นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

Wullop Santipracha
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 16

อ่าน: 1870
ความเห็น: 4

คุณภาพการศึกษาไทย เพราะอะไรจึงตกต่ำ

เป็นเรื่องที่แปลก ที่รู้เหตุแต่แก้ไม่ได้ และยิ่งแก้ยิ่งผิด คงเป็นความไม่มีคุณภาพของคนแก้ ค่านิยม หรือถูกอะไรสาบแช่ง

เหตุเพราะ

  • การศึกษาไทย เน้นที่ระบบการศึกษาที่ไม่สอดคล้องชีวิตจริง และการใช้งานจริง จึงใช้เวลา ค่าใช้จ่ายไปกับการเรียนกับสิ่งที่ไม่ได้นำไปใช้  แม้แต่คุณธรรม จริยธรรม การปฏิบัติตนที่เรียนวิชาแบบ แต่ในการปฏิบัติของสังคมจริงเป็นอีกแบบ ทำให้ผู้เรียนเรียนเพื่อสอบไม่ใช้กับชีวิตจริง เพราะไม่เหมือนกัน

 

  • มีที่เรียนมาก จนไม่ต้องแข่งขันกันเข้าเรียน สมัยก่อนการเข้ามหาวิทยาลัยต้องสอบแข่งขัน ถูกคัดเลือก ทำให้เกิดการแข่งขันคัดผู้มีความสามารถจริง ๆ สมัยนี้ก็มีการสอบคัดเลือกแข่งขัน แต่เป็นการแข่งขันที่ไม่เข้มข้น หย่อนกติกา เพราะไม่หย่อนก็ไม่มีผู้เข้าเรียน และตัวชี้วัดจำนวนผู้เรียนต่อผู้สอน บางที่มากไป บางที่ต่ำไป เกณฑ์ก็สูงกว่าสากล ซึ่งต่างคนต่างดันทุรังทำกันไป เพราะไม่สามารถคิดเองความสภาพจริงได้ 

 

  • จำนวนผู้เรียนต่อผู้สอนไม่สมดุล บางที่ผู้เรียนมากไป อย่างชั้นเรียนเป็น 100 คนขึ้นไป จะหวังคุณภาพจากอะไร แต่บางที่ก็มีผู้เรียนไม่กี่คนแต่ผู้สอนต้องรับผิดชอบหลายห้อง หลายชั้นเรียน

 

  • ยังผิดเพี้ยนของระบบ เช่นแข่งกันให้คะแนนเฉลี่ยนสูง ๆ เพื่อไม่เสียเปรียบในการคัดเลือกขั้นต่อไป ที่เรียกว่า เกรดเฟ้อ กับระบบ admission

ลามถึงระดับอุดมศึกษา วิชาไหนเรียนยาก เรียนมาก คะแนนตามจริง มีผู้เรียนจำนวนน้อย ถูกตีค่าไม่คุ้ม มีปัญหาภาระงานของผู้สอน ทำให้ต้องปล่อยคะแนน หลายวิชาได้ A B แต่ใช้งานไม่ได้  

  • ค่านิยมสังคมไทย ให้ค่าแค่ใบปริญญามากกว่าให้ความรู้ ที่นำไปใช้จริง
  • 
  • คนทำนโยบาย มุ่งแต่กระบวนการ ปริมาณ มีผู้จบการศึกษาในสัดส่วนสูง ไม่เน้นคุณภาพจริง ทุกคนต้องผ่านหมด เพราะไม่ผ่านผู้บริหารมีความบกพร่อง ผู้สอนมีข้อบกพร่อง ผู้ปกครองเสียหน้า ต่างจากสมัยก่อนที่ใครที่ไม่ผ่านสายสามัญ ก็ไปสายอาชีวะ วิชาชีพ แต่ปัจจุบันทุกคนมุ่งสายวิชาการ แม้แต่คนที่ไปทางสายวิชาชีพแล้ว

 

  • คนทำนโยบายไม่ได้พัฒนาการศึกษาที่แท้จริง เรียกว่า สักแต่ทำ ทำให้มีความพร้อมไม่เท่าเทียมกัน ทั้งโรงเรียน อุปกรณ์  ผู้สอน ขนาดชั้นเรียน สาขา ความรู้ ความชำนาญของผู้สอน  

 

  • การผลิตครู เน้นกระบวนการ เรียนนาน ขาดความรู้  พื้นฐานไม่แน่น
  • 
  • มีปัญหาการสร้างครู จิตวิญญาณความเป็นครู  จึงสอนเป็นหน้าที่ สอนเป็นวิธีการสอน ไม่ใช่สอนมุ่งเน้นพัฒนาคน

 

  • ระบบความก้าวหน้าของครูไม่ตรงกับภารกิจ การสร้างผลงานที่ไม่ใช่หน้าที่จริง ผู้ทำหน้าที่จริงกลับไม่สามารถใช้ได้
  • 

 

ที่กล่าวมา จะเห็นว่า ระบบมั่วไปหมด ทั้งความพร้อม ขนาดชั้นเรียน  การคัดเลือก การให้คะแนน การวัดการประเมินผล ระบบการประเมินคุณภาพ รวมไปถึงระบบการเมือง

ที่เปลี่ยนรัฐมนตรี เลขา ผอ. ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป  ๆ มา ๆ จนไปไม่ถูกว่าจะไปทางไหนกัน  ดูอย่างระบบประกันคุณภาพให้ทำไปสี่ปี แต่มาเปลี่ยนตัววัดเอาปีที่ 5 วัดแล้วก็ยังเปลี่ยนอีก วัดกันทีก็วิ่งหา ทำหลักฐานกันมั่วไปหมด จึงหาของจริงไม่เจอ เพราะที่ทำไว้ เตรียมไว้อย่างหนึ่ง แต่วัดอีกอย่าง ?? เหมือนเดิมทำตุ๊กตาสีเขียว แต่พอจะวัดบอกเป็นสีแดงก็แค่นำตุ๊กตาสีเขียวมาทาสีแดง ทำให้เสียเวลาไม่รู้ว่า สีเขียวหรือสีแดงดีกว่ากัน ทำให้หมดแรงกับการทาสี และเสียค่าใช้จ่ายต้องทาทั้งสีเขียวสีแดง คนตรวจกก็ดูสีแดงใช้ได้ ทั้ง ๆที่รู้ข้างในสีเขียว

 

  • คนทำการจัดการระบบการศึกษาไม่เข้าใจความแตกต่างของคน การพัฒนาของคนตามอายุ ไม่แยกว่าใครถนัดอะไร วิทย์ ศิลป์ ทั้งๆ ที่มีกรอบผู้เรียนเป็นสำคัญ แต่ระบบกลับไม่แยกกันเช่นสมัยก่อน จึงมั่วกันไป แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร สอนก็ยาก เรียนก็ยาก

 

ต้องแก้ระบบการจัดการ เพราะ พ.ร.บ. การศึกษากำหนดไว้ได้ดี แต่ผู้นำไปใช้ไม่เข้าใจ  

หากไม่รีบแก้คงด้อยคุณภาพไปเรื่อย ๆ เหมือนกับที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้จะเห็นภาคธุรกิจ ระดับบนเป็นต่างชาติ ระดับแรงงานก็ต่างชาติ เพราะคนไทย เป็นหัวก็ไปไม่ถึง เป็นระดับล่างก็ไม่สู้  เป็นระดับกลางที่ถูกจ้างต่ำกว่าปริญญา 

ก็ยังไปทราบว่า ใครจะเป็นผู้แก้ ที่ผ่านมายิ่งแก้ยิ่งแย่ลงทุกที  อย่างสร้างหลักสูตรครู 5 ปี แทนเป็น 4 +1 คือ นำผู้จบปริญญาตรีสายวิชาการ วิชาชีพมาต่อการสอน ซึ่งจะได้ผู้สอนที่แน่นวิชาการ ใช้เวลาและงบประมาณน้อยกว่า

เป็นเรื่องที่แปลก ที่รู้เหตุแต่แก้ไม่ได้ และยิ่งแก้ยิ่งผิด คงเป็นความไม่มีคุณภาพของคนแก้ ค่านิยม หรือถูกอะไรสาบแช่ง

 

หมวดหมู่บันทึก: ประกันคุณภาพ ตัวชี้วัด ประเมินผล
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 01 กุมภาพันธ์ 2555 19:01 แก้ไข: 03 กุมภาพันธ์ 2555 08:33 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 anni, และ Ico24 คนธรรมดา.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
wwibul (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
01 กุมภาพันธ์ 2555 19:21
#74517

ผมมองว่า ฐานคิดระบบ มีปัญหา เพราะอิงการ "ดัดจริต" และ "มั่ว"

  • เอาที่เห็นชัดมาก ๆ ก็เช่นเรื่อง วิจัย จะยิ่งชัดกว่า
  • เกณฑ์ที่นักวิจัยในฝันควรจะเป็น มีหลายเจ้า ไปกันคนละทิศ
  • เกณฑ์นึงบอกว่า งานวิจัยที่ดี ต้องพหุวิทยาการ ทั้งเนื้อหา และทีม (N > 2)
  • อีกเกณฑ์นึงบอกว่า นักวิจัยที่ดี ต้องมีสัดส่วนเกิน 50 % (N < 2)
  • อีกเกณฑ์นึงบอกว่า นักวิจัยที่ดี ต้องมีสัดส่วนเกิน 25 % (N < 4)
  • อีกเกณฑ์นึงบอกว่า นักวิจัยที่ดี ต้องสร้างบัณฑิตศึกษาให้เข้มแข็ง
  • อีกเกณฑ์นึงบอกว่า งานวิจัยที่ดี ต้องไม่นับบัณฑิตศึกษา
  • ฯลฯ

ดีแหละครับถ้าดูรายข้อ 

ระบบการศึกษาก็ทำนองนี้แหละครับ เพียงแต่ไม่โจ๋งครึ่มเท่า คือถ้าดูรายละเอียดทีละบรรทัด บอกได้ว่า "งามเริ่ด" แต่ดูแบบรวม ๆ จะกลายเป็น "งามหน้า"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บันทึกเพิ่มของคุณ wwibul

ยิ่งเห็นภาพลิงแก้แห สุดท้ายเจ้าลิงตัวนี้เป็นอย่างไร อะไรคือจุดจบ

มีอบรมเรื่อง พรบ.การศึกษา อะป่าว พลับพลึงต้องการเข้าร่วมอบรมด้วย จัดเลยค่ะ จัดเลย

ตอนเรียนวัดผลการเรียนรู้ด้วยข้อสอบ

ในระบบคุณภาพที่เห็นเป็นอยู่แถวๆ นี้เน้นกระบวนการเป็นส่วนใหญ่ โดยใช้แนวคิดว่า กระบวนการดี ผลผลิตต้องออกมาดีด้วย

เอกสารจึงมีบานตะเกียงมากกว่าผลที่ดี

เราเอง

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.238.147.211
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ