นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 3224
ความเห็น: 1

สุ-จิ-ปุ-ลิ กระบวนการเรียนรู้ที่ต้องใช้ให้เป็น

ก่อนจะโทษต่าง ๆ นา ๆ ต้องถามว่า ตั้งใจจริงหรือยัง เตรียมพร้อมหรือเปล่า เคยเตรียมพร้อมก่อนเรียนไหม

สุ จิ ปุ ลิ คือกระบวนการเรียนรู้ ประกอบด้วย ฟัง คิด ถาม เขียน เป็นหัวใจนักปราชญ์ การทำให้เป็นผู้รู้

สุ คือสุตะ การฟัง จิ คือจินตะ การคิด

ปุ คือปุจฉา การถาม และ ลิ คือลิขิต การเขียน

การใช้กระบวนดังกล่าวให้ได้ผลดี ต้องใช้ให้เป็น ต้องเน้นที่เป้าหมายการเรียนรู้ ต้องเรียนให้รู้เรื่อง ถ้าไม่รู้เรื่องต้องสอบถาม แล้วจึงจดตามที่รู้เรื่องและเข้าใจ

ยิ่งปัจจุบัน มีเทคโนโลยี ฉายไว ไปไว คนเรียนตามไม่ทัน และใช้กระบวนการเรียนผิด คือจดตามที่สอน ตามสื่อการสอน จึงจดไม่ทัน ทำให้เรียนไม่รู้เรื่อง เพราะสมาธิไม่ได้อยู่การเรียน แต่อยู่ที่การจด

พอจดไม่ทัน เลยอารมณ์เสีย พาลไม่เรียน เลยไม่รู้ หรือทำเท่าที่จดได้

หรือบางวิชาดีหน่อยก็แจก สื่อการสอนให้ ทำให่ผู้เรียนวางใจว่าได้สื่อแล้ว ค่อยอ่านตอนจะสอบ สุดท้ายก็อ่านไม่ทัน อ่านไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นสื่อประกอบการสอนเท่านั้น คือประกอบการอธิบาย

การเรียนที่ถูกต้อง ต้องเรียนให้เป็น

1.  ตั้งใจฟังให้เข้าใจ ไม่ต้องจดตามที่สอน แต่จดเฉพาะคำสำคัญ ที่ต้องนำไปจำ ทำความเข้าใจ

2.  การฟังให้เข้าใจ ต้องคิดตาม ไม่ใช่นั่งเหม่อลอย เรียกว่า เข้าเรียนแต่ไม่ได้เรียน ก็เป็นการเรียนที่ผิด แบบที่เรียกว่า ไม่ตั้งใจเรียน

3.  เมื่อฟัง คิด ไม่เข้าใจ ก็สอบถาม การสอบถามยังช่วยชะลอความเร็วของการสอน การไม่ถาม ผู้สอนก็จะสอนไปเรื่อย แต่การเรียนแบบไม่คิด ติดตาม ก็ไม่รู้จะถามอะไร

4.  เมื่อเรียนเข้าใจ แล้วจึงจดบันทึก

การเรียนในระดับอุดมศึกษา เป็นการแบบผู้ใหญ่ คือเรียนแบบมีความรับผิดชอบ เรียนเพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ นำความรู้ไปใช้งานได้ คือหน้าที่ เป้าหมายหลักของการเรียน และเรียนแบบเข้าหาความรู้ ไม่ใช่รอความรู้มาหา จึงเรียกว่า นักศึกษา ไม่ใช่นักเรียน

ไม่ใช่เรียนเพียงสอบผ่าน แล้วลืม ใช้งานไม่ได้ คือการละเลยการเรียนรู้ การทำหน้าที่

ผู้เรียนส่วนใหญ่ เรียนไม่เป็น เรียนแบบหาเรื่อง คือ โทษว่า วิชายาก เนื้อหาเยอะ ผู้สอนสอนไม่รู้เรื่อง เรียกว่า โทษแต่สภาพแวดล้อม หรือจะโทษตัวเองไม่เก่ง

ก่อนจะโทษต่าง ๆ นา ๆ ต้องถามว่า ตั้งใจจริงหรือยัง เตรียมพร้อมหรือเปล่า เคยเตรียมพร้อมก่อนเรียนไหม ด้วยการ

1.  ศึกษาทำความเข้าใจรายละเอียดรายวิชาว่า ให้เรียนอะไรบ้าง แต่ละคาบ แต่ละครั้ง เพื่อรู้แนวทางคร่าว ๆ

2.  หาหนังสือตำราหลักที่ระบุในรายละเอียดรายวิชา มาศึกษา จะก่อนก็ได หรือจะหลังก็ได้ เพราะจะช่วยให้ไม่มัวจดตาม ที่มักจะตามไม่ทัน

3.  พร้อมที่จะเรียนหรือไม่ หมายถึงสภาพร่างกาย นอนดึก ตื่นไม่ทัน สภาพร่างกายไม่พร้อม เป็นสาเหตุของการเรียนไม่รู้เรื่อง

4.  ต้องไม่ใช่เรียนเพื่อสอบ แต่ต้องเรียนเพื่อรู้ เพื่อเตรียมนำความรู้ไปใช้ทำงาน

สมัยนี้ความรู้มีมากมาย ผู้เรียนใช้สื่อการค้นเป็น แต่มักไม่นำมาใช้เพื่อการเรียนจริง ๆ แต่นำไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้น้อยเกินไป เรียกว่า มีของใช้แต่ใชไม่เป็น

ชื่อว่า ทุกคนที่เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย มีความสามารถเรียนได้ เพียงแต่เรียนให้เป็น จัดเวลาให้ถูก ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียน จะเป็นบัณฑิตที่ดี ได้แน่นอน

สุ จิ ปุ ลิ ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ใช้ให้เป็น ฟังให้เข้าใจด้วยการคิดตาม ไม่เข้าใจให้สอบถาม จดคำสำคัญจดให้ทัน แล้วทบทวน ขยายความ ติดตามสื่อ แหล่งความรู้ คือกระบวนการเรียนรู้

รู้ความรู้ รู้แหล่งความรู้ รู้ใช้ความรู้ คือ ผู้รู้ คือบัณฑิต  

 

หมวดหมู่บันทึก: การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 24 ธันวาคม 2555 19:36 แก้ไข: 24 ธันวาคม 2555 19:36 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 คนธรรมดา, และ 3 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ผู้สอนก็คงต้องปรับเปลี่ยนวิธีสอนด้วยนะคะ อาจารย์ ได้ลองทำแล้วพบว่า นศ.รู้วิธีเรียนดีขึ้น เนื้อหาอาจจะสอนได้ไม่ละเอียดเท่ากับสอนแบบเดิมๆแต่เชื่อว่าพวกเขาจะเข้าถึงสาระสำคัญได้ เข้าหัวสมองมากกว่าการอัดๆให้แบบเดิม 

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.92.74.105
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ