นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1662
ความเห็น: 4

ผมว่าจะเขียนเรื่อง "Cloning ระบบ share, ทดสอบ #1 ..." เป็นครั้งที่สอง แต่ก็ไม่สำเร็จอีกน่ะแหละ

สืบเนื่องจากความเดิม ตอนที่แล้ว ที่เริ่มต้นด้วย "หลังจากมะงุมมะงาหรากับ network ของ VM บน qemu-kvm อยู่ ..." ที่เขียนไปพักใหญ่ ได้มาหนึ่งบันทึก แต่ก็ออกนอกเส้นทางไปไกล ยังวกกลับไม่ถึงจุดเริ่มต้นที่ตั้งเอาไว้ในตอนแรก

ผมต้องการที่จะทดสอบ "การเปลี่ยนแปลง" อะไรบางอย่าง ที่ต้องการใส่เข้าไปในระบบ share เพื่อ ...

ประการแรก ทำให้ระบบ share อยู่ในรูปแบบที่ "ทันสมัย" ... เอ่อ ทันสมัยในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่า จะให้ share ไป กัดสีผม, หิ้วกระเป๋าแบรนด์เนม, เต้นฮาเลมเชค ... หรืออะไรประมาณนั้น ... แต่ในแง่ของคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น Server ที่เราใช้งานร่วมกันหรือเครื่อง Personal ที่ใช้งานเดี่ยวๆของใครของมัน .... ตราบใดก็ตามทีที่เรายังต้องใช้มันในชีวิตประจำวัน สำหรับคอมพิวเตอร์แล้ว ซอฟต์แวร์ของระบบ ควรที่จะมีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ ... จะดีกว่าทิ้งเอาไว้รอให้เหตุการณ์บังคับ มีความจำเป็นที่ต้องทำ แล้วถึงจะต้องกวาดล้างสะสางครั้งใหญ่ซักทีนึง

ผมไม่ได้คุ้นเคยกับระบบ Windows รุ่นใหม่ๆมากนัก รุ่นสุดท้ายที่จำเป็นจะต้องใช้ เนื่องจากเหตุการณ์บังคับคือ Windows XP ... เพราะต้องสอนนศ. ในเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนด้วยตัวมันเอง แล้วถ้าจะต้องบังคับให้ นศ. มาใช้ tools ที่จำเป็นจะต้องใช้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Linux ด้วย ก็จะเป็นการโหดร้ายกับ นศ. มากไปหน่อย ก็ต้องยอมให้ นศ. ใช้ระบบปฏิบัติการที่เขาคุ้นเคยกว่าไปก่อน แล้วก็ เพื่อที่จะให้เข้าใจปัญหาที่นศ. มี ก็ต้องยอมใช้งาน Windows XP เป็นช่วงๆ เพื่อการเรียนวิชานั้น ... โดยส่วนตัว ผมปลดการพึ่งพาระบบปฏิบัติการ Windows ได้ตั้งแต่สมัย Windows 3.1/Windows95

เท่าที่จำได้ การ update ของระบบปฏิบัติการ Windows แต่ละครั้ง จะเป็นแบบ "ถูกบังคับ" และดูเหมือนว่า ไม่มีครั้งใหนที่เป็นการ update Windows แล้วมันจะไม่ reboot เครื่อง เวลาที่เสียไปแต่ละครั้งสำหรับการ update ของ Windows เป็นเรื่องที่ทำให้ชวนหงุดหงิด ทำให้ไม่อยากทำ ทำให้รู้สึกว่าโดนบังคับ

สำหรับระบบปฏิบัติการแบบ Linux ทั้งในแง่ของตัวระบบปฏิบัติการที่ทำงานอยู่ด้านล่างสุด ซอฟต์แวร์ของระบบ ที่ทำงานในระดับเหนือขึ้นมา และซอฟต์แวร์แอพลิเคชั่น ที่เราใช้งาน แยกกันอยู่อย่างอิสระมากพอสมควร เมื่อถึงเวลาที่จำเป็นจะต้อง update ก็จะ update เฉพาะส่วนที่จำเป็นไป เช่น ถ้าหากว่าส่วนของจัดการหน้าต่างสำหรับการแสดงผลแบบกราฟฟิคส์ (Windows Manager) มีปัญหา ก็จะ update เฉพาะตัวซอฟต์แวร์ที่ใช้จัดการการแสดงผล ในแง่ของผู้ใช้ ก็อาจจะต้องเปิดโปรแกรมที่ใช้งานบนกราฟฟิคส์ใหม่ แต่ไม่จำเป็นจะต้อง reboot เครื่อง ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้บน Windows ที่ดูเหมือนจะต้อง reboot เครื่องทุกครั้งที่มีการ update

บน Debian Linux ที่ผมใช้งานอยู่ การ update โปรแกรมบนเครื่องจะเป็นแบบเรื่อยๆสัปดาห์ละครั้งสองครั้ง เพราะ "ชุดของซอฟต์แวร์" ที่ผมใช้จัดอยู่ในชุด "ทดสอบ" (debian testing) ซึ่งซอฟต์แวร์ที่ใช้จะเป็นเวอร์ชั่นที่ใหม่กว่าชุด "เสถียร" (debian stable) แต่ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงของซอฟต์แวร์บ่อยกว่า ในส่วนของ Server ของภาควิชาฯเกือบทั้งหมดจะใช้ซอฟต์แวร์ชุดเสถียร ซึ่งจะมีการ update ด้วยความถี่น้อยกว่ามาก การ update ถ้ามีเกือบทั้งหมดก็จะเป็นการแก้ปัญหาเรื่อง security

ลักษณะของการ update แบบเป็นไปเรื่อยๆเป็นระยะแบบนี้ ทำให้คอมพิวเตอร์ที่ผมใช้งานอยู่ มีซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยอยู่เสมอ และในแง่ของตัวเซิฟร์เวอร์ ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงของตัวซอฟต์แวร์เป็นระยะๆ แต่การให้บริการก็จะให้บริการได้อย่างต่อเนื่องไม่มีการติดขัด ผู้ใช้งานแทบจะไม่รู้เลยว่าระบบมีการเปลี่ยนแปลง

แม้จะมีการ update ครั้งใหญ่ที่มีการเปลี่ยน ชุดของซอฟต์แวร์ ซึ่งซอฟต์แวร์ชุดทดสอบ (testing) หลังจากผ่านการเพิ่มฟีเจอร์, แก้บัก, และทดสอบการใช้งานจนถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็จะเปลี่ยนตัวเองเป็น ชุดเสถียร และ ชุดเสถียรเดิม ก็จะกลายเป็น ชุดเสถียรเก่า (old stable) ... การ update แบบครั้งใหญ่แบบนี้ เทียบเคียงได้กับการเปลี่ยน version ของ Windows จาก XP -> Vista หรือ Vista -> Win 7 อะไรประมาณนั้น ในกรณีของ Windows การเปลี่ยน version ระดับนี้ ใกล้เคียงกับการติดตั้งใหม่ทั้งระบบ ... มั้งครับ

ในกรณีของ Debian Linux การ upgrade ครั้งใหญ่ ครั้งที่แล้วเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ผมทยอย update/upgrade เครื่อง Server ของภาควิชาฯ จำนวนกว่า 20 เครื่องเสร็จภายใน 4-5 วันโดยระหว่างนั้นแต่ละเครื่องก็ยังให้บริการไปตามปกติ เครื่องจำเป็นที่จะต้อง reboot แต่ก็เลื่อนเวลาของการ reboot เป็นช่วงของกลางคืนได้โดยไม่มีปัญหาอะไร การ upgrade แต่ละเครื่องใช้เวลาไปส่วนใหญ่กับการนั่งรอให้ download โปรแกรมมาติดตั้งใหม่ให้เสร็จ

ในแง่ของผู้ดูแลระบบ การ upgrade จะเป็นไปอย่างค่อนข้างราบเรียบ ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น ... เอ่อ ถ้าจะว่าไป ... ผมว่าไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น น่ะดีแล้ว

ชุด (distribution) ของซอฟต์แวร์ที่ share ใช้งานอยู่ในขณะนี้ถึงแม้จะเป็น Linux เหมือนกัน แต่จะต่างจากที่ภาควิชาฯใช้อยู่ ก็คือ share ใช้ Ubuntu Linux ซึ่งถึงแม้การพัฒนาของ Ubuntu จะมีที่มาจาก Debian (ที่ Server ของภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ใช้อยู่เป็นส่วนใหญ่) และยังมีส่วนที่เหมือนกันอยู่มากพอสมควร แต่ส่วนหนึ่งที่แตกต่างกันมากก็คือ ลักษณะของการ "ปล่อยของ" (release) จะต่างจากของ Debian อยู่มาก

ในขณะที่ debian จะแบ่งชุดของซอฟต์แวร์ออกเป็น "ไม่เสถียร", "ทดสอบ", "เสถียร", "เสถียรเก่า" ... เอ่อ จริงๆแล้วมันมีมากกว่านี้อีก แต่ยกตัวอย่างมากเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน ... ในแง่ของการ "ปล่อย" ให้เอาไปใช้ก็คือตั้งใจจะให้ เอาชุด "เสถียร" ไปใช้งานเพราะเป็นชุดที่มีซอฟต์แวร์ "ค่อนข้าง" จะทันสมัย และ ผ่านการทดสอบมามากพอสมควรแล้วว่าไม่มีปัญหา (หรือปัญหาที่หาไม่เจอเหลือน้อย) การพัฒนาใหม่ๆ จะปล่อยออกมาในชุดของ "ไม่เสถียร" ให้เฉพาะกลุ่มของผู้พัฒนาหรือนักทดสอบใช้งาน ถ้าใช้งานได้ระดับหนึ่ง ซอฟต์แวร์ตัวนั้น ก็จะถูกส่งเข้าชุด "ทดสอบ" ให้ผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการซอฟต์แวร์รุ่นใหม่กว่าที่มีอยู่ในชุด "เสถียร" เอาไปใช้งาน แต่อาจจะต้องแลกกับการ update ซอฟต์แวร์ที่บ่อยกว่าชุด "เสถียร" หลังผ่านกระบวนการ ปล่อยซอฟต์แวร์ให้ใช้งานแบบนี้ อยู่ช่วงหนึ่ง ก็จะเข้าสู่กระบวนการของการ ปรับใหญ่ นั่นคือเปลี่ยน จาก "เสถียร" -> "เสถียรเก่า", "ทดสอบ" -> "เสถียร" ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อทีมพัฒนาเห็นแล้วว่า ปัญหาที่มีอยู่ในซอฟต์แวร์ลดน้อยถึงระดับหนึ่ง และไม่มีปัญหาที่สำคัญๆ แล้ว เพราะฉะนั้น ช่วงเวลาของการปรับใหญ่อันนี้ ก็จะไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นช่วงใหน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และความเห็นพ้องต้องกันของนักพัฒนา (จริงๆมีรายละเอียดอีกพอสมควร แต่ ... ผมพยายามหาทางกลับเข้าฝั่งอยู่...)

ในกรณีของ Ubuntu จะกำหนดช่วงเวลาของการปล่อยชุดของซอฟต์แวร์ เป็นช่วงเวลาที่แน่นอน นั่นคือทุกๆ 6 เดือน โดยจะใช้ตัวเลขปี คศ. และหมายเลขเดือน เป็นตัวกำหนดเวอร์ชั่น เช่น เมื่อปีที่แล้ว Ubuntu ปล่อย เวอร์ชั่นที่ชื่อว่า Precise Pangolin หมายเลข 12.04 เมื่อ 26 เม.ย. 2012 และปล่อย Quantal Quetzal หมายเลข 12.10 เมื่อ 18 ต.ค. 2012 และ สำหรับปีนี้ เวอร์ชั่นที่จะปล่อยออกมาในเดือน เม.ย. ที่จะถึงนี้คือ Raring Ringtail มีหมายเลขประจำเวอร์ชั่นเป็น 13.04

รายละเอียดของการ release ของ Ubuntu สามารถดูได้จากที่นี่ครับ https://wiki.ubuntu.com/Releases

ในแง่ของการใช้งาน ถ้าเป็นผู้ใช้ทั่วไปใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Desktop หรือ Notebook อันนั้นก็แล้วแต่ว่า เจ้าของเครื่องจะเห็นสมควรครับ ใน version ที่ใหม่กว่า ก็จะมีซอฟต์แวร์ตัวใหม่กว่า มีการเอาเทคโนโลยี่ใหม่กว่ามาใช้งาน แต่ก็อาจจะมีปัญหามากกว่าตามไปด้วย (ฮา) ในกรณีของ Server ซึ่งส่วนใหญ่แล้วการให้บริการจะถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว และความต้องการในการเปลี่ยนแปลงตาม release ของระบบปฏิบัติการจะมีน้อยกว่า ความจำเป็นที่จะต้อง update ก็อาจจะมีเฉพาะในกรณีที่มีปัญหาเรื่องของ security ถ้าใช้ Ubuntu ก็ควรที่จะเลือกใช้ release ที่เรียกกันว่า LTS ซึ่งย่อมาจาก Long Term Support ซึ่งหมายความว่า Ubuntu จะคอยดูแลให้ซอฟต์แวร์ที่ release ในชุดนี้ใช้งานได้นานมากกว่า ซอฟต์แวร์ชุดทั่วๆไป ซึ่งจะกำหนดระยะเวลาที่เรียกว่า end-of-life เอาไว้ที่ ประมาณ 6 เดือนสำหรับ development release และ 2 ปีสำหรับ stable release รายละเอียดลองดูใน wiki ใน link ข้างบนนะครับ

สำหรับ ชุดของซอฟต์แวร์ที่ถึง end-of-life แล้ว จะไม่มีการ support จาก Ubnutu อีกต่อไป

ดังนั้น ในความเห็นของผม Server อย่างระบบ share ก็ควรที่จะ upgrade ไปใช้ LTS ตัวล่าสุดที่ Ubuntu ปล่อยมาในตอนนี้ก็คือ Precise Pangolin 12.04.2 ซึ่งช่วงเวลาของ End-of-life จะนานถึงปี 2017 นั่นคือ ถ้าไม่มีการ upgrade ครั้งใหญ่เลย ก็สามารถใช้ต่อไปได้อีก 4 ปีข้างหน้า โดยจะยังมีการ support ของ Ubuntu อยู่

Release ของ Ubuntu ที่ share ใช้งานอยู่ในขณะนี้คือ 11.04

ครับ นั่นคือ "ประการแรก" ... ถ้าอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว ชักไม่แน่ใจว่าผมหมายถึงอะไร (จริงๆยังสงสัยว่าจะมีใครทนอ่านมาถึงบรรทัดนี้บ้าง) ก็ลองเลื่อนกลับไปดูที่ย่อหน้าที่สาม ของบันทึกนี้อีกครั้งครับ -_-"

ประการที่สอง ... ประการที่สอง ... เอ่อ เขียนมาถึงตอนนี้ ผมก็ลืมไปแล้วเหมือนกันครับว่า ประการที่สองที่ผมตั้งใจจะเขียนไว้คืออะไร (ฮา)

ลืมจริงๆนะครับนี่ ไม่ได้พูดเล่น เอาเป็นว่า ขอจบบันทึกนี้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน จะไปเริ่มบันทึกใหม่ เรื่อง cloning share จริงๆซักที

เดี๋ยวถ้าประการที่สองที่ผมคิดเอาไว้มันกลับมา อาจจะได้บันทึกใหม่อีก 1 บันทึก (สิน่า!) ...

 

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
คำสำคัญ (keywords): debian release  ubuntu release  share update
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 29 มีนาคม 2556 14:36 แก้ไข: 29 มีนาคม 2556 14:36 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 ServiceMan, และ 4 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

นานๆพี่โอ๋จะอ่านบันทึกที่เกี่ยวข้องกับอะไรที่เราไม่เข้าใจเท่าไหร่ได้จนจบในรวดเดียวแบบที่อ่านบันทึกอาจารย์นะคะ แสดงว่าสำนวนน่าติดตาม อ่านสนุกแม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด ที่แน่ๆคือ อ่านบันทึกอาจารย์ไปเรื่อยๆคงได้เลิกใช้ Windows เร็วกว่าที่คิดแน่เลยค่ะ

@พี่โอ๋ ขอบคุณครับ :)

ชุดแรกอ่านจบไปแล้วครับชุดนี้ OK ครับเข้าใจ

วันนี้ผมกับป้อม (ทันตะ) เอ่อ... ป้อมคือชื่อเล่น ส่วนทันตะคือคณะครับ คุ้นๆสำนวนแนวๆนี้ไม๊ครับ ก็ถามกันถึงเรื่อง LTS พอมาอ่านบทความนี้ก็แน่ใจว่าเข้าใจกันถูกต้องเลยทีเดียว 12.04 LTS จะได้รับการดูแลไปจนถึง ค.ศ. 2017 ดังนั้นหากเลือกระหว่าง 12.04 กับ 13.04 มาทำเป็นต้นแบบชุด PSU open server สูตร PSU-12 ต่อไป ก็ต้องเลือก 12.04

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.208.159.25
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ