะแยกแยะเด็กเก่ง เด็กปานกลาง เด็กอ่อน ได้อย่างไร? แยกเด็กออกเป็น 10 ระดับได้หรือไม่ อาจเพียงแยกเด็กระดับ top 10 ออกจาก เด็กระดับ 1-9 ได้กระมัง
 
จริง ๆ แล้วผมกล่าวโทษการออกข้อสอบ entrance ที่ยากเกินไป ผมกล่าวโทษการออกข้อสอบที่ยากหรือมีเนื้อหาเกินระดับที่กำหนดไว้ว่าเป็นสาเหตุของการเกิดระบบการกวดวิชา จนทำให้สังคมปั่นป่วน พ่อแม่ต้องคอยรับส่งลูกเรียนกวดวิชาเสาร์-อาทิตย์ เด็กไม่ได้รับการเรียนรู้เชิงสังคมอื่น ๆ นอกเหนือจากในชั้นเรียน เด็กจำนวนมากขาดทิศทางการพัฒนาตนเองที่ถูกต้อง มุ่งเน้นไปในแนวทางกระแสสังคม ที่ขอให้สอบได้ เน้น นะครับ ว่าสอบได้ แต่จะรู้จริงถึงระดับการไปใช้งานได้นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ
 
ระบบกวดวิชาที่ทำกันเป็นอย่างไรครับ ก็สอนล่วงหน้าให้เกินหลักสูตรไว้เป็นหลักกระมังครับ เอาเนื้อหา ม.1-2-3 มาสอนเด็ก ป. 6 ให้รู้มากกว่าในหนังสือเรียน พอเด็กขึ้นม.1 ก็รู้สึกรู้และเข้าใจเนื้อหา ม.1 ดีแล้ว ก็พอใจกับผลการติวที่ผ่านมา แล้วก็ไปหาเนื้อหา ม.4-5-6 มาเรียนต่อ พอมาถึงการเรียนระดับมหาวิทยาลัย ก็ไม่มีอะไรจะติวแล้ว ก็ไปติวเนื้อหา ม.5-6 ที่ยังรู้และเข้าใจยังไม่ดีกันอีก เพราะยังสอบไม่ผ่านกันอีก
 
ผมว่าลองออกข้อสอบตามหลักสูตรกันบ้างดูเถอะครับ ปัญหาเรื่องอุดมศึกษาในเมืองไทยมันเปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้มีที่นั่งให้นักเรียนทุกคนได้เรียนทั้งหมด ต่างกับเมื่อก่อนที่มีที่นั่งน้อยกว่ามาก คุณภาพการศึกษามหาวิทยาลัยเอกชน-มหาวิทยาลัยรัฐ ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากมายแล้ว ค่าใช้จ่ายในการศึกษาก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก (คุณลักษณะสำคัญของผู้ที่ผมต้องการจะทำงานด้วย จะต้องมีความใฝ่รู้ ขยัน มุ่งมั่น ทำงานเป็นทีมได้ ไม่ต้องเก่งมากนักหรอกครับ)       
 
นักศึกษาวิศวกรรมเคมี ถือว่าเป็นกลุ่มเด็กเก่งของคณะวิศวกรรมศาสตร์นะครับ แต่ผมออกข้อสอบเชิงประยุกต์การใช้งานมาทดสอบดู คือ เอารูปมาให้เขาคิดพิจารณาเอาเองว่ามันคืออะไร?? แทนที่จะให้เขาตอบเนื้อหาตามที่เรียนมา ก็เรียบร้อยเหมือนกันครับ คือ เดากันมาอย่างเดียว ผมก็ไม่ได้โทษใครนะครับ โทษตัวเองที่สอนยังไม่ดี ผมอยากจะบอกว่า การสอบเชิงทฤษฎีกับการนำไปปฏิบัติจริงนะมันจะแตกต่างกันมาก
 
เราจะเปลี่ยนการเรียนรู้ของเด็กไทย จากการมุ่งเน้นการทำข้อสอบ เป็นการมุ่งเน้นการเรียนรู้เพื่อไปปฏิบัติงานจริง ๆ ได้หรือไม่??
 
คำตอบก็คือ ต้องได้ครับ เพราะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ แต่กระบวนการทั้งหมดของสังคมมันจะชี้ไปอย่างนั้นหรือไม่?? อุดมศึกษาเพียงอย่างเดียว ช่วยอะไรไม่ได้มากหรอกครับ เราอาจช่วยได้เพียง 2 หรือ 5% เท่านั้น และสังคมจะกลืนพวกเขาที่แปลกแยกเหล่านี้ต่อไป ความเย้ายวนใจของผลประโยชน์ /ความปรารถนา นะมันมีแรงจูงใจที่สูงเกินกว่าจะต้านทานไหวนะครับ
 
ถึงตอนนี้...ผมก็จะยังอยากจะเล่าเรื่อง..เล่านิทาน..เล่าความหลัง..เล่าแนวคิดให้นักศึกษาฟังต่อไป
 
เพราะ ณ วันนี้..เขาอาจยังไม่ได้รู้คิด
แต่..ใครจะรู้ได้ว่า  ในอนาคต..เขาอาจฉุกคิดถึงคำบอกเล่าของผมขึ้นมาเองก็ได้..
วันที่เขา..ผิดหวัง วันที่เขา..ท้อแท้ 
เพราะ เรา..เริ่มต้นใหม่ได้ โดยไม่มีวัย..เวลา.. มากำหนดไว้นี่ครับ
 
ผม..เอง
 
หมวดหมู่บันทึก: การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 12 มกราคม 2554 11:57 แก้ไข: 12 มกราคม 2554 12:28 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

คาดหวังจะได้ปริญญา?? หรือ คาดหวังจะได้ความรู้??   เคยถามนักศึกษาที่เข้าใช้ห้องสมุดบ่อย ๆ ว่า "มีความคาดหวัง อะไรบ้าง เพราะอยากทราบแรงจูงใจที่ทำให้เขาเข้าใช้ห้องสมุด" นักศึกษา อึ้ง ๆ ดูเสมือนไม่มีความคาดหวังอะไร"

Ico48
ยาดม [IP: 192.168.100.112]
19 มกราคม 2554 17:09
#63037

   เป็นเพราะที่ผ่านมาเรา(ครู)เรียนแทนเขามากเกินหรือเปล่าคะ  เพราะหากไม่ช่วยแล้วจะจบไม่ทันกำหนดเวลาที่จัดสรรไว้  โดยเขาเองไม่รู้ว่าเรียนวิชานี้แล้วจะเกิดประโยชน์อย่างไรกับการนำไปใช้ในชีวิต

   เราคงต้องค้นให้พบว่าเขาต้องการทำงานและใช้ชีวิตแบบไหนในทุนที่เขามี  แล้วค่อยสอนตามที่เขาต้องการ    เรียนร่วมกันอย่างมีความสุข  (วัดได้ด้วยรอยยิ้ม  เบิกบานในขณะเรียน) 

     เรียนให้สนุก  เป็นสุขเมื่อได้เรียน

    ลงมือทำและเรียนรู้ไปพร้อมกันคงเป็นธรรมสำหรับการจัดการศึกษานะคะ  เพราะเจอปัญหาก็ทุกข์ด้วยกันกดคอกันร่วมแก้ปัญหา  มีสุขก็แบ่งปันกัน

      เรามาจัดการศึกษาที่เป็นธรรมกันเถอะ  เด็กสนุกก็สอนไม่สนุกก็มาหาร่วมหาวิธีการเรียนการสอนร่วมกัน

  ใหม่   เรียนไปทำงานไป  ทำอะไม่ได้ก็ไปพบครูครูไม่รู้คำตอบก็ไปเรียนร่วมกับเด็ก

      ลูกเครียดไม่สนุกกับการเรียน  ก็มาสอนเองไม่ต้องฝากความหวังไว้กับครูเพราะทุกวันนี้ครูเองก็เครียดเหมือนกัน  พลังเหล่านี้ส่งถึงกันได้ค่ะ

     เท่าที่แลกเปลี่ยนได้ค่ะ

   

      

      

หลายครั้ง เรามอง ที่ นักศึกษา ว่า เค้าไม่ดีอย่างโน้น แย่อย่างนี้

เคยกลับมามองในตัวตน ของคนที่เรียกตัวเองว่าครู กันบ้างไหม มองในองค์รวม มองในมุมกว้างว่า วันนี้ที่เราเป็นครูอยู่นั่นมีคุณสมบัติแห่งความเป็นครู แค่ไหน ทั้ง ความรู้อันนี้ (ในสังคม แห่งนี้คงมีเต็มเปลี่ยม การันตีด้วย ปริญญาบัตรสูงสุดของระดับการศึกษาอยู่แล้ว) ความสามารถในการถ่ายทอด สื่อสาร (บางครั้งเพื่อนคุยกันเองยังไม่เข้าใจกันเลย) รวมไปถึงคุณธรรม จริยธรรม มารยาทเพราะ หากโฟกัสไปที่เด็กว่า ไม่ดีอย่างโน้น ไม่ได้ดั่งใจอย่างนี้ อย่างเดียวคงไม่ได้บางที คงต้องกลายเป็น ทำไมเราสอนแล้วเด็กไม่ดีขึ้น ทำข้อสอบไม่ได้ เรียแล้วทำไมเด็กไม่เข้าใจที่เราสอน กันบ้าง....

 

แลกเปลี่ยนค่ะ   ในฐานะ เคยเป็นนักศึกษา

หลายครั้ง เรามอง ที่ นักศึกษา ว่า เค้าไม่ดีอย่างโน้น แย่อย่างนี้

เคย กลับมามองในตัวตน ของคนที่เรียกตัวเองว่าครู กันบ้างไหม มองในองค์รวม มองในมุมกว้างว่า วันนี้ที่เราเป็นครูอยู่นั่นมีคุณสมบัติแห่งความเป็นครู แค่ไหน ทั้ง ความรู้อันนี้ (ในสังคม แห่งนี้คงมีเต็มเปี่ยม การันตีด้วย ปริญญาบัตร สูงสุดของระดับการศึกษาอยู่แล้ว) ความสามารถในการถ่ายทอด สื่อสาร (บางครั้งเพื่อนคุยกันเองยังไม่เข้าใจกันเลย) รวมไปถึงคุณธรรม จริยธรรม มารยาท และความยุติธรรม เพราะ หากโฟกัสไปที่เด็กว่า ไม่ดีอย่างโน้น ไม่ได้ดั่งใจอย่างนี้ อย่างเดียวคงไม่ได้บางที คงต้องกลายเป็น ทำไมเราสอนแล้วเด็กไม่ดีขึ้น ทำข้อสอบไม่ได้ เรียแล้วทำไมเด็กไม่เข้าใจที่เราสอน กันบ้าง....

 

แลกเปลี่ยนค่ะ   ในฐานะ เคยเป็นนักศึกษา

 

(แก้ไขคำผิดอีกครั้ง เดี๋ยวจะหาว่าเราไม่ตรวจทาน)

หนูณิชน์ครับ

สังคมเป็นเรื่องที่ต้องหันหน้าเข้าหากัน

ผมก็พยายามสื่อในประเด็นที่สังคมต้องการจากนักศึกษา และผมก็พยายามคิดแทนนักศึกษาหรือสอบถามตรง ๆ จากนักศึกษาเช่นกัน ผมมีลูกที่เรียนจบไปแล้ว 3 คนด้วย

เรื่องอยากเรียนแบบไหนนั้น ไม่มีใครบอกนักศึกษาแต่ละคนได้หรอกครับว่าแบบใดถูกต้องที่สุด

ผมเพียงแต่พยายามชี้แนวทางให้นักศึกษารู้แนวคิดที่แตกต่างไปบ้างเท่านั้น เพราะลูกสาวผมเขาบอกว่า หากเขาตั้งใจในตอนเรียนมากขึ้น คงได้ความรู้มากกว่านี้ (พูดเมื่อจบออกมาแล้ว)

หากแนวทางเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต จะเรียนรู้เมื่อ ใดก็คงได้นะครับ แต่ต้องไม่เสียดายสิ่งดีๆที่ผ่านไปแล้ว

อาจารย์ผู้สอนไม่ได้สมบูรณ์แบบหรอกครับ เป็นคนธรรมดานี่แหล่ะมีผิดมีถูก

แต่การผ่านโลกมามาก มุมมองในทางถูกอาจจะมากกว่าเท่านั้นเอง

แต่หากต่างคนต่างชี้ว่าควรแก้ไขที่คนอื่นก่อนนั้น แล้วเมื่อไหร่ สิ่งที่ควรจะเป็นจึงจะเกิดละครับ

ผมเชื่อว่า สุภาษิตเดิมๆ ที่สอนว่า

"การเรียนรู้เปรียบการพายเรือทวนน้ำ ไม่เดินหน้าก็เท่ากับถอยหลัง"

หากอ่านผิวเผินก็จะจับความตามนั้น แต่ความจริงมันก็แฝงนัยยะไว้ว่า ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ โดยไม่ต้องเหนื่อย

แต่สังคมปัจจุบันมีการสร้างค่านิยมให้ได้อะไรมาด้วยวิธีที่ง่ายๆ ไม่ต้องออกแรง... ซึ่งเป็นการตีความที่ผิดครับ แม้ว่า โดยหลักการเราต้องเลือกวิธีการที่เหนื่อยน้อยที่สุด แต่วิธีการนั้นต้องไม่ใช่วิธีลัดที่ไม่ถูกต้อง เช่น รอลอกจากเพื่อนโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดหรือค้นคว้า เป็นต้น

ไม่รู้ว่า เกิดความผิดพลาดในขั้นตอนใดของประวัติศาสตร์ครับ อาจจะเป็นเพราะเราพยายามเลือกตีความที่เข้าข้างตัวเองมากไปหรือเปล่า เลยหยิบเพียงบางส่วนของความหมายทั้งหมดมาทำ...

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.204.183.113
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ