นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
Page Visits: 2660
comment: 1

สถานการณ์โรคกุ้งที่พบในปี 2554

เกษตรกรควรมีแผนการเลี้ยงที่ถีถ้วน เพื่อเตรียมพร้อมกับโรคที่เกิดขึ้นและสภาพอากาศที่แปรปรวนตลอดเวลา

Sections: บริการวิชาการ
License: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
created: 19 March 2012 15:43 Modified: 19 March 2012 16:03 [ Report Abuse ]
Flowers
People who like this: Ico24 camera, Ico24 น้ำขิง, and 4 others.
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

comment

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1331711627&grpid&catid=05&subcatid=0503 

กุ้งตายก่อนวัยอันควร  : 

กรมประมงเฝ้าระวังโรคกุ้งตายด่วน หวั่นระบาดในไทย ประกาศเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งปฏิบัติตามคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด หากสงสัยกุ้งป่วยเป็นโรค โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ประมงตรวจสอบด่วน ป้องกันการแพร่ขยายสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง 

ดร.วิมล  จันทรโรทัย  อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปลายปี 2554 มีรายงานข่าวว่า ตลาดกุ้งของประเทศเวียดนามและมาเลเซียประสบปัญหาผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เนื่องจากเกิดโรค Early mortality syndrome (EMS) หรือที่มีผู้เรียกว่า “กุ้งตายก่อนวัยอันควร” หรือ “กุ้งตายด่วน” ระบาด ทำให้กุ้งที่เลี้ยงในฟาร์มตายเป็นจำนวนมาก

 กรมประมงหวั่นโรคดังกล่าวจะระบาดสร้างความเสียหายให้กับฟาร์มเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรไทย จึงได้มีการเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบการเกิดโรค EMS ในกุ้งขาวแวนนาไมมาอย่างต่อเนื่อง และพบว่าในช่วงปลายปี 2554 ถึงต้นปี 2555 ฟาร์มเลี้ยงกุ้งของประเทศไทยแถบภาคตะวันออกมีการตายของกุ้งที่คล้ายกับโรค EMS  คือ มีการตายภายใน 20 – 30 วัน หลังการปล่อยลูกกุ้งลงบ่อ โดยในช่วงแรกกุ้งในบ่อจะไม่แสดงอาการผิดปกติอย่างเด่นชัด ไม่มีอาการเกยขอบบ่อ แต่จะมีอาการว่ายน้ำเฉื่อย เซื่องซึม กินอาหารลดลง เปลือกนิ่มและมีสีเข้มขึ้น หลังจากนั้นจะเริ่มพบกุ้งตายในยอและตายในก้นบ่อ หลังจากนั้นจะพบซากกุ้งลอยขึ้นมา และทยอยตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งตายสูงถึง 100 % ภายในระยะเวลาประมาณ 30 วัน

 จากการตรวจวินิจฉัยกุ้งที่ป่วยตาย ในเบื้องต้นตรวจไม่พบเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคกุ้งที่พบอยู่ในปัจจุบัน เช่น ไวรัสตัวแดงดวงขาว  ไวรัสหัวเหลือง แต่พบเชื้อแบคทีเรีย กลุ่มวิบริโอในตับและตับอ่อนของกุ้งที่ป่วย โดยตับจะมีลักษณะลีบ นิ่ม ซีดหรือสีออกคล้ำ และเมื่อศึกษาด้านเนื้อเยื่อ พบว่าทั้งตับและตับอ่อน มีอาการอักเสบและถูกทำลาย อย่างไรก็ตามเมื่อนำเชื้อแบคทีเรียไปทดสอบผลที่แสดงออกมายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคได้ ดังนั้น การตายของกุ้งดังกล่าวนี้จึงยังไม่อาจสรุปถึงสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากเชื้อโรคชนิดใหม่หรือไม่ หรือเป็นเพราะพันธุ์กุ้งอ่อนแอ หรืออาหารมีการปนเปื้อน หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือแม้แต่การจัดการบ่อที่ไม่ดีก็อาจเป็นได้

 อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีข้อมูลว่าโรคดังกล่าวมีการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นเพื่อความไม่ประมาทและเป็นการป้องกันไม่ให้โรคแผ่ขยายไปในวงกว้างก่อให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง กรมประมงมีข้อแนะนำ ได้แก่

1.ควรมีการเตรียมบ่อที่ดี กำจัดสารอินทรีย์ก้นบ่อและตากบ่อให้แห้ง ฆ่าพาหะและเชื้อในบ่อ เช่น คลอรีนและไอโอดีน

2.ควรมีบ่อพักน้ำ และฆ่าเชื้อในน้ำก่อนนำมาใช้เลี้ยงกุ้ง

3.คัดเลือกลูกกุ้งที่มีคุณภาพดี แข็งแรงลงเลี้ยง โดยควรผ่านการตรวจสุขภาพทั่วไปและมีผลยืนยันว่าปลอดเชื้อไวรัสที่เป็นอันตราย

4.ไม่ปล่อยกุ้งลงเลี้ยงหนาแน่นเกินไป เพราะจะทำให้ควบคุมและจัดการบ่อได้ยาก เป็นเหตุให้กุ้งเกิดความเครียด อ่อนแอ และเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย

5.มีการจัดการอาหารที่ดี ใช้อาหารที่มีคุณภาพดี และไม่ควรเร่งการเจริญเติบโตของกุ้งโดยให้อาหารปริมาณมากเกินไป เพราะจะทำให้อาหารที่เหลือจมสู่ก้นบ่อ พื้นบ่อเน่า สีน้ำล้ม กุ้งเครียดและอ่อนแอได้

6.ควบคุมคุณภาพน้ำให้ดีอยู่เสมอ และควบคุมอุณหภูมิของน้ำไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน พร้อมทั้งดูแลรักษาพื้นบ่อไม่ให้เกิดการเน่าเสีย

 7.กรณีเกิดโรคหรือมีอาการที่น่าสงสัย เกษตรกรควรรีบส่งตัวอย่างกุ้งให้หน่วยงานของกรมประมงตรวจวินิจฉัย เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที

8.หากเกิดโรคต้องทำการฆ่าเชื้อกุ้งและน้ำในบ่อที่เกิดโรค โดยใส่คลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อทิ้งไว้อย่างน้อย 14 วัน ก่อนปล่อยน้ำทิ้งออกสู่แหล่งน้ำภายนอก เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรคไปยังพื้นที่อื่น

 ทั้งนี้ หากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เชื่อว่าจะช่วยป้องกันความเสียหายที่จะเกิด กับกุ้งที่เลี้ยงได้ และในส่วนของสาเหตุการเกิดโรค EMS อย่างแน่ชัด กรมประมงจะรีบศึกษาวิจัยโดยเร็วที่สุด

Comment on this Post

Name:
Email:
IP Address: 35.175.133.127
Message:  
Load Editor
   
Cancel or