นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 3494
ความเห็น: 8

"สังขละบุรี" เมืองในหมอก

"ทุกดินแดนมีเรื่องเล่า ทุกชุมชนมีรากเหง้า และุทุกวินาทีของปัจจุบัน
ยังมีเงาของอดีตแฝงเร้นอยู่"

ชาคร สิทธิเคหภาค ได้กล่าวไว้ในคำนำของหนังสือ "Little big trip 5 เมืองเล็กน่าเที่ยว"  โดยเป็นการเล่าเรื่องเมืองเล็กๆ 5 เมือง ที่เล็กแต่เฉพาะขนาด แต่ "เสน่ห์" มีมากกว่าเมืองใหญ่  เมืองเล็กๆแม้ไม่เจริญและปราศจากแสงสี แต่มีเรื่องราวจากอดีตให้เรียนรู้  ทั้งในส่วนของความงาม ความเรียบง่าย ความสุขเล็กๆ จากธรรมชาติและชุมชน 5 เมืองเล็กที่ว่านี้ ประกอบไปด้วย

 
  •  ตลาดสามชุก 100 ปี    จังหวัดสุพรรณบุรี
  • เมืองศรีสัชนาลัย          จังหวัดสุโขทัย
  • เมืองไชยา-พุมเรียง      จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  • ปากน้ำระยอง              จังหวัด ระยอง
  • สังขละบุรี                   จังหวัดกาญจนบุรี 

  • การท่องเที่ยวด้วยตัวหนังสือครั้งนี้  ทำให้เห็นมุมมองใหม่ของการท่องเที่ยวและตกหลุมรักเมืองเล็กๆ เหล่านี้ทันที และเป็นครั้งแรกที่ได้รู้จัก สังขละบุรี จนเป็นแรงบันดาลใจให้คนอ่านอย่างเราอยากเก็บกระเป๋าเดินทางไปพบประสบการณ์สุดพิเศษที่รออยู่แทบจะทันที    ในที่สุดโอกาสก็มาถึง เมื่อได้รับการเชื้อเชิญจากน้องๆ ให้ไปเที่ยวสังขละบุรี จึงตอบตกลงทันที ไม่แม้แต่จะคิดว่าติดภารกิจอะไร และนี่คือประสบการณ์เล็กๆ ที่ไ้ด้จาก "สังขละบุรี"
     
     

    สังขละบุรี  เมืองเล็กๆ กลางหุบเขา เมืองชายแดนขอบตะวันตกของไทย   ไม่ใช่ทางผ่าน ดังนั้น การมาเยือนที่นี่จึงเป็นความตั้งใจและมุ่งมั่น เนื่องด้วยระยะทางไกลถึง 230 กิโลเมตร จากตัวเมืองกาญจนบุรี  และเส้นทางขึ้นเขาที่คดเคี้ยว ช่วงที่เดินเป็นช่วงฤดูร้อน ธรรมชาติข้างทางจึงค่อนข้างแห้งแล้ง  แต่สลับด้วยภูเขาลูกใหญ่น้อย ก็เพลินตาไปอีกแบบหนึ่ง  กว่าจะถึงที่พักก็ค่ำมากแล้ว  จึงยังไม่เห็นอะไร นอกจากเงาสะพานมอญเลือนลาง
     

    "สะพานมอญ" เป็นสถานที่สำคัญซึ่งถือเป็นหัวใจของสังขละบุรี เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศ  ด้วยระยะทางประมาณ 900 เมตร สร้างในปี 2527 โดยใช้แรงงานชาวมอญทั้งหมด และไม่พึงพางบประมาณของรัฐบาลแต่อย่างใด  แสดงถึงความวิริยะอุตสาหะเป็นอย่างสูงของชาวมอญ เป็นเส้นทางที่คนมอญใช้เดินทางจากหมู่บ้านมายังตัวอำเภอเพื่อทำงาน  บริเวณสะพานช่วงเช้าและเย็นจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว มาถ่ายรูป ชมทิวทัศน์ของแม่น้ำ  3 สายที่มาประสบกัน คือ ซองกาเลีย บีคลี่ และรันตี รวมทั้งเรือนแพที่จอดเรียงรายอยู่
     

    ปลายทางของสะพานมอญ คือ หมู่บ้านมอญ  ซึ่งจะมีตลาดเล็กๆ ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมสินค้าหลายชนิด ที่ราคถูกแสนถูก ทั้งเสื้อผ้า ไม้แกะสลัก แป้งผัดหน้า ยาดมพม่า ปฏิทิน  รวมทั้งอาหารพื้นเมืองของคนมอญ  อาหารการกินของชาวมอญ ก็ไม่แตกต่างจากของเรามากนัก  แต่ด้วยความที่ชาวมอญส่วนใหญ่นิยมทำกับข้าวกินเอง ทุกคนจะหิ้วปิ่นโตไปกินที่ทำงานด้วย ร้านขายอาหารจึงมีน้อย  ช่วงเช้าที่นักท่องเที่ยวข้ามสะพานมอญไปเที่ยวหมู่บ้าน ทุกร้านที่เปิดขายอาหาร จึงคึกคักไปด้วยผู้คน และสิ่งหนึ่งที่ทุกคนไปสังขละฯ แล้วต้องลอง คือ "ขนมจีนน้ำยาหยวก" ลักษณะของน้ำยา คล้ายๆ น้ำแกงแผ็ดของทางใต้ แต่ใส่กระชาย แล้วมาแกงกับหยวกกล้วย รสชาติออกจืดๆ มีเครื่องปรุง เป็นพริก กับ มะนาว  บ้างคนอาจถูกปากหรือไม่แล้วแต่ความชอบ แต่ไปแล้ว ก็ควรลองให้รู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร
     
    "วิถีชีวิตของชาวมอญ" ทุกๆ เช้าที่สังขละฯ คนมอญจะตักบาตรกันทุกวัน และทุกบ้าน โดยจะตักเฉพาะข้าวอย่างเดียว  ยืนเข้าแถวกันอย่างสงบ เป็นระเบียบ เรียบร้อย  และเมื่อตักบาตรเสร็จก็จะนั่งลงกราบพระกับพื้นทุกคน  เป็นภาพที่สวยงาม ดูสงบเย็น  ซึ่งช่างตรงข้ามกับการตักบาตรของนักท่องเที่ยว ซึ่งมีแต่การมะรุมมะตุ้มแย่งกันเอาของใส่บาตร  ทั้งๆ ที่การยืนเป็นแถว ตักบาตรอย่างตั้งใจ  ก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่ประการใด  
     

    แต่แม้จะชุลมุนวุ่นวายเพียงใด แต่เราก็สามารถแยกแยะ คนมอญ กับ นักท่องเที่ยว ได้อย่างง่ายดาย  เนื้องจากชาวมอญยังรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายแบบชาวมอญไว้ คือ การนุ่งผ้าถุง และปะแป้งพม่าเป็นวงกลมที่แก้ม  ซึ่งมีวางขายให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อหลายขนาด และสัญลักษณ์อีกหนึ่งอย่างของชาวมอญ คือ การเถินของไว้บนศรีษะ  แสดงถึงการทรงตัวของคนที่นี่เป็นเยี่ยม

    ภายหลังจากดื่มด่ำกับวัฒนธรรม วิถีชีวิตของชาวมอญ เป็นที่เรียบร้อย  เราก็มีโอกาสได้ไปเยือน "วัดจมน้ำ" เมืองบาดาล แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่ออีกแห่งหนึ่งของสังขละฯ   เดิมเป็นวัดชื่อ วังก์วิเวกการาม ภายหลังเมื่อมีการสร้างเชื่อนวชิราลงกรณ์  บริเวณวัดก็จมน้ำ  หลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งเป็นผู้สร้างวัดนี้ขึนมา จึงมีดำริให้ย้ายวัดไปตั้งอยู่อีกที่หนึ่ง  ในปัจจุบัน การเดินทางไปวัดจมน้ำนี้ จะต้องไปทางเรือ และหากเป็นช่วงฤดุน้ำหลาก วัดจะจมน้ำส่วนหนึ่ง นักท่องเที่ยวจะต้องนั่งเรือชมซากปรักหักพังของวัด แต่เห็ฯยอดเจดีย์ ยอดโบสถ์ยังอย่งใกล้ชิด แบบสัมผัสมือได้  การท่องเที่ยวจึงได้โปรโมทให้เป็น Unseen in Thailand  แต่ช่วงที่ผู้เขียนไปเยือน เป็นฤดูร้อน น้ำแห้ง จึงเป็นเพียงการลงเรือ แล้วขึ้นบกเดินชมรอบวัด
      

    วัดเป็นศูนย์รวมใจของชาวมอญเป็นอย่างยิ่ง  และชาวมอญนับถือหลวงพ่ออุตตมะเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกเหนือจากเป็นพระแล้ว ยังเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในทุกๆ เรื่อง ท่านเป็นผู้สร้างหมู่บ้านมอญที่อยู่ ณ ปัจจุบัน และสร้างวัดวังก์วิเวกการาม ขึ้นใหม่แทนวัดจมน้ำ รวมทั้งเป็นผู้ดำริให้สร้างสะพานมอญ่ขึ้นด้วย เพื่อให้ชาวบ้านได้เดินทางไปทำงานได้สะดวกขึ้น  ชาวมอญจะมาทำบุญที่วัดเป็นประจำ และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ผ้าขาวพาดบ่า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่อีกเช่นกัน  คนมอญชอบมาสวดมนต์ และตอนเราไปปถึงยังเห็นคนมานั่งสวดมนต์อยู่ ถึงเราจะฟังไม่ออก แต่ก็รับรู้ได้ถึงความไพเราะ สงบ น่าศรัทธา 
     

    ถัดจากวัดไม่ไกลนัก จะเป็นที่ตั้งของ  "องค์พระพุทธคยาจำลอง" ทรงสี่เหลี่ยมเหลืองเห็นมาแต่ไกล โดยส่วนยอดที่ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งหลวงพ่ออุตตมะอํญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา  ด้านหน้าองค์พระเจดีย์ จะมี "สิ่งห์คู่" ตัวใหญ่โต บ่งบอกความเป็นมอญอย่างแท้จริง นั่งขนาบซ้ายขวาทางบันไดทางขึ้น (หลายคนคงคุ้นตาจากภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมาแล้ว) 

    สังขละบุรี เป็นเมืองชายแดนฝั่งตะวันตก  จึงมีพื้นที่ติดประเทศพมา และเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถาน  "ด่านเจดีย์สามองค์" ด่านชายแดนที่มีความเป็นมายาวนานในประวัติศาสตร์  เรามีโอกาสเข้าไปเยือนขอบๆ เมืองพม่า ประมาณ 2 ชม  ไปชมรอยพระพุทธบาทแห่งใหม่ที่พึงค้นพบได้เพียง 3 วัน ก่อนเราไปถึง โดยมีชาวบ้านพม่าอุตสาห์ขับมอเตอร์ไซด์ มาบอกว่า อย่าเสียเวลาถ่ายรูปตรง วัด 100 เสาเลย ไปสักการะพระพุทธบาทดีกว่า  เราถามว่า แล้วอยู่ตรงไหน เขาก็บอกว่า ตรงไปถ้าเห็นคนเยอะๆ ก็ตรงนั้นแหละ    เมื่อไปถึงคนเยอะจริง  ขาวบ้านที่รู้ข่าว มุ่งหน้ามานมัสการกันอย่างคึกคัก  ได้ทำบุญไปตามศรัทธา แต่เราสังเกตเห็นถึงความศรัทธาที่คนพมา มีต่อพระพุทธศาสนามาก  เพราะบริเวณที่เราไปนั้นเต็มไปด้วยวัด และพระพุทธรูปมากมาย
     


    สังขละบุรีในวันนี้ มีการพัฒนารูปแบบการใช้ชีวิตอย่างหลายหลาก เพื่อรอต้อนรับนักเดินทางต่างถิ่นที่แวะเวียนเข้ามาเที่ยวชมสถานที่และสัมผัสวิถีชีวิตชาวสังขละฯ จึงมีที่พักในแนว โฮมสเตย์ เกสต์เฮ้าส์ รีสอร์ทอิงธรรมชาติ เป็นทางเลือกให้นักท่องเที่ยวได้เลือกใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ แต่เป็นเมืองที่ยังคงมีเป็นธรรมชาติอยู่มาก ไม่มีแสงสีเสียงไฮเทคโนโลยี เหมาะกับคนที่ต้องการท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริง

    ขอเชิญทุกท่านร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ “สังขละบุรี” เมืองที่วิถีพุทธแรงกล้า ผู้คนมีน้ำใจ วัฒนธรรมงดงาม ธรรมชาติเป็นใจ  ตัดสินใจมเยือน “สังขละบุรี” ก่อนที่สิ่งอันทรงคุณค่านี้จะจางหายไป


     ฉันจะไป ...  ฉันจะไป ... ฉันจะไป "สังขละบุรี"

     

    หมวดหมู่บันทึก: มุมละไม ของใครบางคน
    สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
    สร้าง: 13 สิงหาคม 2554 22:49 แก้ไข: 14 สิงหาคม 2554 19:41 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
    ดอกไม้
    สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 คนธรรมดา, และ 5 คนอื่น.
    สมาชิกที่ให้กำลังใจ
     
    Facebook
    Twitter
    Google

    บันทึกอื่นๆ

    ความเห็น

    ตกลงครับ

    ฉันจะไป "สังขละบุรี

    ในสักวันหนึ่ง

    น่าไปจัง ^_^

    ตอนนั้นหมอกลงน้อยมาก แต่เราก็ตื่นเต้นกันที่ได้เห็น ชีชวนชมดู

    แต่เด็กๆ ที่นั่น กลับบอกว่า "ไม่ใช่หมอก" ถ้า "หมอก" มันต้องมากกว่านี้

    ๕๕๕

    เราเอง

    คุณคนธรรมดา และพี่บิ้วตี้ หากมีโอกาสอย่างพลาดที่จะไปเที่ยวนะคะ ถ้าจะให้ดี ไปช่วงหน้าฝนต้นหน้าหนาว จะได้เห็นทั้งหมอก ทั้งเมืองบาดาล คงน่าตื่นตาตื่นใจกว่า ช่วงหน้ร้อนที่ไปเยอะ ขนาดไปหน้าร้อน ตอนเช้ามืด เรายังได้สัมผัสอากาศเย็นๆ เลยค่ะ

    การเดินทางไม่ลำบาก แต่อาจจะต้องนั่งรถนานซักหน่อย เริ่มต้นจากกรุงเทพ ก็ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง หลับไปได้หลายตื่นกว่าจะถึง แต่ไปถึงแล้ว คุ้มกับการเดินทางค่ะ

    พี่เน็กถ้าไปช่วงหมอกเยอะๆ น่าว่าสวยไปอีกแบบแน่เลย อยากเห็นหมอกของคนสังขละ ว่าจะสวยขนาดไหน จะเป็นทะเลหมอกเลยมั้ย

    ช่ายเลยพี่เน็ก ยังจำได้เลย เราชี้ ๆ กันนั่นไงหมอก ๆๆ

    เด็ก ๆ เดินผ่านบอกว่าไม่ใช่หมอก ถ้าหมอกต้องเยอะกว่านี้

    เราเลยงงกันพักใหญ่ ชักสับสนในใจ ไม่ใช่หมอกแล้วนั่นมันคืออะไรหว่า....

    เริ่มนึกถึงพี่เบิร์ดในบัดดล...

    หมอกจาง ๆ และควัน คล้ายกันจนบางทีไม่อาจรู้...อิอิ

    แล้วตกลงวันนั้นมันหมอกรึควันกันล่ะเนี่ย? 55+

    ไม่มีรูปที่ไม่สวยมาลงบ้างหรือ

    เราเอง

    ถ้ารูปไม่สวย ก็นางแบบนี้แหละ

    แล้วไปนั่งทำอะไรตรงนั้นล่ะนั่น

    เราเอง

    ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

    ชื่อ:
    อีเมล:
    IP แอดเดรส: 34.204.176.189
    ข้อความ:  
    เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
       
    ยกเลิก หรือ