นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

Our Shangri-La
Ico64
Kittisakdi Choomalee

ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Network
Members · Following: 0 · Followed: 16

อ่าน: 1747
ความเห็น: 4

เอะอะประชาธิปไตยกับการศึกษา: ก้าวย่างทางเดิน ลืมเลือนคืนวัน ดั้นด้นไป

เอะอะ(ก็)ประชาธิปไตย อะไรกันนักกันหนา การศึกษา ยังต้องประชาธิปไตย ใครจักใคร่เรียน เรียน ใครจักใคร่ว่าประชาธิปไตย ก็ตัวใครตัวมัน

เอะอะประชาธิปไตย
เป็นไฉนฉันนั้นใคร่จักรู้
ตามใจฉันอย่างไรลองตรองดู
สิ่งทำอยู่ถูกใจประชาธิปไตยเอย

วันนี้วันศุกร์แห่งชาติแล้วนะครับ วันนี้วันดีด้วยนะครับ วันที่ ๑๐ เดือน ๑๐ อย่างนี้อาจจะต้องเขียนบันทึกสัก ๑๐ บันทึก

แต่วันดี วันดี ยังไม่เขียนบันทึกในวันดีดี

มันเป็นเรื่องของประชาธิปไตยครับทั่นเจ้านายยยยยยย

ผมกำลังคิดถึงเรื่องเล่าขำ ๆ เกี่ยวกับนักศึกษาในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคใต้

ลุงอย่าคิดเอาเป็นเรื่องจริงจังนะครับ น้อง ๒ ใยก็ไม่ต้องคิดมากว่าจะเป็นวิทยาเขตไหน ไม่ใช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่

 

ผมสมมติขึ้นมาทั้งนั้น อย่าเที่ยวเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงเรื่องจัง เพราะเป็นเรื่องที่ฟังแล้วขำ ๆ

สมมตินะครับ สมมติว่า

เราปล่อยให้มีการจัดการเรียนการสอน ไม่ใช่สิครับ เราปล่อยให้มีการเรียนแบบตามใจผู้เรียนในแบบฉบับของ child centre เต็มรูปแบบ ใครจักใคร่เรียน เรียน ใครจักใคร่โดดเรียน โดด ก็น่าจะดีนะครับ

ดีอย่างไร

 

ดีตรงที่ว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนที่เป็น "ประชาธิปไตย" เต็มใบ ไม่ต้องแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ค่อนไปทางเผด็จการซะด้วยซ้ำ

 

เราสมมติว่า การจัดการเรียนการสอนที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบนั้น นักศึกษาที่ (อยาก) จบ (ก็ได้จบ) สำเร็จการศึกษาไปจากลักสูตรที่ใช้การเรียนการสอนนั้นมีคุณภาพ "คับแก้ว" คับ "กะลา"

 

ไปไหนมาไหนก็คุยโม้ได้ว่า หลักสูตรของชั้นเป็นหลักสูตรประชาธิปไตยเต็มใบ ใครจักใคร่เรียน เรียน ใครจักใคร่เที่ยว เที่ยว เรียนแบบสบายใจ ผู้จัดจัดตามใจผู้เรียน

 

ถึงเวลาอยากจบสำเร็จการศึกษาก็ไปบอกกล่าวต่อผู้จัด โปรดอนุมัติให้ชั้นโดยพลันและทันใด ไม่งั้นชั้นจะไปฟ้องร้องต่อลินคอล์น ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย และจักให้โอ้มาม่าจยกกองทัพมากำราบเผด็จการให้สิ้นซาก เพื่อวางรากฐานประชาธิปไตยกันจริง ๆ ซะที

 

ยิ่งการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ชั้นเรียนโท ชั้นเรียนเอก ชั้นเรียนหมอนทองนะ เอะอะก็จะมาบัคับให้เรียน นั่น นี่ โน่น ได้อย่างไร เมื่อชั้นไม่อยากเรียน

 

อย่างชั้นนั้นเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพนะจ๊ะ ถึงได้มาเรียนระดับ ป. โท ป. เอก ยิ่งจบไปนั้นชั้นจะได้เป็นเจ้าคน นายคน

 

เอะอะก็จะเผด็จการ อย่าคิดเชียวนะ

 

ยุคนี้ต้องให้ดอกประชาธิปไตยเบ่งบานเต็มที่ นอกจากจะให้ใบดกดำลำต้นเป็นลำไม้ไผ่แล้ว ดอกก็ต้องเบ่งบานเต็มที่ตามใบ

 

อะไรที่นักศึกษาเอะอะประชาธิปไตยกลัวนักกลัวหนา ว่าอย่ามาบังคับชั้นเชียว

 

หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น การจัดการเรียนการสอนที่คำนึงถึง "คุณภาพ" ที่ไม่ใช่ "คุณภาพ" ในนัยยะประชาธิปไตย

 

หลักสูตรที่เปิดรับสมัครมีกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องเรียนอะไรบ้าง ทำอะไรบ้าง นักศึกษาจบไปแล้วมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ถ้าสนใจปรัชญาหลักสูตรก็สมัครเข้ามาเรียน ถ้าไม่เห็นด้วย ไม่สนใจก็ไม่ต้องมาสมัครเรียน

 

แต่บางคนอาจจะไม่ต้องสมัครใจแต่ที่เรียนไปเพราะไม่รู้จะไปไหน ทำอะไรมีเส้นนิด ๆ เรียนก็ได้ จำดะก็ได้ ปลูกไว้ก่อน

 

หากใช้การเรียนกาสอนเป็นไปตามแนวปรัชญาของหลักสูตร ถึงเวลาได้รับการประเมินจากลูกค้าว่า สินค้าที่ผลิตมาจากหลักสูตรนั้นมีคุณภาพนอกกะลา ครูบาอาจารย์ก็คงหน้าบาน ยิ้มบายใจ แต่ถ้าผลประเมินออกมาว่า สินค้ามีคุณภาพ "คับแกว" คับ "กะลา" ครูบาอาจารย์คงหน้าชาไปตาม ๆ กัน

 

แต่ไม่เป็นไร ครูทนได้ ขอให้นักศึกษาสบายใจที่ได้เป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ

 

การจัดการเรียนการสอนที่ใช้ภาษาอังกฤษ (บ้าง) ในระดับบัณฑิตศึกษา เป็นสิ่งที่บัณฑิตหลายคนกลัว ไม่กล้าย่างกรายเข้าใกล้และอาจจะถึงขั้นพร้อมใจกัน Anti การจัดการเรียนการสอนที่เป็นภาษาอังกฤา

อย่างชั้นไม่ต้องภาษาอังกฤษหรอก ชั้นจบเอกไปก็อยู่แต่ป่าดง ไถนา ดำนา กรีดยาง ขึ้นโหนด ไม่ต้องใช้ภาษาหรั่งกะใครหรอก เอาภาษาท้องถิ่นนั่นแหละได้ใช้งานจริง

 

ถึงเวลาจะใช้ชั้นก็ fish ๆ snake ๆ ไปได้แหละน่า อย่าคิดมากเลย ดูตัวอย่างพี่บัณฑิตที่จบไปซิ ไม่เห็นมีใครได้ใช้เลย ไปต่างประเทศก็เดินตามไกด์ ถึงเวลากิน กิน ถึงเวลาถ่ายรูป ถ่าย ถึงเวลานอน นอน

 

คนเราสำคัญอยู่ที่การฝึกตน

มีแต่อย่างอื่นที่คนฝึก

 

ที่ภาควิชาฯ ก็ไม่ได้จัดให้มีการเรียนการสอนที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่ก็ฝึกฝนการใช้ภาษาอังฤษ

 

ดูตัวอย่างการนำเสนอรายงานวิจัยของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๕ ในทุกกองหลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน กำหนดให้ต้องนำเสนอเป็นภาษาอังกฤาเท่านั้น การซักถามอนุญาตให้เป็นไทยได้บ้าง หากไปไม่เป็นจริง ๆ

ผมว่านักศึกษาเขาสนุกนะครับ ไม่ได้กลัวจนขี้แตกขี้แตนถึงกับโดดเรียน ถือป้ายประท้วงว่า เราคนไทย ใจกตัญญู รู้คุณชาติ ภาษาอังกฤาชาติไม่ใช่ไทย Anti Anti Anit

 

ที่นี่ต้องการประชาธิปไตย

 

นักศึกษาเขาสนุกกับการนำเสนอ ต้องไปฝึกพูดกันมา ต้องไปหาฝรั่ง (ไม่ใช่ฝรั่งขี้นกนะ) เพื่อขอคำปรึกษา แนะนำการใช้ภาษา ใครไม่อยากพูด คนนั้นแหละครับ เพื่อนจะให้เป็นคนพูด เป็นคนนำเสนอ ใครที่อยากพูดเพื่อนมักจะให้ลำดับหลัง ๆ

 

ต้องฝึก ต้องซ้อมครับ

 

แถมตอนนำเสนอก็จะมีฝรั่งตามาฟังด้วย นำเสนอเสร็จ ฝรั่งก้ตั้งคำถาม ให้คำแนะนำเพิ่มเติมเก่ยวกับการพูด การใช้คำ การออกเสียงที่ถูกต้องในคำที่ยังออกเสียงผิดอยู่

 

 

อย่า อย่า อย่าคิดครับว่า นั่นเด็กแพทย์ เราเด็กป่า

 

เริ่มต้นกันที่ Journal club กันก่อนก็ได้ครับ อย่างน้อยก็ได้ทั้งอ่าน ทั้งพูด ทั้งฟัง เอาแบบขำ ๆ กันก่อน ไม่ต้องไปเคร่งเครียดมาก แกรมม่งแกรมม่า ก็เอาแบบมาม่าไปก่อน ค่อย ๆ พัฒนากันไปทีละนิด

 

ของแบบนี้ขอเพียงแค่ความกล้าเท่านั้นครับ อย่างอื่นก็ตามมา

 

หลักสูตรไหนที่มีดอกเตอร์จบเมืองนอกเมืองนามาก็เชิญมาเป็นหน้าม้า คอยซักกคอยถามก็จะเป็นประโยชน์มากครับ

 

การเรียนการสอนเขามีปรัชญา มีเกณฑ์ มีข้อกำหนดอยู่แล้วครับ

การฝึกตน การสร้างตน ต้องผ่านสิ่งที่ "ไม่ชอบใจ" บ้างเหมือนกัน ไม่ใช่เจอแต่สิ่งที่ทำแล้ว "สุขใจ" แต่เพียงอย่างเดียว และที่สำคัญ "สุขใจ" นั้นก็ต้องฝึกครับ จะสุขใจเมื่อได้ทำตามใจอย่างเดียว อย่างนี้มันไม่ใช่สุขแท้ ต้องคอยป้อนต้องคอยทำตามใจเรื่อยไป

 

เมื่อสมัครใจที่จะมาเรียนแล้วก็ต้องทำตามข้อกำหนด ตามการให้ฝึกตนของหลักสูตร

 

 

หากคิดว่าทำตามแล้วไม่มีความสุขก็ลาออกไปเลี้ยงควายจะได้ทำในสิ่งที่ทำแล้วสบายใจ

 

อย่าเอะอะประชาธิปไตย

 

ย้ำครับว่าเกิดเป็นคนสำคัญที่การฝึกตน อย่าให้คนอื่นฝึก

 

ไข่นุ้ยนั่นแหละตัวอย่างที่ต้องให้คนฝึก

 

ความรู้ก็แค่กะลา หากใจมันโดนปิดไว้
ไม่ลืมตา แล้วมองออกไป
แผ่นฟ้ากว้างใหญ่ ใหญ่เกินที่จะเข้าใจ

 

อิอิอิ

 

เราเอง

 

เพลง: มหา'ลัยไม่มีสอน
ศิลปิน: Big Ass

โลกนี้ไม่ใช่สี่เหลี่ยม ห้องเรียนไม่ใช่ผนัง
ยังต้องเจอเรื่องราวมากมาย ชีวิตต้องทดต้องสอบ
คำตอบอยู่หนใด ยังต้องเรียนรู้กันต่อไป
แผ่นฟ้ากว้างใหญ่ ใหญ่เกินที่จะเข้าใจ
โลกใบนี้ช่างซับซ้อน ยังมีอะไรที่มากกว่า
มันคือวิชาชื่อชีวิต ต้องทดลองต้องผิด
ต้องเรียนรู้เข้าไป คงมีสักวันที่เราเข้าใจ

ความรู้ก็แค่กะลา หากใจมันโดนปิดไว้
ไม่ลืมตา แล้วมองออกไป
แผ่นฟ้ากว้างใหญ่ ใหญ่เกินที่จะเข้าใจ
โลกใบนี้ช่างซับซ้อน ยังมีอะไรที่มากกว่า
มันคือวิชาชื่อชีวิต ต้องทดลองต้องผิด
ต้องเรียนรู้เข้าไป คงมีสักวันที่เราเข้าใจ

ยังมีอะไรที่มากกว่า มันคือวิชาชื่อชีวิต
ต้องทดลองต้องผิด ต้องเรียนรู้เข้าไป
จะนานแสนนานเพียงใด ยังมีอะไรที่ยากกว่า
ที่เราต้องแลกด้วยชีวิต และแม้มันจะผิด
จะเรียนรู้เข้าไป คงมีสักวันที่เราเข้าใจ

 

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 10 ตุลาคม 2557 17:12 แก้ไข: 10 ตุลาคม 2557 17:12 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 DaDa, Ico24 ServiceMan, และ 4 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

เราก็เอาสีข้างถูบ่อย ๆ ไปเมื่อว่าต้องคุย

กะ นศ.ต่างชาติ ฮา

อิอิ คณะเราก็อยู่ในป่าในดง (ระเบิด) นะ แต่ ตอน ปี 4 ป.ตรี เราก็นำเสนอด้วยภาษาอังกฤษนานแล้ว ส่วน ป.โท ของเรา เรียนเป็นภาษาอังกฤษหมดแล้ว 555 เพราะเด็กต่างชาติมาเรียนครบทุกสาขา เลยต้องใช้อังกฤษกันตามระเบียบ เด็กไทยเราไม่ได้ต้องการเล้ย...อิอิ กว่าจะเรียนจบ คงพัฒนากันได้บ้าง


เอิ้ก เอิ้ก


"ใจสั่งมา"

ภาษาเพื่อการสื่อสารครับ เทนทเวนตี้เท่ากับ หนึ่งพันยี่สิบ ที่ลูกชายที่กลับมาจากออสเตรเลียเล่าให้ฟังครับ

ระเบียบนี่ดีจริง ๆ เลยนะน้อง ๒ ใย

มีคนตามเยอะดี

อิอิอิ

ภาษาเป็นเรื่องของการสื่อสารจริง ๆ ครับ

หลาย ๆ ที่นักศึกษาอยู่ใน comfort zone จนรู้สึกเคยชินและปลอดภัย ไม่อยากเดินออกมาจาก comfort zone เมื่อถูกดันให้ออกมาก็เลยรู้สึกว่าเหมือนถูกคุกคามเสรีภาพ คุกคามความสบาย

เลี้ยงควายดีที่สุดแล้วครับ ไม่ต้องทำอะไรมาก เรียนหนังสือหนักเกินไป บริบทของการเรียนการสอนมันรู้สึกบีบคั้นเกินไป

 

ปวดตับจริง ๆ

 

อิอิอิ

 

เราเอง

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.95.139.100
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ