นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 1332
ความเห็น: 3

self criticism ในการตรวจข้อสอบไล่ 1/2554

2-3 วันที่ผ่านมาซึ่งผมได้ทำการตรวจข้อสอบครั้งนั้น ในระหว่างตรวจข้อสอบ ผมก็คิดไปต่าง ๆ นาๆ ได้หลายเรื่อง ซึ่งถ้าไม่รีบบันทึกไว้ ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ก็จะมลายสูญหายไปอีกตามเคย

 

และเมื่อมาได้อ่าน Team Effectiveness เข้าอีก ทำให้ต้องรีบมาเขียนบันทึกนี้ทันทีเลยครับ

 

เรื่องที่คิดและเท่าที่จำได้ก็มีดังนี้ครับ

 

  • ผมรู้สึก ท้อใจ, เสียใจ, เหนื่อยใจ ว่าเราก็คิดว่าเราพยายามในการสอนอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังจูงใจให้นักศึกษาตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ไม่ได้ ในระหว่างการตรวจข้อสอบนั้น ผมก็คิดไปว่าทำไมปัญหาง่าย ๆ อย่างนี้จึงทำผิดอีก ทำไมจึงไม่เข้าใจหลักการตรงนี้ ทำไมจึงลอกของเก่าแบบไม่ได้คิดอะไรบ้างเลย เป็นต้น

ข้อมูลในการตรวจข้อสอบสอบไล่ผมมีดังนี้ครับ

  • มีผู้ที่ทำคะแนนสูงสุดได้ 178 จาก 180 คะแนน 1 คน (คะแนนผมค่อนข้างแปลกเพราะกำหนดตามเวลาเป็นนาที อยากให้นักศึกษารู้สึกว่าต้องไม่ใช้เวลาเกินคะแนนที่กำหนดให้ไว้)
  • %คะแนนเฉลี่ยที่นักศึกษาทำได้คือ 62%
  • มีผู้ที่ทำคะแนนได้ต่ำกว่า 40% อยู่ 3 คน

ผมคิดว่า ผมคงต้องออกข้อสอบแบบใหม่เพื่อทดสอบการเรียนรู้ของนักศึกษาแทนรูปแบบเก่า ที่ออกข้อสอบแนวเดิม (เปลี่ยนตัวเลขให้คิดคำนวณใหม่ และเน้นการลงมือปฏิบัติด้วยการเขียนกราฟ การคำนวณ) ข้อสอบของผมมี 4 ข้อครับ

ข้อที่ 1 เป็นข้อสอบออกแนวใหม่เอี่ยม ซึ่งนักศึกษาทำคะแนนได้น้อยสูด คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 17% เองครับ

ข้อที่ 2 เป็นข้อสอบแนวเดิม คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 86%

ข้อที่ 3 เป็นข้อสอบแนวเดิม คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 72%

ข้อที่ 4 เป็นข้อสอบแนวเดิม คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 70%

 

ที่ยังรู้สึกเหนื่อยก็คือ นักศึกษาเอาตัวเลขในข้อสอบเก่ามาตอบ และทำมาแบบมั่ว ๆ คือเขียนกราฟแบบมั่ว ๆ ไม่ได้มีหลักการที่ถูกต้องอะไรเลย (กะว่าอาจารย์ตาลายคงได้คะแนนมาบ้าง)

 

นักศึกษาคนที่ทำคะแนนได้สูงสุดนั้น เป็นผู้ที่ขยันเรียนมากครับ เขามาถามผมในโจทย์ที่เขาไปฝึกทำเอง 2-3 ครั้ง และผมก็รู้ว่าเขาเป็นนักศึกษาที่ไม่ได้ bright มากมายอะไรนัก คือ เขาเรียนรู้จากการฝึกทำและจากการที่ผมแนะนำให้เห็นถึงประเด็นที่ซ่อนอยู่

 

ผมคิดว่าอาจมีนักศึกษาที่เก่งกว่านักศึกษาผู้นี้อีกหลายคนในชั้น เพียงแต่เขาเหล่านั้นไม่มุ่งมั่นพอ กล่าวคือ รู้ตัวว่าเอาตัวรอดในการสอบครั้งนี้ได้ และไม่อยากแสดงสมรรถนะสูงสุดของเขาออกมา

 

ผมรู้สึกว่ามีนักศึกษาจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจที่จะเรียนรู้ในเนื้อหาวิชา หรือแนวการคิดการวิเคราะห์เท่าที่ควร ก็ต้องการเพียงแต่สอบให้ผ่าน ๆ ไปจะได้จบไปเป็นบัณฑิตเสียที

 

ผมพบว่านักศึกษาไม่ยอมลงมือทำแบบฝึกหัดด้วยตนเองครับ มักใช้วิธีดูๆเอา ทำความเข้าใจ และคิดว่าคงทำโจทย์จริงได้ ซึ่งผมพบว่าในการเขียนกราฟนั้น นักศึกษามีทักษะน้อยมาก จัดสเกลยังผิดเลย ด้วยความที่มีเครื่องทุ่นแรงสามารถทำด้วยคอมพิวเตอร์หรือใช้เครื่องคิดเลขช่วยทำได้เกือบหมดแล้ว ขนาดคำนวณออกมาเป็นเลขติดลบ ซึ่งผิดหลักความเป็นจริง ยังคำนวณต่อมาเรื่อย ๆ ให้ผมตรวจอยู่เลย ไม่เคยตรวจสอบตัวเองว่า ที่ทำผ่านมานั้นมีการคิดเลขผิดตรงตำแหน่งใดได้เลย

 

ผมคิดว่าถ้าผมยังเข้มงวดกับนักศึกษากลุ่มนี้เหมือนเมื่อก่อน คงมีนักศึกษาได้ E ในรายวิขานี้หลายคน เพราะเมื่อก่อนผมประเมินจากการทดสอบความรู้ตรง ๆ ในการสอบเท่านั้น แต่ด้วยแนวคิดของการสอนเพื่อการเรียนรู้ ทำให้ผมพยายามจัดกิจกรรมให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในชั้นเรียนมากขึ้น เลยมีคะแนนมาจากกิจกรรมในการเข้าร่วมในชั้นเรียนและการตอบคำถามในชั้นเรียนรวมกันถึง 30% และคะแนนเฉลี่ยที่นักศึกษาได้ในส่วนนี้สูงถึง 25.4%

 

จริง ๆ แล้ว ผมยังคิดว่าหากผมเข้มงวดกับนักศึกษามากกว่านี้ ผลลัพธ์อาจแตกต่างออกไปก็ได้ คือนักศึกษาอาจจะตั้งใจเรียนมากกว่านี้ (ด้วยความกลัวตก) เพราะผมตั้งเกณฑ์ติด E ไว้ที่ 40% (ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นเทอม) ดังนั้นการมีคะแนนที่ได้มาง่าย ๆ จำนวนมากอาจไปลดความตั้งใจที่จะเรียนรู้ของนักศึกษาลงได้

 

Self Criticism ที่ผมยังไม่ได้ประเมินตนเองอีกประเด็นก็คือ อาจเป็นไปได้ว่า ผมสอน "ไม่ได้เรื่อง" คือ นักศึกษาไม่เข้าใจเลย (ฮา)

 

ตอนนีเแนวคิดของผมพุ่งกระจัดกระจายครับ ผมอยากจัดระบบการเรียนการสอนใหม่ และอยากจัดใหม่ตั้งแต่การเรียนในชั้นปีที่ 2 ผมยังเชื่อในศักยภาพของนักศึกษา แต่เมื่อไม่มีความท้าทาย เช่น น.ศ.รู้ว่าคณาจารย์ชอบออกข้อสอบแนวเก่า เอาข้อสอบเก่ามาเปลี่ยนตัวเลข เขาสามารถสอบผ่านในแต่ละชั้นปีมาได้อย่างไม่ยากลำบากนัก ดังนั้นเขาก็จะคุ้นเคยกับการลงทุนน้อย ลงทุนต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนที่ดี ก็คือไม่ต้องพยายามที่จะเรียนรู้มาก ไม่ต้องทำการบ้าน แต่ก็สามารถผ่านมาได้ในแต่ละชั้นปี ดังนั้นเขาก็ไม่เห็นความจำเป็นในการที่จะต้องแสดงสมรรถนะหรือความสามารถสูงสุดของเขาออกมา

 

เรื่องนี้ผมคงต้องนำไปคุยในภาควิชาฯ อีกหลายครั้งครับ การเปลี่ยนทัศนคติในการเรียนรู้ของนักศึกษานั้นใหญ่เกินไปที่จะทำได้ในเทอมเดียว เราคงต้องทำการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและจริงจังครับ

 

ผม..เอง

 

หมวดหมู่บันทึก: การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 18 ตุลาคม 2554 17:18 แก้ไข: 18 ตุลาคม 2554 17:18 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La และ Ico24 ใยมะพร้าวน้องใยไหม.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ผมมองว่าคุณคนธรรมดาได้พยายามแล้ว ในการทำให้การเรียนการสอนได้รับการพัฒนา เพื่อเป้าหมายเดียว คือ "เกิดผลดีสูงสุดต่อนักศึกษา"

 

อีกทั้งพยายามทำในภาพรวมระดับภาควิชาด้วย ดังที่กำลังจะประชุมในอีกหลายครั้ง....

 

แต่จากที่อ่านก็พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ยังคงไม่เข้าใจแนวทางที่ผู้สอนพยายามสื่อให้เห็น

 

คำพระท่านสอนไว้ประโยคหนึ่ง คือ "สุดมือสอย ก็ปล่อยมันไป" แม้จะเป็นคำที่ดูใจจืดใจดำไปหน่อย แต่ก็ไม่อยากให้ "ท้อแท้ เสียใจ เหนื่อยใจ" ดังที่ได้เขียนเอาไว้ครับ

 

แม่ว่า นักศึกษาจะไม่ได้สนใจให้ความสำคัญเท่าไหร่ ยังไงก็พยายามต่อไปนะครับ ตอนนี้คุณคนธรรมดา เปรียบเป็นที่ผู้กำลังช่วยลูกศิษย์ที่น้ำท่วมอยู่ครับ

 

เพราะเป็นทั้งครู เป็นทั้ง เรือจ้างครับ

 

ถ้าตรวจข้อสอบเสร็จเมื่อไหร่ ลองขึ้นไปแถวอยุธยา ปทุมธานีดูครับ น่าจะมีคนเห็นความสำคัญของ "เรือรับจ้าง" อีกมากครับ...สู้ต่อไปครับ

 

"ในสั่งมา"

ก็เป็นแค่ความรู้สึกชั่ววูบนะครับ ที่ท้อใจอยู่บ้าง

แต่ไม่มีผลในระยะยาวครับ เมื่อยังไม่ดีพอก็ต้องปรับแก้กันต่อไป เรื่องพัฒนามันก็ต้องทำ PDCA กันไปเรื่อย ๆ ครับ

เยี่ยมครับ (สั้นไปมั้ยครับ)

 

"ใจสั่งมา"

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.204.183.113
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ