นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

Our Shangri-La
Ico64
Kittisakdi Choomalee

ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 16

อ่าน: 3571
ความเห็น: 14

ก้าวย่าง ทางเดิน หมายเลข ๓๔ : ท่าร่างไร้เงา ไร้กระบวนท่า

รู้จักกระบวนท่า สำรวจตนเอง ก่อนที่จะ พบเจ้าสำนัก ท่าร่าง ไร้เงา ไร้กระบวนท่า

*หากไม่เข้าใจตนเอง ก็ยากที่จะเข้าใจ องค์กร แห่งการเรียนรู้ (Learning Organization :- LO)

ผมหนีบๆ หนังสือ บันทึก (ไม่) ลับของคน ไร้กรอบ หิ้วหนังสือไป หิ้วหนังสือมา อยู่หลาย ต่อหลายรอบ  อ่านไป หลับไป ก็ไม่รู้กี่รอบ ก็ยังไม่มีอะไร อยู่ในหัวเลย ทั้งคาด ทั้งคั้น ทั้งดัน ทั้งดึง ทั้งคลึง ทั้งยุด ทั้งยื้อ ก็ไม่มีอะไร โผล่ออกมา วันนึง ประจวบกับ ได้อ่าน บันทึก "นัดพบ blogger" จาก เรื่องเล่าหน้างาน ของ พี่ เมตตา   ที่พูดถึง

"ทีมงานจึงมีแผนนัดพบ blogger ให้มาเจอกัน ครั้งที่ 1 ตอนนี้ยังอยู่ในช่วง ของการหาวัน ที่เหมาะ สำหรับหลายๆ คน คร่าวๆ ว่าไม่เป็นทางการ มาก นอกจากคุยกัน ... กินขนมเค๊ก สรรเพเหระ กระชับมิตร กำลังหาเวลาของท่าน วรภัทร์ ภู่เจริญ ... จอมยุทธไร้กระบวนท่า ...  มาคุยเรื่อง learning organization หากจังหวะ เหมาะเจาะ ... จะ jam 2 รายการไว้ในคราวเดียวกัน"

หลังจากที่หิ้ว หนังสือ อยู่หลายวัน คิด ไปคิดมา ก็วนกลับมาที่เดิมอีก แว่บเข้าไป อ่านบันทึก ของท่าน คนไร้กรอบ ใน gotoknow ก็แล้ว กลับมาอ่าน หนังสือ อีกหลายๆ รอบ ก็แล้ว ยังไม่ตกผลึก นอนก้นสักที วันนี้ ได้โอกาสดี ที่ ระหว่างนั่ง เฝ้าเด็ก ก็เลย ได้ขีดๆ เขียนๆ ออกมา ไหนๆ ก็จะได้พบ ตัวจริง เสียงจริงแล้ว ท่าจังหวะ ไม่ประจวบเหมาะ ผมก็ อาจพลาด รายการนี้ไป เอาล่ะ เรามาเตรียมพร้อม กันสักหน่อยดีกว่า

ผมอ่านทั้งหนังสือ และบันทึก เลือกหยิบเอา กระบวนท่า มาฝากท่านๆ ซัก ๕ กระบวนท่า ก็แล้วกันครับ

ผมเริ่มด้วย ท่าร่างพิศดาร กระบวนท่าที่หนึ่ง ก่อนครับ

หากไม่เข้าใจตนเอง ก็ยากที่จะเข้าใจ LO

http://gotoknow.org/blog/ariyachon/45125

สมัยก่อน การท้าทาย (Challenge) แบบก่อน เราก็บริหาร องค์กรแบบเน้น ความเป็นเลิศ ด้านการปฏิบัติงาน (Operation excellent) เช่นกวาดรางวัล ๕ ส รางวัล QCC ทำ ISO ฯลฯ
พนักงานแต่งตัว เหมือนกัน คิดเหมือนกัน อย่าถียง ประจบเจ้านาย ฯลฯ ลูกน้องทำเจ้านาย นิสัยเสีย กระเด็นไปอยู่ บนหอคอยงาช้าง เจออัตตา ติดสุข เข้าเต็มรัก ใช้ความเข้าใจว่า ตนเองฉลาด มองอะไรผ่านๆ ก็เข้าใจ นี่แหละ กับดัก  ที่บ่อนทำลาย องค์กร

เดี๋ยวนี้จึง เปลี่ยนจาก เน้นความเป็นเลิศ ด้านการ ปฏิบัติงาน มาเป็นเน้น ความเป็นเลิศ ของบุคคลากร (People excellent) แล้ว จึงเหมาะสมกับยุคนี้ ส่วนยุคต่อไป อาจจะกลับไป แบบเดิมก็ได้
นอกจากนี้ ผู้บริหาร ยังต้องเปลี่ยน พฤติกรรมจาก เน้นผล (Result oriented) มาเน้น การพัฒนา กระบวนการ (Process oriented) คิดและทำอีกด้วย จึงจะเป็นการบริหาร แบบยั่งยืน (Sustainable)

ศาสตร์ด้านการบริหารจัดการไม่เที่ยงนะครับ เพราะมนุษย์เราไม่เที่ยง กิเลสมันไม่เที่ยง พฤติกรรมมนุษย์ไม่เที่ยง ใครใช้ศาสตร์เดิมๆ ก็จะล้มเหลว หรือเปลี่ยนวิธีการบริหาร แบบเข้าใจเอาเอง ว่าเปลี่ยน แต่ลึกๆ ยังไม่ซึ้งกับมันเลย โดยเฉพาะเรื่อง LO ถ้าผู้บริหาร ไม่ลงมาคลุกฝุ่น มาผจญกรรม มาผ่านด่าน "ค้นพบความชั่ว ในตนเอง และกำจัดมัน"

นวัตกรรมจะเกิดไม่ได้ หากไม่มีบรรยากาศ ของ นวัตกรรม หรือวัฒนธรรมนวัตกรรม และความไม่เปิดหู และเปิดใจ ไม่ค้นพบ "ความชั่ว" ในตนอง เช่น ติดสุข บ้าอำนาจ มั่นใจเกินเหตุ นึกว่าเก่ง เอาเปรียบ ไม่เห็นคนเป็นคน ปากกับใจไม่ตรงกัน ตอบตนเองไม่ได้ ว่าเกิดมาทำไม ไม่รู้จักตนเอง ฯลฯ นี่แหละ ทำลาย ขวางกั้น นวัตกรรม และความสุขในองค์กร

 ในการบริหารทำนวตกรรม หรือทำ LO  หากลูกน้องพัฒนา “ใจ” ไปก่อนเจ้านาย  และก็มีแนวโน้มว่า จะเป็นอย่างนั้น สะด้วย   เพราะ ลูกน้องอัตตาน้อยกว่า  อายุน้อยกว่า (สัญญา อคติ ความคิดร้ายๆ  ฝังในใจน้อยกว่า) ลูกน้องกลุ่มที่ พัฒนาใจตนเองได้แล้ว  เขาค้นพบตนเองแล้ว  พบว่า เจ้านาย “เปลี่ยนแปลงยาก”  อยู่ด้วยก็เสียเวลา   ออกไปค้นหา  ออกไปสร้างอาณาจักรใหม่ดีกว่า   นี่แหละ  ความน่ากลัวในการทำ LO  คือ เจ้านาย  ทำ LO แล้ว ทุกคนต้องมีความสุข  สุข ตั้งแต่ เริ่มต้นทำเลยครับ    ทำ LO แล้ว 

คำตอบสุดท้าย คือ ทุกคน มีความสุข  ใครโชคดีก็จะสุขแบบถาวร   ใครโชคดีปานกลาง ก็จะมีกินมีใช้ สบายอก สบายใจ   องค์กรก้าวหน้า ชุมชนไม่รังเกียจ  ฯลฯ   ถ้าทำแล้ว  ทุกคน โดนเฉพาะ ลูกน้อง เครียด เบื่อ เกลียด ฯลฯ  แสดงว่า ผู้บริหารยังไม่ซึ้งใน LO  เป็นแค่ “นึกว่า” รู้  มีแต่ “ความอยาก” ได้ LO เท่านั้นเอง

กระบวนท่าที่ ๒

ทำ KM อย่าให้ คนในองค์กรรู้สึก องค์กรเอาเปรียบ
http://gotoknow.org/blog/ariyachon/44044

องค์กร ที่ บ้าเลือด จะ ทำ KM  เพราะ  โดน คำสั่ง หน่วยเหนือ ให้มี KPI ดัชนีวัดผล   ว่าต้องมี KM  แล้วเร่ง  สร้าง web  สร้าง Portfolio  บันทึกกันใหญ่  ฯลฯ อาจจะ ทำให้ คนในองค์กร รู้สึก องค์กร "รีด" ความรู้เขา

มันเป็นแค่ รวบรวม ผลไม้ดี ผลไม้เน่าๆ คละกันไป แล้วส่งให้กรรมการมาตรวจดู

กรรมการเองที่มาตรวจ KM น่ะ  ก็ไม่แน่น ไม่ซึ้ง  ไม่เคยทำ ฯลฯ  คงสนุกน่าดูครับ

ขอโทษทีครับ ทำ KM  ถ้าคิดแบบ result oriented (เน้นผลลัพธ์) เช่นนี้   เรียกว่า "หลงทาง"   ไม่รู้จัก KM  เลยแม้นแต่น้อย

อุปมา  เอาไฟลน  เขย่า ต้นไม้(พนักงาน)  ให้ ผลิตผลไม้ (ความรู้แฝง  tacit knowledge)

มันผิดธรรมชาติ   ผลพลอยได้   คือ ได้ต้นไม้ แกรน ตาย เหี่ยว  กระโดดออกนอกกระถางครับ

กระบวนท่า ที่ ๓

What if มีคนบอกว่า KM เป็น FAD  ผมจะเถียง เขาอย่างไรดี

http://gotoknow.org/blog/ariyachon/47526

 
What if = คำถาม   จะมีอะไรเกิดขึ้นถ้า .....
FAD = แฟชั่น  ทำแบบไฟลามทุ่ง

  • ไม่เข้าใจ ยังคิดว่า KM เป็นระบบ  ทั้งๆที่ มันเป็นtools เพื่อสร้าง culture / KM มันไม่ได้มา ทำลายระบบ (ISO TQM HA ฯลฯ)  แต่ เป็น กระสายยา  เป็น emulsifier เป็นแรงบันดาลใจ ฯลฯ /   "อันตรายมากๆ หากเอาคน คิดว่า KM เป็นระบบมาทำเรื่อง KM
  • เจอคนใจร้อน   ชอบเห็นผลงาน รวดเร็วในวาระ ที่ตนเป็นใหญ่  โดยไม่เข้าใจว่า KM เป็น การจัดการ กับผลไม้ แต่ LO เป็นการทำเกษตรกรรม เพื่อให้ได้ ผลไม้ต่างๆ / "อันตรายมากๆ   หากเอาคนที่ใจร้อน รอไม่เป็น  เร่ง บ่ม ขย่มต้น  จนต้นไม้โทรม  ไล่ต้นไม้ออก  ฯลฯ
  • เป็นนักคิด นักอ่าน วิจารณ์  กอด อกดูไม่ลงมือลองทำ   เอาความรู้ ในกะลาที่มีไปตัดสิน KM
  • คนทำ KM  พลาดเอง ที่ไม่เน้น กระบวนการ ไม่เน้นจิตใจ พูดง่ายๆ คือ ทำ KM เป็นตัวโชว์ ไปอวดนาย ไปให้กรรมการตรวจ เลย บ่ม เร่ง เขย่า ฯลฯ จนต้นไม้ต่างๆ เกลียด KM ไปในที่สุด

กระบวนท่าที่ ๔

พฤติกรรม คนในเว็ป ตามหลักสุนทรียสนทนา

http://gotoknow.org/blog/ariyachon/82826

คนไทยใช้เว็ป  จะแสดง กำพืดออกมามากมาย เช่น  สำนวนโหดๆ การเพ่งโทษ การยกตน ข่มท่าน  การคาดหวัง ให้คนมาชื่นชม  การเยินยอ  การแบ่งพรรคพวก ฯลฯ นี่ สะท้อน ลักษณะ ของการศึกษา ที่ เป็นแบบ Format  หรือ แบบ Industrial เป็นการศึกษาที่ไม่เข้าถึง แก่นของ ไตรสิกขา นั่นคือ ไม่เป็น  Natural       

อย่างไรก็ตาม  ผมได้ ข้อคิด ของผมเองดังนี้
 
โดยถ้าเราพิจารณา ตาม หลักการของ Dialogue  ที่มี  ๔ ระดับ  ของ การสนทนา เราจะพบว่า   

  • ระยะแรก : คนที่ เงียบ  เอาแต่ อ่านๆๆๆ  หรือ โพสต์ๆๆๆ  ไม่สนใจใคร  วันๆเอาห่วงว่า จะมีใครมาอ่านไหม  เอาตัวกู ของกู เป็นสำคัญ    หรือ วันๆ จิตใจจดจ่อ วันนี้ จะโพสตื จะเขียนอะไรดี   เห็น เว็ป  เป็น ยาที่ขาดไม่ได้    ฯลฯ   ตัวใคร ตัวมัน   ต่างคนต่างโพสต์   เอาผลงาน โพสต์ไปเป็นดัชนี วัดผลงาน
  • ระยะสอง : คนพวกนี้ จะ เชียร์ จะโต้แย้ง แต่ ก็จะใช้ ระดับของจิต ที่เกิดแรง  ระดับ เบต้า     รัก ชอบ ชัดเจน แบ่งกลุ่ม ผลที่ตามมา  คือ บ้างได้เพื่อน บ้างได้ศัตรูในเว็ปนี่เอง บ้างได้อกุศล  บ้างได้กุศล หลายคน “งอน” ไม่กลับมาที่เว็ปอีกเลย  หลายคนประกาศ กร้าว “ฉันไม่คบกับแก”  “แกอย่ามาโพสต์ อีกนะ”    คนใน สองระดับนี้  ยังไม่พัฒนาตามแนว สุนทรียสนทนา  (Dialogue)   เลยครับ
  • ระยะสาม : เป็นระยะ ที่เหนือ การสนทนาทั่วไป  เข้าสู่  สุนทรียสนทนา คือ เริ่ม รับฟังทางลึก (deep listening) เริ่มเคารพ ตัวตนของคนอื่น เคารพ ในความคิดของคน   มองคน ในแง่ปัจเจกชน เริ่มย้อนดู ตนเอง  เริ่ม “เฉลียว”ใจ  เช่น  “ เอ๊ะ หรือ ที่เขาบอกเล่า จะมีมูล”  เริ่มมีคำถามในใจ เริ่มกลับไปทำงาน แต่ คำถามก็ตามไปให้ย่อย ให้ขบ เริ่มมองคน ที่คิดต่าง ว่าเป็นคนที่มีพระคุณ เริ่มอยาก ลองทำ เริ่มอยากแปลง ข้อมูล เป็นปฏิบัติ   

การจะเข้ามาสู่ ระรยะสามนี้  คงต้องผ่าน การฝึก   เพราะ เป็น ทักษะ สำคัญของ LO & Km

การรู้เท่าทัน  “เสียงภายใน (Inner voice) / เสียงแห่งการ พิพากษา (Voice of judgement) / ความคิด ที่เป็นสังขาร การปรุ่งแต่ง วิตก (คิดฟุ้งซ่าน ไปใน อนาคต) วิจารณ์ (เพ่.งโทษ  เทียบกับ กติกาของตน  หาข้อผิดคนอื่น) ” นี่แหละ คือ  การมีสติ  รู้เท่าทัน จิต และ ความคิด     

การสนทนาในระดับ สุนทรียสนทนา   จัดเป็น การปฏิบัติธรรม ในแนว มหาสติปัฏฐานสี่  เพราะ เราต้อง ดูจิต ขณะสนทนา    ดูตัวเราเองบ่อย ๆ  (โอปนยิโก) ใช้ โยนิโสมนสิการให้มากๆ

คนเป็น Web master เอง  ก็ต้อง มีทักษะในระดับสาม นี้เป็น อย่างน้อย  จึงจะ รักษาบรรยากาศ การเรียนรู้ ในเว็ปได้     

  • ระยะสี่ : สนทนากันแบบ Flow ไหลลื่น  “ขัดแย้งแต่ไม่ขัดใจ” นี่แหละ เป็น เกลียวความรู้ แม้คนที่ดูจะไร้สาระ ก็อาจจะกลายเป็นคนที่ สะกิดต่อม ความรู้ออกมาได้   บรรยากาศแบบ Team learning ดีมาก   Mental model น้อยมาก  คิดต่างกันแต่ก็รักกัน เป้าหมายเดียวกัน  Share vision ร่วมกัน   คิดเพื่อการ รักษ์โลก รักเพื่อนมนุษย์   (System thinking) ฯลฯ

สุดท้ายนี้ เราลองมาพิจารณาตัวเราเอง (Hansei ตัวของเราเอง) สำรวจตัวเราเองว่า  ทักษะ ในการสนทนา ของเรา อยู่ใน ระดับไหน และ จงให้ อภัย คนที่เขา ยังอยู่ในระดับ 1 และ 2

กระบวนท่าที่ ๕

คุณเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ประโยชน์ของการใช้ Blog หรือเปล่า

http://gotoknow.org/blog/ariyachon/67170

อย่าไปนึกว่า การใช้ Blog "เป็นแค่"

  • สร้างผลงานทางวิชาการ  เพราะ คนตรวจประเมิน KPI บอกว่า จะนับ จำนวน ความรู้ ที่โพสต์
  • ให้ใครๆรู้ว่าเราทันสมัยใช้ blog เป็น
  • จดบันทึก  เป็น Diary ระบาย  บ่นๆ  กันลืม
  • รู้สึกว่า มี คนแบบเดียวกับเรา อยู่ในโลกนี้

 แต่ "ยังมี" พลังของการ เล่าเรื่อง (Story telling) และ ผลพลอยได้จากการใช้ blog ที่สำคัญ  คือ  อยู่ที่

  • ก่อให้เกิด Connection or Network capital ทุนทางสังคม  และ  
  • ก่อให้เกิด Collaboration capital ทุนทางใจ

ซึ่งจะนำไป สู่ Intellectual capital ทุนทางปัญญา ได้ในที่สุด

อึมมถือว่า เป็นการเตรียมพร้อม สำหรับ การพบ ตัวจริง เสียงจริงครับ รู้กระบวนท่า ท่าร่างไร้เงา สำรวจตัวเองก่อน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ อย่างอื่นครับ นอกจากการ เรียนรู้ เตรียมพร้อม เปิดรับ ความเห็นต่าง ที่สำคัญ เรียนรู้ตนเอง

คิก คิก คิก
เราเอง 8-)

* วรภัทร์ ภู่เจริญ
ปล. กำลังอยู่ ในช่วง หมดมุข ไม่มีไรในหัว บวกกับ  ความขี้เกียจ เข้าสิง เลยออกมาเป็นเช่นนี้ครับ
ปลล. นึกเพลงไม่ออก น้องๆ อยากได้เพลงนี้ เอาเป็นว่า จัดให้ละกัน ตามใจ
หน้าบันทึกได้เพิ่มขึ้นอีก หนึ่งหน้า ๑๘๕๘
Savage Garden - Truly Madly Deeply

เนื้อร้อง จากนี้ครับ


Verse 1

I'll be your dream
I'll be your wish
I'll be your fantasy.
I'll be your hope
I'll be your love
Be everything that you need.
I love you more with every breath
Truly madly deeply do..
I will be strong I will be faithful
'Cos I'm counting on a new beginning.
A reason for living.
A deeper meaning.
Chorus

I want to stand with you on a mountain.
I want to bathe with you in the sea.
I want to lay like this forever.
Until the sky falls down on me...
Verse 2

And when the stars are shining brightly
In the velvet sky,
I'll make a wish
Send it to heaven
Then make you want to cry..
The tears of joy
For all the pleasure and the certainty.
That we're surrounded
By the comfort and protection of..
The highest power.
In lonely hours.
The tears devour you..
I want to stand with you on a mountain,
I want to bathe with you in the sea.
I want to lay like this forever,
Until the sky falls down on me...
Bridge

Oh can't you see it baby?
You don't have to close your eyes
'Cos it's standing right before you.
All that you need will surely come...

I'll be your dream
I'll be your wish
I'll be your fantasy.
I'll be your hope
I'll be your love
Be everything that you need.
I'll love you more with every breath
Truly madly deeply do...
Chorus

 

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 23 กุมภาพันธ์ 2551 01:36 แก้ไข: 23 กุมภาพันธ์ 2551 01:55 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 ล.ลิงไต่หลังแกะ.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

เกลอเหอ ขอบใจจ้าน ที่เอามาฝากเตือนสติกันอีกรอบ
หลายๆ วันมานี้ ก็นั่งอ่านๆ บันทึกของอาจารย์วรภัทร์ อยู่เหมือนกันครับ
ร่ำๆ จะเขียนถึงอยู่ ;-)

หรอย ครับ หรอย

คัดสรรกระบวนท่าได้เยี่ยมจริงๆ ผมก็อ่านมาหลายตลบ ยังไม่จบเล่มเลย คงจบภายในสัปดาห์นี้

อ่านแล้ว สกิดต่อมความหลง ให้กลับมาคิดทบทวนใหม่ ว่าผมกำลังเดินทางผิดหรือไม่เหมือนกันครับ

Ico48
mandala (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
23 กุมภาพันธ์ 2551 11:00
#21794

น่าสนใจมาก เคยอ่านบันทึกของอาจารย์วรภัทร์แบบผ่านๆ แต่ไม่ลึกซื้ง

วันนี้ได้มาอ่านอย่างจริงจัง ทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้นจริงๆ  โดยเฉพาะกระบวนท่าที่ 4  เป็นข้อคิดที่ดีให้เรากลับไปพิจารณาตัวเองว่าขณะนี้เราอยู่ระยะไหนแล้ว

และยังชอบใจ กระบวนท่าที่ 5 มากถึงมากที่สุดเช่นกัน "Collaboration capital ทุนทางใจ"

มัน'หลาเอง :)

ยอดเยี่ยมยิ่งนัก...ข้าน้อยไม่มีเวลาอ่าน เด๋วปริ้นมาอ่านต่อ...

Ico48
Kon1Kon (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
23 กุมภาพันธ์ 2551 21:30
#21841

เอ..ดูๆ ไปวงแชร์ของเรานี่ก็สนทนากันแบบไหลลื่นดีนะคะ..(ระยะสี่) อีกทั้งยังสร้าง network capital และ collaboration capital ด้วย..

ยังบอกกับคนใกล้ชิดว่า ได้อะไรหลายอย่างจากการแลกเปลี่ยนในวงแชร์ ที่สามารถเป็นไอเดียให้เราไปพัฒนากระบวนการทำงานได้ด้วย..

KM ไม่ได้เป็นอะไรใหม่ นอกจากการทำให้คนเปิดใจ เรียนรู้ แบ่งปัน สรรค์สร้าง และพัฒนา อย่างต่อเนื่องจริงๆ ค่ะ..

อ่านไปก็คิดไปครับ

.

.

. 

อ่านจบคงต้องเคาะกะโหลกดังๆ ซักทีสองที

ตามอ่านงานของ อ.วรภัทร์ มาตั้งแต่ปี 2530 แล้ว อ่านแล้ว งง งง เข้าใจแว้บ....แว้บ....กลับมา งง ใหม่ได้ตลอดเวลา....

เหมือนธรรมะ....เรียนรู้ไปจนตายก็หา...solution ไม่ได้...อิ..อิ...

ได้พบตัวเป็นๆ หลายครั้ง...งง....หนักเข้าไปอีก...ดีที่สุดของการสื่อสารระหว่างเราคือ...ยิ้ม...ยิ้ม....ส่งตาหวานๆ...งานหนึ่งไปเจอที่วัดที่ขอนแก่นตอน 5 ทุ่ม ...ท่านคงจะเห็นดิฉันสับสนในชีวิต...ชวนกันไปนั่งข้างหลุมศพพิจารณาความจริง...20 นาที แล้วถามว่าสังเกตอะไรได้บ้างหรือไม่  ....

"ไม่ได้ค่ะ...รู้แต่ว่ากลัวอย่างเดียว" 

ฉันพาแกมานั่งตั้งนานเนี่ย! รู้ว่ากลัวอย่างเดียวนะหรือ!

ค่ะ.."สงสัยดิฉันจะโง่ถาวร"...
ท่านย้อนศรทันที...."รู้ตัวว่าโง่ก็ยังดียังพัฒนาได้...."

Ico48
Pisan (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
25 กุมภาพันธ์ 2551 15:09
#22083

ในโลกนี้จะมีอะไรดีเท่ากับการรู้จักสำรวจตัวเอง

ไม่ใช่ ตัวเองหรือคะ ที่สำรวจยากที่สุด เพราะเรามักจะเข้าข้างตัวเอง แบบไม่รู้ตัว เลยคะ

ลึกซึ้งยิ่งนักครับ อย่างกระบวนท่าที่ ๔ พฤติกรรม คนในเว็ป ตามหลักสุนทรียสนทนา

 สุนทรียสนทนา   จัดเป็น การปฏิบัติธรรม ในแนว มหาสติปัฏฐานสี่  เพราะ เราต้อง ดูจิต ขณะสนทนา    ดูตัวเราเองบ่อย ๆ  (โอปนยิโก) ใช้ โยนิโสมนสิการให้มากๆ  

ขอบคุณครับทุกๆ ท่าน

อึมมมม ครับ ระหว่างนั่งเฝ้าเด็ก ความคิดวูบวาบ ไปตามเด็ก หยิบๆ มาได้ ๕ กระบวนท่า อยากจะเพิ่มอีกสัก ๒ กระบวนท่า ให้เป็น ท่าร่าง ไม้ตาย ๗ ดาวเหนือ เห็นว่า ยาวไป ตามไปเพิ่มเติม ได้ ครับ บางเรื่อง ในหนังสือ มีมากกว่า ในบันทึกครับ ที่ gotoknow ครับ

  •  “ขัดแย้งแต่ไม่ขัดใจ” นี่แหละ เป็น เกลียวความรู้ แม้คนที่ดู จะไร้สาระ ก็อาจจะกลาย เป็นคนที่ สะกิดต่อม ความรู้ออกมาได้  Share vision ร่วมกัน   คิดเพื่อการ รักษ์โลก รักเพื่อนมนุษย์   (System thinking)
  • "KM ไม่ได้เป็นอะไรใหม่ นอกจาก การทำให้คนเปิดใจ เรียนรู้ แบ่งปัน สรรค์สร้าง และพัฒนา อย่างต่อเนื่อง จริงๆ ค่ะ"

ทำไปโดยที่ ไม่ต้องจำกัดกรอบ ว่า อย่างโน้น อย่างนี้ เมื่อถึงเวลาหนึ่ง เราก็จะรู้ว่า มุมไหน ที่เราจะไปนั่ง จิบน้ำชา อย่างสบายใจ เราจะจ่ายค่า น้ำชา ค่า ที่นั่ง อย่างไรบ้าง

  • รู้ และยอมรับ ว่า ตัวเองโง่ และตั้งใจ สักวันนึง การไปนั่ง นิ่งๆ หน้าหลุมศพ สังขารไม่เที่ยง นี่คือสิ่งที่เคยเป็น สิ่งนั้น สิ่งนี้ นี่คือ นางสาวจักวาล
โอ้ววววววววว ผมเผ่นก่อนใครคนอื่นครับ
  • ไม่ใช่ ตัวเองหรือคะ ที่สำรวจยากที่สุด เพราะเรามัก จะเข้าข้าง ตัวเอง แบบไม่รู้ตัว เลยคะ

ครับ อัตตา เป็นตัวขัดขวาง ตััวกวน ทำให้เรื่องง่าย กลายเป็นเรื่องยาก

สำรวจและเข้าใจ ธรรมชาติของ ใจ

ได้มาอ่านบันทึก ตัวเอง ซะที หยอดทิ้ง ไว้นานแล้ว รมณ์ ไม่มี มีแต่ลม วันนี้ รมณ์ ก็ไม่มี มีแต่ลม แต่เอ ลมไรนะ
คิก คิก คิก
เราเอง 8-)

 

ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามา  ชอบในเรื่องราวที่ว่า 

"การจัดการความรู้"  ไม่ใช่ระบบ  แต่เป็นเครื่องมือสำหรับสร้างวัฒนธรรม

 วัฒนธรรม  ไม่ใช่สิ่งที่มีมาตามธรรมชาติ  มันต้องอาศัยการ "ปลูก"  ซึ่งบ่อยครั้งที่ปลูกไม่ได้อย่างใจแม้ว่าจะ "ควบคุม"   "แต่งเติม" รดน้ำพรวนดินทุกสิ่งอย่างแล้ว  ก็ใช่ว่าจะได้ "วัฒนธรรม"  ที่ตั้งใจหวัง

แล้ว เครื่องมือ  ที่จะสร้างวัฒนธรรมนั้น

ตั้งใจจะสร้างวัฒนธรรมเฉพาะอย่างหรือเปล่า 

ถ้ามีใครสักคนใช้เครื่องมือนั้นผิดที่ผิดทางไปบ้าง  แต่สร้างสุนทรีย ในแบบของเขา  เจ้าของเครื่องมือนั้นจะยินดีไหม

 หรือต้องดูก่อนว่าผลลัพธ์จากการใช้นั้นมันเป็นอย่างไร

 ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่า

พระพุทธเจ้าจะต่อว่า  ผู้ที่ทำคอร์สอบรมจริยธรรม สร้างคนดีใน 7 วัน หรือไม่ ที่ใช้ธรรมะของพระองค์

 ด้วยจิตคาระวะ

ปลาทูนึ่ง

 

ผ่านไปนานหลายปี

.

.

กลับมาอ่านบันทึกนี้อีกทีครับ

เขียนได้ดีจริงๆ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.227.247.17
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ