นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 8150
ความเห็น: 0

การใช้วัสดุปูนเพื่อการเกษตรในการปรับปรุงดิน

 

 

ปูนเพื่อการเกษตร  คืออะไร

            ปูนที่ใช้ประโยชน์เฉพาะในด้านการเกษตร  หมายถึง  วัสดุสารประกอบที่มีธาตุแคลเซียม  หรือแคลเซียมและแมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบเป็นส่วนใหญ่  ปูนมีคุณสมบัติเป็นด่าง  ซึ่งสามารถลดความเป็นกรดหรือความเปรี้ยวของดินได้  เช่น  ปูนสุก  ปูนขาว  หินปูน  (คัลไซต์  และโดโลไมต์) ปูนมาร์ล  เปลือกหอย  และผลพลอยได้ต่างๆ  รวมทั้งตะกรันและวัสดุอื่นๆ

ใส่วัสดุปูนเพื่อการเกษตรเมื่อใด

            ในการพิจารณาว่าดินในขณะนั้นมีความจำเป็นต้องใส่ปูนหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสภาพของความเป็นกรด-ด่างของดิน  หากพบว่าดินมีสภาพเป็นกรด  ดินกรดจัดหรือดินเปรี้ยวจัด (pH ต่ำ)  ควรทำการใส่ปูน  เนื่องจากในสภาพความเป็นกรดจะทำให้เกิดการขาดแคลนธาตุอาหารพืช  เช่น  ไนโตรเจน  และฟอสฟอรัส  อีกทั้งหากพบว่าดินที่อยู่ในสภาพที่เป็นกรดจัด  จะมีธาตุอะลูมินั่มละลายออกมาจนเป็นพิษต่อพืชที่ปลูก  พืชไม่เจริญเติบโตและให้ผลผลิตต่ำ  ดังนั้นการใช้วัสดุปูนเพื่อการเกษตรปรับปรุงดินดังกล่าว  จึงเป็นวิธีการแก้ไขที่สะดวกรวดเร็วและลงทุนต่ำ  นอกจากปูนดังกล่าวจะช่วยแก้ไขความเป็นกรดของดินแล้ว  ยังช่วยเพิ่มธาตุอาหารแคลเซียมและหรือแมกนีเซียม  เพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารบางชนิดในดิน  เพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์  และยังช่วยเสริมกิจกรรมทางด้านชีวภาพอีกด้วย

ประโยชน์ของการใช้ปูนเพื่อปรับปรุงดินกรดหรือดินกรดจัด

  1.  ปูนช่วยยกระดับ pH ของดินให้สูงขึ้น  ลดความรุนแรงของกรด  และลดผลเสียโดยทางอ้อมอันเนื่องมาจากความเป็นกรด  และช่วยทำให้สมดุลธรรมชาติของธาตุอาหารต่างๆ ที่มีอยู่ในดิน
  2. เพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพวกไนโตรเจน  ฟอสฟอรัส  แคลเซียม  แมกนีเซียม  ซิลิกา  โมลิบดินัม  เป็นต้น
  3. ปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดินบางชนิดให้ดีขึ้น  ทำให้ดินเหนียวร่วนขึ้น  ทำให้เกิดการถ่ายเทน้ำออกไปจากช่องอากาศในดิน  และการอุ้มน้ำในช่องว่างขนาดเล็กมีมากขึ้น  เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชและกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช
  4. เพิ่มและส่งเสริมกิจกรรมของจุลินทรีย์ดินที่เป็นประโยชน์ต่อพืช  เช่น  จุลินทรีย์ที่ย่อยสลายอินทรียวัตถุสามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ  ที่ระดับ pH เป็นกรดอ่อนหรือเป็นกลาง
  5. การใส่ปูนจะช่วยลดการเกิดอาการโรคเน่า  โคนเน่าของพืช
  6. ควบคุมปริมาณกรดอินทรีย์  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ความเข้มข้นของเหล็ก  อะลูมินัม  ตลอดจนสารพิษต่างๆ  เช่น  ไพไรท์  และไฮโดรเจนซัลไฟด์ในสารละลายดิน  มิให้มีการสะสมมากเกินไปจนเป็นพิษต่อข้าว

ชนิดและคุณภาพของปูนที่ใช้ทางการเกษตร

  1.  ปูนในรูปของคาร์บอเนต (Carbonate)

1.1     หินปูน (limestone) หมายถึง  หินชั้นหรือหินตะกอนที่ประกอบด้วยแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นส่วนใหญ่ 

1.2     คัลไซต์ (calcite) เป็นคาร์บอเนตที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ  คัลไซต์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของหินปูน  หินอ่อนและชอร์ค

1.3     โดโลไมต์ (dolomite) เป็นแร่เกิดจากตะกอนของแคลเซียมและแมกนีเซียมทับถมกัน

1.4     ปูนมาร์ล (marl)  องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นแคลเซียมคาร์บอเนตและดินเหนียว

1.5     หินอ่อน (marble) ประกอบด้วยเม้ดผลึกของแร่คัลไซต์  และไดโนไมต์

  1. ปูนในรูปออกไซด์ (oxide) ได้แก่พวกแคลเซียมออกไซด์  แมกนีเซียมออกไซด์  หาได้ง่ายโดยทั่วไป  ในทางการค้าเรียกปูนเผา
  2. ปูนในรูปไฮดรอกไซด์ (hydroxide) ได้แก่  พวกแคลเซียมไฮดรอกไซด์
  3. ปูนในรูปซิลิเกต (silicste)  เป็นผลพลอยได้จากโรงงานถลุงเหล้ก  ได้แก่  พวกสแลคต่างๆ เช่น  เบสิคสแลค  เป็นต้น

 

คำศัพท์ควรรู้เกี่ยวกับการใช้ปูนทางการเกษตร

      ค่าสมมูลแคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate equivalent)  หรือที่เรียกย่อว่า CCE หมายถึง  ค่าการทำให้เป็นกลางของปูน (Total neutralizing power หรือ TNP)  ของวัสดุจำพวกปูน  หรือค่าสมมูลแคลเซียมคาร์บอเนตของวัสดุปูนไลม์หรือหินปูนโดโลไมต์  เป็นค่าที่แสดงถึงความสามารถของสารชนิดนั้นๆ ในการลบล้างหรือสะเทิน (neutralized)  ฤทธิ์ความเป็นกรดของดินเมื่อเทียบกับปูลแคลเซียมคาร์บอเนตที่บริสุทธิ์ที่กำหนดให้มีค่าซีซีอีเท่ากับร้อยละ 100  ซึ่งก็หมายความว่าสำหรับปูนขาวที่มีค่าซีซีอีเท่ากับร้อยละ 110 จะมีความสามารถในการลบล้างความเป็นกรดได้ดีกว่าปูนแคลเซียมคาร์บอเนตที่บริสุทธิ์ 1.1 เท่า  ซึ่งแสดงว่า  ปูนขาวหรือปูนแคลเซียมออกไซด์มีสมบัติในเชิงเคมีเพื่อแก้ความเป็นกรดของดินดีกว่าปูนแคลเซียมคาร์บอเนตเล็กน้อย

         ส่วนปริมาณปูนที่ใช้ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ  โดยเฉพาะชนิดปูน  และประเภทของเนื้อดิน  จึงควรใช้ตามคำแนะนำจากผลวิเคราะห์ค่า “ความต้องการปูน” (lime requirement)  ของดิน  ยกตัวอย่าง  เช่น  ถ้าจะใช้ปูนขาวกับดินกรดที่มีเนื้อดินประเภทดินเหนียว  ดินร่วนเหนียว  เพื่อปลูกข้าวโพด  ข้าวฟ่าง  ฝ้าย  ถั่วเหลือง  ถั่วลิสง  ถั่วเขียว  และพืชไร่ชนิดอื่นๆ  ควรใช้ปูนขาวในอัตรา 300-400  กิโลกรัมต่อไร่  โดยใช้ 3- 4 ปีต่อครั้ง  แต่ถ้าเป็นดินทราย  ดินร่วนปนทราย  ควรใช้ปูนขาวในอัตราเพียง 75-150  กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น  ทั้งนี้เพราะดินกรดที่มีเนื้อหยาบ (ดินทราย  ดินร่วนปนทราย  ฯลฯ)  โดยธรรมชาติจะมีความจุบัฟเฟอร์ (buffering capacity) ต่ำ  ดังนั้นจึงมีคุณสมบัติในการดื้อต่อการเปลี่ยนแปลง pH ของดิน  เมื่อมีการใช้ปูนจึงน้อยกว่าเนื้อดินละเอียดมาก  (ดินเหนียว  ดินร่วนเหนียว ฯลฯ)  หรืออีกนัยหนึ่งคือ  ถ้าในกรณีที่ต้องใช้หินปูนบด (หินฝุ่น)  แทนปูนขาว  ก็ควรใช้ในอัตราที่สูงกว่าปูนขาว  ทั้งนี้เพาะหินปูนบด (หินฝุ่น)  โดยเฉลี่ยมีค่าซีซีอี  หรือประสิทธิภาพในการสะเทินความเป็นกรดของดินต่ำกว่าปูนขาว

หมวดหมู่บันทึก: บริการวิชาการ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 27 พฤษภาคม 2556 10:05 แก้ไข: 27 พฤษภาคม 2556 10:05 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 DaDa, Ico24 Our Shangri-La, และ 2 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.215.33.158
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ