นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

Kon1Kon
Ico64
เสาวลักษณ์ รุ่งตะวันเรืองศรี
อาจารย์ระดับ 7
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ความเคลื่อนไหวล่าสุด
  • ไม่มี
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 2

อ่าน: 6517
ความเห็น: 42

เมื่อ นศ. เขียนบทอภิปรายผลไม่ออก [C]

การสร้างกระบวนการ เพื่อช่วยให้ นศ. เขียนบทอภิปรายผล ได้

 

                  เทอมนี้ มีซี่คนนึง ซึ่งแพลนงานกันไว้ว่าต้องสอบตั้งแต่เดือนพฤศจิกาปีที่แล้ว..เพราะว่าเค้า run กระบวนการวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว เหลือแค่เขียนเท่านั้น  ปรากฏว่า เหตุการณ์กลับพลิกล็อค ซี่คนนี้ที่เรามั่นใจมาตลอดเพราะเห็นฝีมือการเขียนของเธอมาตั้งแต่ต้น ว่าจะสามารถเขียนได้อย่างรวดเร็ว  ปรากฏว่า เธอเขียนไม่ออกค่ะ...เธอเขียนรายงานวิจัยที่เธอทำด้วยตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบไม่ออก ทั้งบทผลการศึกษา และบทอภิปรายผล  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทอภิปรายผลการวิจัย ใช้เวลามาตั้งแต่เดือนธันวาเต็มๆ เดือนแล้ว จนนี่เกือบครึ่งเดือน มกรา..เธอก็ยังไม่ส่งบทอภิปรายผลมาให้อ่านซะที..

                        ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา ก็นิ่งนอนใจไม่ได้แล้วสิ..เอ..จะเอายังไงดีนะ..????

                        นึกคิดหากลเม็ดเด็ดพราย.. พร้อมนำจุดอ่อนจุดแข็งของ นศ. มาวิเคราะห์ในใจ.. เนื่องจากซี่คนนี้ เราเคยใช้วิธีเซต dateline แล้ว แต่กลับทำให้เธอเครียด เธอเขียนไม่ออก เมื่อถึงวันนัดพบวันอังคาร เธอก็ไม่มาเข้ากลุ่ม วันพฤหัสนัดติวเพิ่มทักษะ เธอก็ไม่มาเข้ากลุ่ม หายหน้าหายตาไป บอกว่าต้องกลับบ้านมั่ง ไม่สบายมั่ง อะไรมั่ง..อาจารย์ก็เริ่มคิดละสิว่า ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ.. อาการแบบเนี๊ยะ

                        วันนึงก็เลยเรียกมานั่งเปิดใจคุยกัน..หลายเรื่อง กดดันหรือเปล่า เห็นน้องที่ทำคู่มาด้วยกันจบไปก่อนน่ะ?  หรือว่าปัญหาคืออะไร ทำไมหลบหน้าหลบตา.. เธอบอกว่าเครียดที่เขียนไม่ออก แล้วไม่กล้ามาเข้ากลุ่ม เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความคืบหน้า  Kon1Kon ก็เลยขอร้องว่า ถึงไม่มีความคืบหน้า ก็ให้มาเข้ากลุ่มได้มั้ย เพราะน้องๆ ในกลุ่มทุกคนก็เป็นห่วงเป็นใย ไม่มีใครแข่งขันกันทีว่าเธอทำได้มากกว่าชั้นแค่ไหนแล้ว  อาจารย์บังคับถึงขนาดว่า ให้กลับไปสมัคร msn ไว้ให้น้องๆ ชวนคุยได้  ที่บอกกับ นศ. แบบนี้ เพราะไม่อยากให้เธอหายไปเครียดอยู่คนเดียว เก็บเนื้อเก็บตัว ไม่คบใคร มันจะยิ่งไปกันใหญ่ โชคดีที่เธอก็เข้าใจ และน้องๆ ก็แสดงความรักห่วงใยจริงๆ  ก็เลยทำให้เธอกลับมาเข้ากลุ่มเหมือนเดิม

                        แต่บทอภิปรายผล ก็ยังเขียนไม่ออกอยู่ดี วันอังคารที่ผ่านมา เธอไม่มาเข้ากลุ่มอีกแล้ว (ก็หมายความว่า ไม่มีงานส่ง) Kon1Kon รู้สึกเป็นห่วงจริงๆ ก็เลยชวนน้องๆ ซี่คนอื่นๆ ที่มาร่วมกลุ่ม ให้ช่วยกันระดมความคิดว่า “ถ้าเป็นตัวเราเอง เจอปัญหาแบบนี้ เราอยากจะให้อาจารย์และเพื่อนๆ ช่วยยังไง”  (ทั้งนี้เพื่อเป็นการเรียนรู้สองทาง  น้องๆ ซี่คนอื่นจะได้รู้จักคิดหาทางป้องกันปัญหาของตัวเองด้วย ขณะเดียวกันก็ได้ “ให้” กับคนอื่นด้วย คือ ช่วยคิดเพื่อแก้ปัญหาให้เพื่อนด้วย)  ทุกคนก็ช่วยกันเสนอความคิดหลากหลาย  เราก็มานั่งชั่งน้ำหนักกันว่าวิธีนี้ดีหรือไม่ดี มีข้อดีข้อเสียยังไง.. ดูเหมือนแต่ละวิธีจะไม่ค่อยใช้ได้เท่าไหร่ เพราะอาจารย์เคยใช้มาแล้วทั้งนั้น แต่มันไม่ work

                        ทันใดนั้น อาจารย์ก็คิดวิธีขึ้นมาได้ระหว่างที่กำลัง discuss กันอยู่  วิธีที่ว่านี้ก็คือ จัดเวทีดึง tacit knowledge ในตัวของ นศ. คนนั้นออกมาดีกว่า โดยให้น้องๆ เป็นตัวช่วยสะท้อนคำถามต่างๆ ให้ ว่าแล้วก็เตี๊ยมกันอย่างดิบดี ว่าหน้าที่ของน้องๆ คืออะไร โดยวิธีของเราคือจะไม่ใช่บอกคำตอบกัน แต่จะเป็นการช่วยกันตั้งคำถามเพื่อให้คิด แล้วให้เจ้าตัวตอบออกมาด้วยความรู้ของตัวเอง

                        แล้วบ่ายวันนี้ เราก็มานั่งจับเข่าทำกระบวนการดังกล่าวกัน..ผลเหรอคะ.....เกินคาดค่ะ..เราเริ่มจากการคุยกันว่า ทำไมต้องอภิปรายผลการศึกษา แค่รายงานผลเฉยๆ ไม่พอหรือ  ในการอภิปรายผลควรจะอภิปรายอย่างไร จะ discuss อะไรบ้าง.. จากนั้น เราก็เริ่มให้ซี่คนนั้น เล่างานของเค้าให้ซี่คนอื่นๆ ฟัง..เล่าแบบเป็นกันเองเนี่ยแหละ พอเริ่มเล่า เพื่อนซี่ก็เริ่มมีคำถามต่างๆ “ทำไมต้องเลือกทีมวิจัยแบบนี้ ใครช่วยคิดเหรอ เชื่อถือได้ยังไง”  “ทำไมกระบวนการของพี่ ถึงมีขั้นตอนนี้พิเศษออกมาจากขั้นตอนอื่น พี่รู้ได้ยังไงว่าควรมีขั้นตอนนี้?”  “พี่รู้ได้ไง ว่าเค้าไม่ bias  “ชาวบ้านเค้าเรียนรู้เรื่องการทำหลักสูตรได้ยังไง ในเมื่อเค้าไม่เคยทำมาก่อนเลย” “พี่มีวิธีการในการไปถอดความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านยังไง แล้วรู้ได้ไงว่าพี่ไม่ถอดผิด” ฯลฯ  เจ้าตัวก็สามารถตอบทุกคำถามได้อย่างดีและมีเหตุผลทางวิชาการ แถมยังสะท้อนให้เห็นการทำงานที่มีระบบและความตั้งใจทำงานของทีมวิจัยทั้งทีมด้วย.. การพูดคุยลื่นไหลดีมาก เจ้าตัวเล่าเรื่องงานของตัวเองได้อย่างมีชีวิตชีวา (ก็มันเป็นสิ่งที่เค้าทำด้วยตัวเองทั้งนั้น) โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยควบคุมประเด็นให้อยู่กะร่องกะรอย และคอยหยอดคำถามอื่นๆ เสริมตลอดเวลา หรือไม่ก็ “เนี่ยเลยๆ  ควรจะอธิบายไว้ด้วยสิ” “ใช่เลยๆ ใส่ไว้ในอภิปรายด้วยล่ะ” จนสุดท้ายน้องๆ เสนอให้เอา mp3 อัดเสียงของ นศ. ที่ตอบคำถามพวกเราเอาไว้เอง เพื่อจะได้เอาไปถ่ายทอดเป็นบทอภิปรายผลต่อไป

                        พอจบกระบวนการ..ผลดีเกินคาดก็คือ น้องๆ ซึ่งยังดำเนินการไม่ถึงขั้นนี้ ได้เรียนรู้ขั้นตอนการวิจัยที่ตัวเองจะต้องเผชิญ และรู้ว่าจะต้องระมัดระวังหรือวางแผนงานเพื่อการวิเคราะห์และอภิปรายผลของตัวเองอย่างไร  ดูสีหน้าและแววตาของน้องๆ ที่ตั้งใจจะมา “ช่วย” พี่  แต่ตัวเองกลับได้รับประโยชน์อย่างคาดไม่ถึง  ที่สำคัญ น้องๆ ทึ่งและอึ้งกับงานที่พี่เค้าทำอย่างละเอียด รอบคอบ คิดและวางแผน เป็นอย่างดีกับทุกขั้นตอน จนทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ป้าบุษ เก่งจริงๆ  ทำได้ไง”

                         ที่เหลือตอนนี้ก็คือ ต้องคอยช่วยลุ้นป้าบุษให้เขียนให้สำเร็จซะที เพราะมีเงื่อนไขกับอาจารย์ว่า ถ้ายังเขียนไม่ได้อีก อาจารย์จะไปยกทีวีออกจากห้องพักป้าบุษแล้ว เพราะมันกวนไม่ให้มีสมาธินี่นา (อันนี้เป็นผลพวงจากการไปเยี่ยมเยียน นศ. ถึงห้องพัก ทำให้รู้จักสภาพความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของเค้า ทำให้ identify ปัญหาส่วนหนึ่งได้)

                          แถมวันนี้ก็เลยได้สอนเรื่อง KM ให้ นศ. ไปด้วย ว่ากระบวนการที่เราคุยกับป้าบุษในวันนี้ ก็คือการถอดบทเรียน ประสบการณ์ และความรู้ฝังลึกที่มีอยู่มากมายของป้าบุษ  ความรู้ฝังลึกนี่แหละ ที่มันจะช่วยให้การดำเนินการวิจัยในลักษณะเดียวกันนี้ในคราวต่อไป มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ มากขึ้น..

                          นศ. ก็สนุก อาจารย์ก็มีความสุข..หวังว่า ป้าบุษก็จะมีความสุขกับการเขียนบทอภิปรายผลออกในที่สุดซะที..นะจ๊ะคนดี..

หมวดหมู่บันทึก: การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 11 มกราคม 2551 00:18 แก้ไข: 18 กุมภาพันธ์ 2551 09:44 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ได้อานิสงค์แผ่ขยายท่วมท้นจริงๆนะคะ มาชื่นชมกระบวนการและอ.Kon1Kon ที่เอามาบอกเล่าสู่กันฟังค่ะ มีประโยชน์รอบด้านจริงๆ เห็นตัวอย่างของผลดีที่เกิดจากการทำ AI (Appreciate Inquiry) จากกลุ่มนักศึกษาของอ.Kon1Kon ชัดเจนมากๆเลยค่ะ นักวิชาการแวดวง KM คงจะหูผึ่งตาโตกับกรณีศึกษานี้เป็นอย่างยิ่งเลยนะคะ
  • ขอบคุณคุณ โอ๋-อโณ ค่ะ ที่แวะมาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจได้มากมายตามเคย..
  • เพิ่งรู้เหมือนกันนะคะว่า ไอ้กระบวนการที่ทำอยู่นี่เค้าเรียกว่า Appreciate Inquiry ได้ความรู้เพิ่มเติมอีกแล้ว..
  • ขอบคุณมากๆ ค่ะ

ปัญหามีไว้แก้ไขค่ะ ถ้าเรากล้าเผชิญหน้ากับมัน เราก็จะสามารถฝ่าฟันปัญหาเหล่านั้นไปได้

ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ยอมแพ้ค่ะ

ว่าจะเลิกเป็นยาม หันมาตั้งใจเขียน proposal ส่งเซอร์ดีกว่า

 

  • น้องยามฯ ยังเฝ้าอยู่อีกรึนี่???..ออนเวลาเดียวกันเยย
  • เอาน่า เฝ้าไปเขียนไปก็ละกันนะจ๊ะ..

คงเลิกจริงๆแล้วค่ะ

อยากคุยกะพี่ปุ๊กนะเนี่ย

พี่ไปรอที่เอ็มเอามั้ย???

แฮ่ะ แฮ่ะ..ตามมาบอกว่าตกไปนิ้ดค่ะ อ.Kon1Kon
ต้องมี "ถีบ"ด้วยค่ะ คือ Appreciative Inquiry ค่ะ รู้สึกว่าอ.
Kon1Kon ได้ใช้กระบวนการจัดการความรู้หลากหลายแบบในการเรียนการสอนจนเนียนในงานไปแล้วค่ะ ว่าจะตามไปช่วยวิเคราะห์ให้ในบันทึกน่าอ่านทั้งหลายของอาจารย์ที่เคยอ่านผ่านแล้วสะดุด รอแป๊...บ....นะคะ รอภารกิจติดพันเสร็จสิ้นน่ะค่ะ อิ..อิ..เขียนเล่าไปเรื่อยๆนะคะ พี่โอ๋จะได้มีวัตถุดิบเย้อะ... เยอะ

ขอบคุณคุณโอ๋-อโณ ค่ะ..กรุณาตามมาเพิ่มเติมให้ครบถ้วนกระบวนคำ..คำชมของคุณโอ๋มิอาจน้อมรับ .. ด้วยยังรู้สึกว่าเป็นแค่อะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำเท่านั้นค่ะ..ยังมีอะไรให้เรียนรู้อยู่อีกมากมายเหลือเกินค่ะ..

ขอบคุณที่แวะมาอีกครั้งค่ะ..

  • แม้อ่านสิ่งที่อาจารย์เล่ามาแต่ละเรื่อง เจ้งๆๆทั้งนั้นเลย พี่และทุกคนที่ได้อ่าน รู้สึกอ่านไปแล้วก็ขอบคุณไปพร้อมกันคะจากใจจริง
ขอบพระคุณพี่ อาภรณ์ อุ่นธวัชนัดดา อย่างสูงค่ะ ที่กรุณาตามมาอ่านหลายๆ เรื่อง หลายๆ ราว ของ Kon1Kon น้อมรับคำแห่งกำลังใจไว้ นำไปสร้างสรรค์สิ่งดีงามต่างๆ เท่าที่จะทำได้ต่อไปค่ะ..^_^

อ่านเรื่องนี้ทำให้นึกถึงประสบการณ์ของตัวเองค่ะ เป็นเด็กแสบมาก หนีหน้าอาจารย์ ไม่ตอบเมล์ เพราะไม่รู้จะเข้าไปหาทำไม เกเร ไม่ค่อยมีอะไรคืบหน้าไปคุยกับอาจารย์ อาจารย์แกเลยฝากนักเรียนด๊อกเตอร์ที่เป็นคนไทยมาบอกถึงห้องพักว่า ให้เข้าไปหาแกบ้าง ....

ยังค่ะ ยังไม่สำนึก ยังไม่ไป

ไม่ใช่หยิ่งหรอกค่ะ แต่ไม่ได้ไปหาแกเพราะกลัวว่าจะคุยกันไม่รู้เรื่อง...

วันหนึ่ง (นานมาแล้ว) ระหว่างที่เดินเล่นหาของกินอยู่นั่น....เจอค่ะ เจออาจารย์เข้าแบบจังๆ หนีไม่ได้..ซวยอย่างแรง!!!

อาจารย์เดินยิ้มเข้ามาอย่างหล่อ..แล้วถามว่าเราสบายดีมั้ย...สั่นค่ะตอนนั้น...ไม่รู้จะตอบยังไง..ก็

สบายดีค่ะอาจารย์

แล้ว งานขายกระเป๋าช่วยลดโลกร้อนของสมาคมนักเรียนไทยดีมั้ย 

(นั่น...มีรู้ข่าววงในด้วย...น่ากัวจริง)

ก็ดีค่ะอาจารย์...” (ยิ้มแบบ...รู้ตัวว่าผิด) ...

อืมม์ ดีแล้วหล่ะ ตอนนี้โลกร้อน ช่วยกันลดใช้ถุงพลาสติกหน่ะดี

(ถ้าไม่เจออาจารย์ หนูว่าใจหนูจะร้อนน้อยกว่านี้ค่ะ)

แล้ว มากินที่นี้บ่อยเหรอ? ('จารย์จะถามเรื่องงานมั้ยนะ???)

... ค่ะ อาจารย์ ...(แต่จะไม่บ่อยแล้วถ้าอาจารย์มาแถวนี้บ่อยๆ...อันนี้คิดในใจค่ะ) 

อืมม์ดี.... มาทุกวันสิ ผมก็มากินทุกวัน เราจะได้รู้จักกันมากขึ้น ถ้าวันไหนเจอผม ให้เรียกนะ ผมสัญญาว่าจะจ่ายให้ทุกครั้ง (ใครจะกล้าเรียกหล่ะ..)

ผมอ่่านงานคุณแล้วนะ.. .. (ว่าแล้วเชียว!! ชักแม่น้ำทั้งห้า สุดท้ายต้องพูดเรื่องนี้)

ผมว่ามันเป็นงานที่ใช้ได้ เพียงแต่คุณอาจจะยังขาดประสบการณ์ในการเขียนภาษาอังกฤษ ผมว่าถ้าเราได้คุยกันบ่อยๆ ผมน่าจะช่วยแก้ภาษาให้คุณได้ คุณรู้มั้ย ผมอ่านงานของคุณรู้เรื่อง ผิดกับนักศึกษาบางคนที่ดูเหมือนภาษาอังกฤษดี แต่อ่านไปสามหน้า ผมยังจับประเด็นไม่ได้....อ่ะ นี่งานคุณ..ผมมีคำแนะนำไว้้บ้างแล้ว ถ้าคุณสบายใจจะเจอผมที่แบบนี้ ผมจะมานั่งทุกบ่ายวันพุธ-พฤหัส ครับ

หัวใจพองโต !!!  ยิ้มแก้มปริ !!! กลับมารีบนั่งปั่นงานถึงเช้าเลย ... พลังงานไม่รู้มาจากไหน และรับรู้ตั้งแต่วันนั้นว่า ตัวเองเป็นคน "บ้ายอ"

.... มาทราบทีหลังค่ะว่า พี่ๆ เค้าช่วยบอกอาจารย์ให้มาเจอลูกศิษย์ตัวแสบได้ที่นี่...

และแล้วหลังจากนั้น เราก็สนิทกัน ..ที่ร้านขายแซนวิสกะชามะนาว....

ท้ายสุด ข้าพเจ้าก็จบมาได้ เพราะคำพูดสั้นๆ เล็ก ฉันเชื่อมั่นว่ายูจบแน่นอน ...

ค่ะ อาจารย์ ..ถึงแม้ว่าภาษาอังกฤษหนูจะไม่ดี แต่หนูจะพยายามค่ะ!!”

... แม้จะแปลคำถามไม่ถูกบ้าง ก็ไม่อายที่จะพูดว่า ซอรี่ เซอร์ วอท ดู ยู มิน?

และด้วยความอดทนในการแก้นิสัยไม่ดีของเรา บวกกับการช่วยเหลือของอาจารย์ในห้องสอบ ที่เพียงแค่ยิ้ม กับ พยักหน้า ก็ทำเด็กแสบๆ กวนๆ คนหนึ่ง มีกำลังใจ...เรียนจบในที่สุด ...

 กิตติกรรมประกาศ แด่อาจารย์ Ganesh Shivakoti

โทษทีค่ะอาจารย์ ..ใช้พื้นที่อาจารย์ซะเยอะ...แล้วยังลืมเม้นท์อีก...แค่อยากจะบอกว่า

เห็นความอบอุ่นที่อาจารย์มีให้เด็ก แล้วทำให้นึกถึงอาจารย์ตัวเอง ...บวกความแสบๆ กวนๆ เล็กน้อยค่ะ

 อ่านเรื่องอาจารย์ แล้วทำให้รู้ว่า ชีวิตนี้ ชั้นเป็นอาจารย์ไม่ได้แน่นอน..ค่ะ!”
คุณต้องทำการเข้าระบบก่อนแสดงความเห็น