นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 7822
ความเห็น: 37

ชีวิตมอบชีวิต

ทุกคนสามารถช่วยชีวิตผู้อื่นได้ โดยการบริจาคอัวยวะ

ช่วงชีวิตวัยเด็ก ผ่านวัยรุ่น จบมหาวิทยาลัย
จนเข้าทำงานปีแรก ร่างกายสดใส แข็งแรง
อ้วนท้วนสมบูรณ์


และแล้วอยู่มาวันหนึ่งรู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัว ปวดหัวคลื่นไส้อยู่ตลอดเวลา และปวดท้อง ซึ่งก็ไม่คิดอะไรมาก เพราะโรคปวดท้องเป็นอยู่บ่อยๆ เลยพยายามพักผ่อนมากขึ้นกินอาหารตรงเวลา แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น แถมยังมีอาการไอมากขึ้น ไปหาหมอที่คลินิกหมอให้ไปเอ๊กซเรย์ปอด ผลปรากฎว่าปอดเป็นฝ้าไปหมด หมอสันนิฐานว่าเป็นวัณโรค และให้ยามากิน ผ่านไปหนึ่งวันเริ่มไอมากขึ้นและมีเลือดออกมาด้วย เลยไปหาหมอที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ หลังจากวินิจฉัยอาการแล้วหมอสั่งนอนโรงพยาบาล พอวันรุ่งขึ้นอาการเริ่มหนักขึ้นเริ่มไม่คอยรู้สึกตัว ต้องให้อ๊อกซิเจน และหมอใส่สายอะไรไม่รู้เข้าทางปากทางจมูก หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้มารู้สึกตัวอีกที่อยู่ที่ห้อง ICU แล้ว

วันนั้นเป็นวันที่พี่สาวแต่งงาน  ญาติที่มางานแต่งงานก็มาเยี่ยม จนพยาบาลบอกว่าคนไข้เตียงนี้ญาติเยอะมาก  แต่เราไม่ค่อยรู้สึกตัวเท่าไหร่  อยู่ใน ICU อยู่ 15 วันรักษาปอดที่เป็นฝ้าไปหมด เพราะน้ำท่วมปอดจนดีขั้น ควบคู่ไปกับการฟอกเลือดเพราะไตไม่ทำงานแล้ว  หลังจากอาการดีขึ้นรู้สึกตัวเต็มที่แล้ว ก็ออกมาอยู่หอผู้ป่วยรวม 

หมอก็มาบอกอาการว่า เป็นโรค "ไตวายเฉียบพลัน" ด้วยสาเหตุ SLE คือ แพ้ภูมิตัวเอง ด้วยไอ้เจ้าภูมิคุ้มกันนี่แปรข้อความจากสมองผิดพลาดเห็นว่าอวัยวะของเราเป็นสิ่งแปลกปลอมมาทำอันตรายร่างกายเรา เลยต้องกำจัดซะ เลยมาทำลายไตของเราซะนี่ (ใจร้ายเนอะ)  เมื่อไตวายส่งผลให้ระบบในร่างกายรวนไปหมด เพราะไตไม่สามารถกรองของเสียออกจากร่างกายได้ ทำให้เลือดเป็นพิษมีของเสียอยู่มาก ถ้ามาโรงพยาบาลช้ากว่านี้อีก 2  วัน อาจไม่รอด

เพื่อให้ร่างกายปลอดเชื้อโรค หมอเลยสั่งทำพลาสม่า คือการเปลี่ยนน้ำเหลืองในร่างกายใหม่หมด  ทำอยู่ 3 ครั้งซึ่งทุกครั้งที่ทำจะเกิดอาการอาเจียนตลอดเวลาจนไม่มีอะไรจะออกมาแล้ว  และหมอคาดว่าภายใน 3 เดือน ไตน่าจะกลับมาเป็นปกติ และทำการฟอกเลือดไปก่อนจนกว่าไตจะเป็นปกติ

3 เดือนผ่านไปอย่างทุลักทุเล ก็ไม่มีวีแววว่าไตจะดีขึ้น ไปแล้วไปลับไม่กลับมา  หมอเลยต้องสรุปผลใหม่ว่าเป็นโรค "ไตวายเรื้อรัง" ต้องรักษาด้วยการฟอกเลือด หรือเจาะหน้าท้องใส่น้ำยาเพื่อไปดูดซึมของเสีย แล้วถ่ายน้ำออกเป็นเวลา ในช่วงแรกเลือกใช้วิธีเจาะหน้าท้อง เพราะสามารถทำเองที่บ้านได้ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาด  ก็เข้าห้องผ่าตัดเพื่อใส่สายฝังไปในท้อง หลังจากนั้นเราก็จะสายและถุงสำหรับถ่ายน้ำออกติดตัวไปด้วยตลอดเวลา  เราจะเปลี่ยน้ำยา 4 ครั้งต่อวัน เช้า เที่ยง เย็น และเที่ยงคืน หลับไปแล้วต้องตื่นมาเปลี่ยนน้ำ (บางครั้งหลับตาทำ) ทำอยู่ได้ 3 เดือนเกิดอาการปวดท้อง พยายามวิเคราะห์หาสาเหตุก็ไม่พบว่าอะไรทำให้ปวดท้อง เพราะไม่ได้ติดเชื้อ

เมื่ออาการไม่หายขาด เลยตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการรักษา โดยการใช้วิธีฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม  ซึ่งต้องเข้าห้องผ่าตัดเป็นครั้งที่ 2 เพื่อทำการต่อเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดง เข้าด้วยกัน ไว้ใช้เพื่อใช้ในการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม  เราจะฟอกเลือดอาทิตย์ละ 2 ครั้งวันพุธและวันเสาร์ ฟอกเลือดแต่ละครั้งใช้เวลา 4 ชม. การใช้วิธีการนี้จะต้องระมัดระวังเรื่องอาหารไม่กินเค็มมากไปไม่เหมือนวิธีเจาะหน้าท้องทานได้มากกว่า เพราะเราเอาของเสียออกทุก 4 ชม. และไม่ดื่มน้ำมาก เพราะร่างกายไม่สามารถปัสสาวะเองได้  และวิธีฟอกเลือดจะดึงน้ำออกจากร่างกายด้วย ทำให้หลังจากฟอกเสร็จแล้วจะปวดหัวทุกครั้ง ยิ่งถ้าดึงน้ำออกมากจะปวดหัวมาก เคยมีครั้งหนึ่งเดินออกมาชั่งน้ำหนักแล้วหน้ามืดกอดเครื่องชั่งเป็นลมล้มไปด้วยกันเลย

ฟอกเลือดอยู่ 3 ปี วันหนึ่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์โทรมาบอกว่า ที่ได้ไปเข้าคิวเปลี่ยนไตไว้มีไตบริจาคที่คาดว่าจะเข้ากับร่างกายเราได้ ให้มาทดสอบเลือดก่อน 6 โมงเย็น ตอนที่โทรมาเป็นเวลาเกือบ 4 โมง และเราอยู่สงขลา ยังไงก็ไปไม่ทันแน่ เลยต้องสละสิทธ์ไปอย่างน่าเสียดาย  แต่โลกยังไม่โหดร้ายเกิดไป โชคครั้งที่สองเข้ามาเยือน วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ที่  30 มิถุนายน 2540  อาบน้ำแต่งตัวจะไปตลาดจะออกจากบ้านอยู่แล้ว ได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ว่ามีไตที่คาดว่าจะเข้ากันได้ ในไปถึงโรงพยาบาลก่อนเที่ยง เลยรีบจับเครื่องบินไปกรุงเทพทันที่ ไปคนเดียวเลย โชคดีที่มีตั๋วเครื่องบิน  ไปถึงโรงพยาบาลอีก 10 นาทีเที่ยง ก็มีการเจาะเลือดไปตรวจรอบแรก  รอจน 4 โมงยังไม่รู้ผล หิวข้าวจนตาลาย เพราะตอนที่ได้รับโทรศัพท์พยาบาลบอกว่าไม่ให้กินอะไรไป  ตอนนั้นหิวมากจนไม่อยากเปลี่ยนไตแล้ว หมอก็ออกมาบอกว่าจาก 8 คนที่เรียกมา มีผ่านเข้ารอบ 4 คน และเจาะเลือดไปอีกครั้งเพื่อทดสอบครั้งสุดท้ายเพื่อตรวจว่า เนื้อเยื่อเข้ากันได้มากที่สุดกี่คู่

ผลปรากฎว่า เราถูกรางวัลที่ 1 เนื้อเยื่อตรงกับผู้ให้บริจาคมากที่สุดถึง 5 คู่ เลยได้รับการเปลี่ยนไต ก็โทรไปบอกทางบ้านว่าได้เปลี่ยนไตแล้ว และจัดการเซ็นอนุญาตให้ตัวเองผ่าตัด  เข้าห้องผ่าตัด 3  ทุ่ม ใช้เวลาผ่าตัด 4 ชั่วโมง มารู้สึกตัวอีกครั้งตอนอยู่ห้องพักแล้ว อยู่โรงพยาบาล 1 เดือนกลับบ้านได้ และไปตรวจร่างกายที่จุฬาฯ ทุกเดือน เป็นเวลา 2 ปี จนเห็นว่าร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคแทรกซ้อนแล้ว เลยย้ายเคสมารักษาต่อที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์จนถึงปัจจุบันนี้

การปลูกถ่ายไตใหม่ เปรียบเหมือนการให้ชีวิตใหม่ ทำให้เรารู้สึกว่าเราเกิดใหม่ จากที่ไม่มีปัสสาวะมาเลยตลอด 3  ปี แต่เมื่อไตทำงานปุ๊บ ปัสสาวะมาทันที ของเสียลดลงจนอยู่ในค่าปกติ  ประจำเดือนที่ไม่เคยมาเลย เปลี่ยนไตไปแค่ 5 วัน ก็มีมาเหมือนกัน สงสัยคงอัดอั้นมานาน ร่างกายที่เคยผ่ายผอมจากที่เคยมีน้ำหนักแค่ 38 กิโล เพิ่มขึ้นมาเพราะกินได้นอนหลับ สามารถทำอะไรที่อยากทำได้เหมือนคนอื่น ไม่ต้องผูกติดกับโรงพยาบาลทุกอาทิตย์ 

ทั้งหมดนี้ต้องบอกว่าตัวเองโชคดีมากๆ ที่ได้เปลี่ยนไต เพราะจองไตไว้แค่ 1 ปีก็ได้รับการปลูกถ่ายเปลี่ยนไตแล้ว
ในขณะที่บางคนรอมาเป็น 10 ปียังไม่ได้เปลี่ยน  เนื่องจากผู้บริจาคอัวยวะยังมีไม่มากเมื่อเทียบกับผู้ที่รอคอยการเปลี่ยนไต  แต่หลังจากนี้ไปจะอาศัยดวงไม่ได้แล้วในการรักษาไตใหม่ให้อยู่กับเราไปนาน แต่ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าจะดูแลร่างกายอย่างไร ที่จะทำให้ไตทำงานได้เหมือนคนปกติตลอดไป

  • การปฏิบัติตนภายหลังเปลี่ยนไต
    • กินยากดภูมิคุ้มกัน (Neoral) ตรงเวลาทุกวัน และไม่พลาดซักมื้อ เพราะ ไตใหม่ที่เราปลูกถ่ายนั้น
      ร่างกายยังเห็นว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม และพร้อมจะทำลายตลอดเวลา จึงต้องกินยาให้ภูมิคุ้มกันของเราน้อยลง ไม่ให้มาปฏิเสธไตใหม่ของเรา ส่วนยาตัวอื่นก็ต้องกินให้ครบมื้อ เพราะจะเป็นตัวเสริมให้ไตเราเป็นปกติ เคยอ่านเจอในหนังสือผู้หญิงคนหนึ่งหลังจากเปลี่ยนไตมาได้ระยะหนึ่ง และเห็นว่าตนเองหายดีแล้ว เลิกลองไม่กินยากดภูมิคุ้มกัน วันเดียวเท่านั้น ร่างกายปฏิเสธไตใหม่ทันที ต้องกลับไปฟอกเลือดใหม่
    • ไม่ทานอาหารรสจัดและเค็มจัด  แม้ว่าเราจะมีไตใหม่แล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสเเสื่อมลงได้ อีกทั้งเราเปลี่ยนไตแค่ข้างเดียว ไม่มีสำรองให้ใช้อีกแล้ว ปกติไตของคนเรามี 2 ข้าง แต่ไตจะทำงานที่ละข้าง  ดังนั้น การกินอาหารที่รสไม่จัด และเค็มจัด จะเป็นการถนอมรักษาไตให้อยู่กับเรานานๆ
    • กินน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพื่อไม่ให้ไตแห้ง เคยมีครั้งหนึ่งไปดูงานทางภาคเหนือ และต้องน้งรถนานเลยไม่ค่อยอยากกินน้ำ เพราะจะได้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับห้องน้ำ  แต่ที่ไหนพอมาตรวจร่างกาย หมอบอกว่าไตแห้ง เลยต้องรักษากันอีกพักใหญ่
    • ไม่อยู่ในที่สกปรก มีเชื้อโรค  เพราะเรากินยากดภูมิ ภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราจะน้อยกว่าคนปกติ  โอกาสจะติดเชื้อเป็นไปได้ง่ายนัก หลีกเลี่ยงคนเป็นไข้หวัด หรือโรคติดต่อทั้งหลาย รวมทั้งไม่เข้าใกล้สัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ปีก เพราะมีเชื้อโรคมาก  เมื่อก่อนพ่อเลี้ยงนก  เลยต้องยกให้เพื่อนไปหมดเลย
    • พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรนอนดึก
    • ออกกำลังกายได้ แต่อยากหักโหมมากเกินไป  โดยเฉพาะการยกของหนัก  เพราะไตใหม่ที่เรานำมาใส่ในตัวเรา หมอจะใส่ไว้แถวหน้าท้องแล้วนำท่อปัสสาวะมาต่อกับไตใหม่ ซึ่งมันจะตื้นมาก เมื่อเทียบกับตำแหน่งเดิมที่อยู่ด้านหลัง เราต้องพยายามอย่าให้ท้องโดยกระแทกแรงๆ เพราะอาจทำให้ไตช้ำได้
    • พบหมอตามเวลานัด เพราะหมอจะตรวจว่าไตเรายังทำงานปกติดีอยู่หรือเปล่า ตรวจระดับยาภูมิคุ้มกันในเลือด่าเหมาะสมหรือไม่ หากระด้บยาน้อยไป ร่างกายก็จะปฏิเสธไตใหม่ได้ แต่หากระดับยามากไป ร่างกายเราก็จะอ่อนแอ ติดเชื้อโรคได้ง้าน ตอนเปลี่ยนไตใหม่ๆ จะพบหมอเดือนละครั้ง  แต่ตอนนี้ 2 เดือนครั้ง
    • ทำจิตใจในเบิกบาน อย่ากังวลจนเกินเหตุ  ทุกอย่างแก้ไขได้หากอยู่ใกล้มือหมอ

ตัวเองปฏิบัติตัวเช่นนี้เรื่อยมา ไตที่ปลูกถ่ายใหม่ ก็อยู่เป็นเพื่อนคู่กายมาจนครบ 10 ปีแล้ว

  • ทั้งหมดทั้งปวงจึงอยากจะขอขอบคุณผู้ที่ทำให้เรามีชีวิตใหม่ จนได้มาพบสิ่งดีๆ ในวันนี้
    • ขอบคุณผู้มีจิตกุศลอันแรงกล้าที่อุทิศอวัยวะของตนให้กับผู้รอคอยชีวิตใหม่ สิ่งที่จะตอบแทนได้ก็เพียงอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลในทุกครั้งที่ทำบุญหรือตักบาตร  และบริจาคเงินเข้ามูลนิธิโรคไตทุกปี
    • ขอบคุณอดีตผู้อำนวยการกองแผนงาน พี่ฉลวย ชีวกิดาการ ช่วยเป็นธุระให้คุณหมอประเสริฐ  วศินานุกร กรุณาเขียนจดหมายแนะนำตัวไปยังโรงพยาลจุฬาลงกรณ์ ทำให้ทุกอย่างในการจองไตง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
    • วิทยาการทางการแพทย์ที่ทำให้สามารถปลูกถ่ายอวัยวะจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง ตลอดจน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่ให้โอกาสได้เปลี่ยนไตใหม่ เพราะในช่วงนั้นต้วเองขาดการติดต่อกับโรงพยาบาลไป 3 เดือน จนคุณหมอพูดเลย จริงๆ แล้วตัวเองหมดสิทธิ์จะได้รับการเปลี่ยนไต เพราะไม่มาเจาะเลือดเก็บไว้ตรวจตามกติกา ตอนนั้นแทบจะกราบหมอเลยที่ให้โอกาสที่ดีที่สุดกับตัวเอง จนบัดนี้ก็ยังไม่รู้สาเหตุว่าทำไมโรงพยาบาลถึงให้โอกาสเรา ต้องบอกว่าดวงจริงๆ และจะไม่พูดถึงโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ไม่ได้ เพราะดูแลเราเป็นอย่างดีตั้งแต่ฟอกเลือด จนถึงหลังเปลี่ยนไต โดยเฉพาะคุณหมออดิศร วังศิริไพศาล หมอประจำตัว
    • ขอบคุณรัฐบาลที่ทำให้ข้าราชการคนหนึ่งมีชีวิตอยู่ได้ด้วยสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล  ซึ่งทุกคนทราบอยู่แล้วว่าค่ารักษาพยาบาลโรคไตแพงมั่กๆ
    • ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่และครอบครัวที่อยู่เป็นเพื่อนใกล้ชิด และต้องอดทนกับลูกคนนี้ยามที่เอาแต่ใจ
      ตัวเองเมื่อความเจ็บปวดเรียกหา เมื่อลูกเจ็บพ่อแม่เจ็บกว่า เคยเห็นแม่ร้องไห้เมื่อรู้ว่าอาการลูกแย่ลง
      จนต้องบอกแม่ว่า "ร้องไห้ทำไม ลูกยังไม่ตายซักหน่อย"  แทนที่จะหยุดเลยร้องไห้ไปกันใหญ่ ตอนนั้นรู้เลยว่าไม่มีใครรักเรามากเท่าพ่อแม่อีกแล้ว  หลังจากนั้นมาจึงบอกรักพ่อแม่ทุกวัน
    • ขอบคุณมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่ยังคงเลี้ยงดูคนขี้โรคคนนี้อยู่จนถึงขณะนี้  และยังใจดีขึ้นขั้นเงินเดือนปกติให้ช่วงที่นอนอยู่โรงพยาบาลยาวถึง 120 วันทำการ
    • ขอบคุณกองแผนงานที่ให้ความเข้าใจ ความรัก ความเอาใจใส่ และกำลังใจ ตลอดเวลาที่ร่างกายไม่แข็งแรง ขอเอ่ยนามพี่คนหนึ่ง คือ พี่เอ๋ ชาตรี กองอาคารสถานที่ ในช่วงแรกที่เข้าโรงพยาบาลพี่เอ๋จะมาเยี่ยมบ่อยมาก ดึกดื่นก็ยังอยู่ จนหมอเข้าใจว่าเป็นสามีคนไข้ เวลามีอะไรก็จะเรียกพี่เอ๋ไปบอก แทนที่จะเรียกพ่อแม่เราเข้าไป  หรือจนบัดนี้อะไรที่เป็นงานหนักๆ ก็มักจะมีคนมาช่วยทำให้เสมอ
    • สุดท้ายขอบคุณพี่รัตติยา ที่มอบหนังสือ "ช่วยหน่อยเปลี่ยนไต" มาให้อ่านเพียงหวังให้เราได้ดูแลตัวเองให้ดีขึ้น  ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเรายังไม่รู้จักกันอย่างเป็นทางการ เพียงแต่เป็นคนเคยเห็นหน้ากันเท่านั้น

พร้อมนี้ก็ขอให้จิตใจของตัวเองมั่นคงเข้มแข็ง และเชื่อมั่นว่า "ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว" เพื่อต่อสู้กับโรคต่อไป

 

จากนี้ต่อไปบอกพ่อแม่ไว้ว่า หากร่างกายส่วนใดของตัวเองมีประโยชน์กับคนอื่น ขอมอบให้ทั้งหมด
จากที่เคยเป็น "ผู้รับ" ในอดีต  ขอเป็น "ผู้ให้" ในอนาคต

 

 

Sections: Miscellaneous
License: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
created: 14 January 2008 11:20 Modified: 02 Febuary 2008 20:44 [ Report Abuse ]
ดอกไม้
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

มาอ่านช้าหน่อย...

แต่ก็อ่านจนจบค่ะ

อยากเป็นคนเข้มแข็งบ้างจัง

สู้ๆ ค่ะ

Ico48
wan [IP: 124.120.92.158]
15 เมษายน 2552 23:04
#43392

พี่คะแล้วตกลงไตที่เราปลูกถ่ายอยู่ได้นานกว่า 10ปี และเกิน 30ปีมั้ยคะ เพราะว่าตอนนี้แฟนเป็นอยู่แต่ยังไม่ได้ปลูกถ่ายนะคะ

คุณ wan  คุณหมอเคยบอกว่าอายุไตที่ปลูกถ่ายใหม่ จะอยู่เฉลี่ยแล้วประมาณ 15 ปี
แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลในเรื่องอาหารการกิน และการกินยาของเราอย่างสม่ำเสมอ และไม่อยู่ในที่คนเยอะ
หากสามารถปฏิบัติตัได้อย่างดี ก็อาจจะอยู่กับเราไปได้อีกนานค่ะ

ขอให้แฟนได้เปลี่ยนไตเร็วๆ นะคะ 

Ico48
iMeo [IP: 58.8.163.210]
05 มิถุนายน 2552 14:14
#44965

หวัดดีคับ พอดีผมเพิ่งเปลี่ยนไตเหมือนกัน  ออกจากโรงพยาบาลมาเมื่อ 10/5/52 นี้เองคับ  เข้ามาหาอ่านข้อมูลในเน็ต ก้อเลยได้มาเจอคุณ ผมผ่าตัดที่ศิริราชครับ เป็น SLE เหมือนกัน เป็นตั้งแต่อายุ 13 แล้วคับ แต่ไตเพิ่งมาฟอกเลือดได้ 4 ปีที่แล้ว ตอนนี้ก้ออายุ 33 ปี แล้วล่ะคับ ดีใจมากที่ได้ไตซักที  แต่ก้อยังกลัวๆเพราะไม่รู้มันจะยอมอยู่กับเรานานแค่ไหน  ยังงัยถ้าผมมีเรื่องจะปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลตัวเอง อาจต้องรบกวนขอคำแนะนำหน่อยนะคับ

ยินดีที่ได้รู้จักคับ... 

 

Ico48
wee [IP: 202.28.180.220]
21 พฤศจิกายน 2552 21:42
#51108

หวัดดีคะ

กรุณาช่วยบอกเพื่อให้ความรู้

-กลัวหรือวิตกกังวลหรือไม่ (แล้วทำอย่างไร)

-ทางโรงพยาบาลแนะนำก่อนผ่าตัดอย่างไร

 

ขอบคุณคะ

Ico48
ลูกแมว [IP: 180.180.152.239]
23 เมษายน 2553 23:15
#56482
ดีใจจังเลยที่ได้เปิดมาเจอ  ไม่รู้จักกันแต่จะเป็นกำลังใจให้จ้ะ  เรามีความคิดอยู่ตลอดเวลาว่าอยากบริจาคดวงตา+ร่างกาย แต่ยังไม่ได้มีโอกาสเข้าไปคุยซักที  อยากรู้ว่า ถ้าอยู่ต่างจังหวัดจะสามารถบริจาคได้ที่จังหวัดที่เราอยู่ได้เลยหรือเปล่าไม่รู้เนอะ หรือว่าจะต้องไปกทม.อย่างเดียว  เป็นกำลังใจให้จ้ะ
Ico48
อรสา [IP: 125.26.133.119]
30 พฤษภาคม 2553 19:02
#57459
มีกำลังใจขึ้นเมื่อได้อ่านเรื่องราวของคุณ ตอนนี้สามีเป็นโรคไตวายแต่ยังไม่ได้ล้างไตหมอบอกว่าโอกาสล้างไตสูงมาก ตอนนี้สับสนไปหมด เครียดยิ่งกว่าคนป่วย เราสามารถจองไตไว้ก่อนได้ไม๊คะ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.206.48.142
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ