นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 3664
ความเห็น: 0

แพะ:สัตว์ที่น่าพิจารณา

สำหรับผู้ที่สนใจจะเลี้ยงแพะเป็นจริงเป็นจัง มุ่งหวังการเลี้ยงแพะเป็นส่วนงานอาชีพนั้น การศึกษาข้อมูลให้รอบคอบหลาย ๆด้านเป็นสิ่งจำเป็น และข้อสำคัญต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปจริงๆตามศักยภาพธรรมชาติของแพะ และสภาพปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง

 

 

 

 

                 ในบรรดาสัตว์เคี้ยวเอื้องที่มีอยู่หลากหลายชนิด แพะนับเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องที่น่าสนใจชนิดหนึ่ง เป็นที่น่าคิดว่าแพะถูกนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันนับได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 ปีมาแล้ว และถูกนำมาเลี้ยงก่อนแกะประมาณ 2,000-2,500 ปี และก่อนโคถึง 2,500 ปี เมื่อพิจารณาจากข้อมูลการเป็นสัตว์เลี้ยงแล้ว แพะคงต้องมีส่วนดีอยู่ไม่น้อย จึงยังยืนหยัดคงทนผ่านกาลเวลาพิสูจน์ตัวเองว่า "แพะ" ยังคงเป็นสัตว์เลี้ยงที่มนุษย์เลือกสรรให้อยู่คู่กันมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อลองพลิกกลับไปพิจารณาอีกด้านหนึ่ง สัตว์เลี้ยงชนิดอื่นที่นับได้ว่ามาทีหลัง เช่น โค อาจเรียกว่ามาทีหลังแต่ดังกว่า เพราะทุกวันนี้มนุษย์เราดูคุ้นเคยกับโคมากกว่าแพะ ทั้งเทคโนโลยีการผลิตโคเนื้อโคนมก็ก้าวรุดหน้ากว่ามาก จึงเป็นที่น่าคำนึงถึงว่า ท่ามกลางความดีเด่นหลากหลายที่มี แพะก็ยังมีขีดขั้น/ข้อจำกัดอยู่พอสมควรเช่นกัน ข้อมูลเกี่ยวกับข้อดีของแพะเมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์เคี้ยวเอื้องประเภทอื่นๆที่คุ้นเคยกัน ก็มีทั้งส่วนที่เป็น จริงเป็น เท็จที่ยังเป็นสภาพ จริงหรือ?” หรือแล้วแต่จะมองว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสียก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะมองจากฐานอะไร เข้าทำนองที่เราพูดๆกันอยู่ว่า ในดีมีเสีย และในเสียก็มีดีนั่นเอง ซึ่งในที่นี้ก็จะยกเอามาให้ลองพิจารณากัน
                           ข้อดีประการแรก คือ แพะมีดีตรงที่ราคาต่อตัวถูกกว่าเมื่อเทียบกับโคกระบือ การเริ่มต้นเลี้ยงแพะจะลงทุนเรื่องค่าพันธุ์สัตว์น้อย ผู้มีทุนรอนน้อยหรือเกษตรกรรายย่อยก็จะเริ่มเลี้ยงแพะได้ ประการที่ 2 แพะมีขนาดตัวไม่โตมากเหมาะต่อการฆ่าชำแหละเพื่อบริโภคในครัวเรือน ไม่เป็นภาระเรื่องต้องหาตลาดใหญ่เพื่อจำหน่ายเนื้อ ซึ่งก็เป็นทำนองเดียวกันกับผลผลิตอื่นจากแพะ เช่น น้ำนม เป็นต้น แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งที่ควรทราบ ซึ่งเป็นข้อดีประการที่ 3 คือ  ราคาแพะมีชีวิตเมื่อเทียบกับโคและกระบือราคาต่อกิโลกรัมนั้นจะแพงกว่าโคกระบือมาก ซึ่งส่งผลต่อเนื่องถึงราคาเนื้อแพะที่จะมีราคาสูงกว่าเนื้อโคเนื้อกระบือมาก ตามไปด้วย และมีผลต่อการที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจเลือกซื้อเนื้อสัตว์ชนิดใดด้วย
                      
สำหรับข้อเสียประการแรกคือ เนื้อแพะและน้ำนมแพะมักจะได้รับการยอมรับในเรื่องการบริโภคโดยทั่วไปน้อยกว่าเนื้อและน้ำนมโค ซึ่งอาจเป็นผลมาจากความไม่เคยชินและอคติที่มีต่อแพะ ประการที่ 2 แพะเป็นสัตว์ขนาดเล็กไม่อาจนำมาใช้ประโยชน์ด้านแรงงานสัตว์ได้ ทั้งเมื่อยกเว้นเขาแล้วแพะก็ไม่มีเขี้ยวเล็บใดๆไว้ป้องกันตัวอีก ดังนั้น การสูญเสียจากการถูกสุนัขกัดให้บาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้นได้ง่าย
                          
ข้อเด่นที่น่าสนใจคือแพะไม่เป็นสัตว์ต้องห้ามทางศาสนาใดๆเลย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงหรือการบริโภคเนื้อและน้ำนมแพะ เมื่อพิจารณาเพียงผิวเผินแล้วมักจะเข้าใจว่าแพะเป็นสัตว์เลี้ยงง่าย กินอาหารได้หลากหลายชนิด เลี้ยงไว้ไม่กี่ตัวปล่อยๆไปไม่ค่อยได้ดูแล ให้เทวดาช่วยเลี้ยงเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็ยังออกลูกออกหลานให้ขายได้เงิน กลายเป็นธนาคารที่มีชีวิตสำหรับผู้เลี้ยงได้ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งนั้นแม้แพะจะกินอาหารได้หลากหลายชนิดก็จริง แต่สุดยอดของสัตว์เลี้ยงที่มีพฤติกรรมชอบลิ้มลองอาหารหลายๆอย่าง และสุดท้ายจะค่อนข้างเลือกมากในการกินอาหาร ก็ต้องยกให้เป็นเจ้าแพะนี่แหละแพะมีพฤติกรรมการเป็นสัตว์ฝูงน้อยกว่าแกะและโค เป็นสัตว์ฉลาดอยากรู้อยากเห็น ทั้งการจะจัดการควบคุมให้อยู่ในที่กักขังทำได้ยากกว่า ดังนั้นการลงทุนเรื่องรั้วและโรงเรือนจึงแพงกว่า แม้ว่าแพะจะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิประเทศต่างๆได้ดี เป็นสัตว์ที่ทรหดอดทนต่อสภาพที่แห้งแล้งหรือทุรกันดาร แต่กระนั้นก็ตามแพะจะมีความเปราะมากต่อความชื้น ในโรงเรือนที่ไม่ถูกต้อง ไม่แห้งสะอาด หากแพะต้องนอนกับพื้นดินรับความชื้นที่ส่งผ่านขึ้นมาจากใต้ดินโดยตรง หรือจากพื้นคอกที่หมักหมม จะอ่อนแอเจ็บป่วยง่าย มักพบเป็นโรคเกี่ยวกับระบบหายใจ การเลี้ยงแพะที่แออัด  พื้นที่ที่หมักหมม เฉอะแฉะ ทำให้ปัญหาเรื่องพยาธิต่างๆ เกิดขึ้น และมักแก้ไขได้ยาก แพะเป็นสัตว์ที่ให้ลูกเพิ่มจำนวนได้เร็ว เพราะเจริญถึงวัยเจริญพันธุ์ได้เร็ว ทั้งคลอดให้ลูกแต่ละครั้ง 1–4 ตัว ซึ่งการถึงวัยเจริญพันธุ์เร็วนี้บางครั้งหากเราจัดการได้ไม่ดีพอแพะตัวเมียอาจติดท้องตั้งแต่อายุยังน้อยเกินไป ร่างกายยังไม่พร้อมต่อสภาพการเป็นแม่ ทั้งตัวแม่แพะเองและลูกก็จะไม่ค่อยสมบูรณ์แข็งแรง ธรรมชาติสร้างเต้านมแม่แพะให้มีแค่ 2 หัวนม หากในการคลอดแต่ละครั้งแม่แพะให้ลูกจำนวนมากเกินไป เช่นคลอดออกมา 4 ตัว นอกจากลูกแต่ละตัวที่ได้มักมีน้ำหนักแรกคลอดไม่มากแล้ว หากใช้ระบบให้แม่เลี้ยงลูก ลูกจะแย่งกันกินนม มีนมไม่พอกินจึงมักอ่อนแอ อาจทำให้ในที่สุดสูญเสียลูกแพะไปไม่เหลือแม้แต่สักตัว แพะมีระยะเวลาอุ้มท้องสั้นราว 150 วัน บางคนพูดว่าแพะให้ลูกได้ถึงปีละ 2 ครั้ง ซึ่งฟังแล้วต้องคิด แพะอุ้มท้องนานแค่ 5 เดือนก็จริง แต่เมื่อคลอดแล้วกว่าที่มดลูกจะเข้าอู่และผสมติดท้องครั้งใหม่อีกก็ต้องใช้เวลาอย่างเร็วแล้วร่วม 2 เดือน ดังนั้นการที่แม่แพะจะให้ลูกได้แต่ละครั้งนั้นรวมเบ็ดเสร็จต้องใช้เวลาสั้นที่สุดประมาณ 7 เดือน เมื่อ 1 ปีมีเพียง 12 เดือน และแพะจะให้ลูกสองครั้งประมาณว่าต้องใช้เวลาเร็วที่สุดร่วม 14 เดือน เพราะฉะนั้นจะให้ลูกได้ถึงปีละ 2 ครั้งคงเป็นไปไม่ได้ ถ้าจัดการเลี้ยงแพะให้ 2 ปีได้ลูก 3 ครั้ง ก็นับว่าดีแล้ว

                  นอกจากนี้แม้แพะพื้นเมืองไทยจะมีการสืบพันธุ์ให้ลูกได้ตลอดปีก็ตาม แต่ก็ยังมีแพะอีกหลายพันธุ์ที่ยังมีฤดูกาลสืบพันธุ์ ซึ่งขอตั้งเป็นข้อควรคำนึงถึงด้วยว่า การนำแพะพันธุ์ต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงเป็นพันธุ์แท้โดยตรงในประเทศเรานั้น เรื่องการมีฤดูกาลสืบพันธุ์ของแพะบางพันธุ์ ยังมีอิทธิพลอยู่หรือไม่ มากน้อยเพียงใด เกี่ยวกับเรื่องน้ำนมแพะก็มีการกล่าวถึงกันมากมายหลากหลายสรรพคุณ จนบางครั้งรู้สึกว่า สรรพคุณของน้ำนมแพะดีขนาดนั้นจริงหรือ เพราะแท้จริงแล้วน้ำนมแพะไม่ได้มีคุณค่าทางอาหารแตกต่างไปจากน้ำนมโค แต่ด้วยขนาดของเม็ดไขมันนมที่แทรกอยู่ในน้ำนมแพะมีขนาดเล็กกว่า จึงทำให้น้ำนมแพะถูกย่อยง่ายกว่าน้ำนมโค นอกจากนี้บางคนที่ดื่มน้ำนมโคแล้วมีอาการแพ้ ดื่มน้ำนมโคไม่ได้ มักจะไม่มีปัญหาเมื่อหันมาบริโภคน้ำนมแพะแทน ซึ่งเป็นความดีเด่นของน้ำนมแพะจริง แต่ส่วนที่ว่าน้ำนมแพะดีเยี่ยมถึงขนาดใช้เป็นยารักษาโรคบางอย่าง เช่น วัณโรค โรคภูมิแพ้ หรือโรคอื่นๆ ฯลฯ ได้นั้น ยังไม่พบรายงาน/หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันไว้แต่อย่างใด ความจริงก็คือน้ำนมแพะเป็นอาหารชั้นดี  ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอเมื่อดื่มกิน ร่างกายก็ได้รับอาหารดีๆไปบำรุง ย่อมแข็งแรงขึ้น มีภูมิคุ้มกันโรคดี มีความทนทานต่อโรคภัยไข้เจ็บได้สูงขึ้น หรือผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ก็ย่อมฟื้นตัวได้เร็ว อันที่จริงแล้วทั้งโคนมและแพะนมนั้นสามารถเป็นวัณโรคได้ เมื่อสัตว์เป็นวัณโรคเชื้อก็อาจลงสู่เต้านม แล้วถ่ายทอดผ่านทางน้ำนมดิบสู่คนผู้บริโภคน้ำนมดิบได้ แต่น้ำนมดิบที่ผ่านกรรมวิธีการฆ่าเชื้อโรคอย่างถูกวิธีแล้ว เช่น ผ่านการพาสเจอไรซ์ ผ่านการต้ม หรือการสเตอริไลซ์ แล้ว ก็ไม่มีปัญหาสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย สัตว์พวกโคนั้นจะเป็นวัณโรคได้ง่ายกว่าแพะมาก ในการเลี้ยงโคนมจึงจำเป็นต้องตรวจเรื่องวัณโรคของโคนมทุกปี ขณะที่จะพบแพะเป็นวัณโรคได้น้อยตัวหรือแทบไม่ค่อยมี นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าถ้าตัวโคนมเกิดเป็นโรควัณโรคแล้ว ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเชื้อจะลงสู่เต้านมและถ่ายทอดเชื้อโรคไปทางน้ำนมได้ต่างจากแพะที่จะเป็นวัณโรคยากกว่า ทั้งในบรรดาแพะที่พบว่าเป็นวัณโรคแล้วก็ตาม เชื้อโรคมักไม่ค่อยลงสู่เต้านม อาจด้วยความทนทรหดไม่ค่อยเป็นวัณโรคง่ายๆของแพะ บางคนเลยเชื่อว่าน้ำนมแพะเป็นยารักษาวัณโรคได้ ซึ่งยังไม่มีหลักฐานยืนยัน และน่าคิดว่าตัวแพะเองก็ยังไม่รอด แม้จะพบน้อยก็จริงแต่ก็ยังพบมีแพะที่เป็นวัณโรคแล้วน้ำนมของแพะจะวิเศษถึงรักษาโรควัณโรคได้เชียวหรือเรื่องราวที่นำเอามาบอกเล่ากันนี้ เจตนาให้มองเห็นบางตัวอย่างที่เป็นความจริงของแพะ และในบางแง่มุมความเชื่อ
                    สำหรับผู้ที่สนใจจะเลี้ยงแพะเป็นจริงเป็นจัง มุ่งหวังการเลี้ยงแพะเป็นส่วนงานอาชีพนั้น การศึกษาข้อมูลให้รอบคอบหลาย ๆด้านเป็นสิ่งจำเป็น และข้อสำคัญต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปจริงๆตามศักยภาพธรรมชาติของแพะ และสภาพปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่นสภาพของสังคม การตลาด ฯลฯ ควรพิจารณาให้รอบคอบ คิดปรับประยุกต์พัฒนาการเลี้ยงแพะให้สอดคล้องความจริง เพื่อทำให้เข้าถึงความสำเร็จในการเลี้ยงแพะได้อย่างดีในที่สุด
  

ข้อมูลโดย :รศ. ดร. ศิริชัย  ศรีพงศ์พันธ์  ภาควิชาสัตวศาสตร์ 
คณะทรัพยากรธรรมชาติ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
หมวดหมู่บันทึก: บริการวิชาการ
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 14 กุมภาพันธ์ 2554 10:27 แก้ไข: 14 กุมภาพันธ์ 2554 10:29 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.215.33.158
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ