นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 995
ความเห็น: 0

การป้องกันและรักษา(หน้ากรีด)ยางพาราเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนชุก ตอนที่ 2

จากความเดิมตอนที่แล้วที่ Marky ได้เกริ่นถึงหลักการปฏิบัติสำหรับการกรีดยางในช่วงหน้าฝนไปแล้ว  ถึงตอนนี้เรามาทำความรู้จักกับโรคที่มักเกิดกับการกรีดยางในช่วงหน้าฝนกันค่ะ  ว่าแล้วก็ไปติดตามกันเลยค่ะ

โรคเส้นดำ (Black stripe)

 

         เป็นโรคทางลำต้นของยางพาราที่มีความสำคัญ เนื่องจากทำลายหน้ากรีดซึ่งเป็นบริเวณที่เก็บเกี่ยวผลผลิต ถ้าอาการรุนแรงจะไม่สามารถกรีดยางซ้ำบนหน้ากรีดเดิมได้อีก ทำให้ระยะเวลาการให้ผลผลิตสั้นลง โรคนี้แพร่ระบาดในพื้นที่ที่เกิดโรคใบร่วงและฝักเน่าเป็นประจำ

สาเหตุของโรคเส้นดำ

         เกิดจากเชื้อรา Phytophthora botryose Chee, P. palmivora (Butl.) Butl.

ลักษณะอาการของโรคเส้นดำ

          บริเวณหน้ายางที่ผ่านการกรีดมาแล้ว จะมีลักษณะเป็นรอยช้ำ ต่อมาจะกลายเป็นรอยบุ๋มสีดำหรือสีน้ำตาลดำตามแนวยาวของลำต้น เมื่อเฉือนเปลือกบริเวณรอยบุ๋มสีดำจะเห็นลายเส้นสีดำบนเนื้อไม้ยางพารา และอาจลุกลามลงใต้รอยกรีด ถ้าอาการรุนแรง เปลือกยางพาราบริเวณที่เป็นโรคจะปริเน่า มีน้ำยางไหล เปลือกเน่าหลุดออกมา ถ้าการเข้าทำลายของเชื้อไม่รุนแรง เปลือกยางที่งอกใหม่จะเป็นปุ่มปม

 การแพร่ระบาดของโรคเส้นดำ

          เชื้อราบนฝักและใบที่เป็นโรคจะถูกชะล้างโดยน้ำฝนลงมาที่หน้ากรีด พบระบาดรุนแรงเมื่อกรีดยางติดต่อกันในฤดูฝนโดยไม่มีการป้องกันรักษาหน้ากรีด โดยเฉพาะเมื่อความชื้นสูงกว่า 90% หน้ากรีดจะเปียกอยู่ตลอดเวลา เหมาะต่อการขยายพันธุ์ของเชื้อ

พืชอาศัยของเชื้อราโรคเส้นดำ

        เชื้อรา P. palmivora สามารถเข้าทำลายพืชอื่นได้หลายชนิด เช่น มะละกอ แตงโม ส้ม ทุเรียน พริกไทย โกโก้ มะพร้าว ยาสูบ ส่วนเชื้อรา P. botryose สามารถเข้าทำลายทุเรียน ส้ม และกล้วยไม้ได้

การป้องกันกำจัดโรคเส้นดำ

  1.  ไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเชื้อราเป็นพืชร่วมยางพาราหรือพืชแซมยางพารา
  2.  ควรหลีกเลี่ยงการเปิดกรีดต้นยางพาราในช่วงฤดูฝนชุก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโรคระบาดรุนแรง
  3.  ระยะที่สวนยางพารามีโรคใบร่วงระบาด อาจใช้สารเคมีทาป้องกันโรคที่หน้ากรีด เช่น  เมทาแลกซิล(metalaxyl) ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น เอพรอน 35% SD โดยใช้ในอัตรา 7-10 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ทาพื้นที่หน้ากรีด หรือทาเหนือรอยกรีดด้วยฟอสเอทธิล อลูมินัม ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น อาลีเอท 80% WP โดยใช้ในอัตรา 8-10 กรัม
    ต่อน้ำ 1 ลิตร ทาหน้ากรีดภายใน 12 ชั่วโมงหลังการกรีดยาง ทุกสัปดาห์
  4.  ถ้าพบอาการที่หน้ากรีด ต้องเฉือนส่วนที่เป็นโรคออกก่อนแล้วทาแผลด้วยสารเคมี เช่น

-           เมทาแลกซิล(metalarxyl) ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น เอพรอน 35% SD โดยใช้ในอัตรา 14 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ผสมสารจับใบ 2 ซีซี พ่นหรือทาหน้ากรีดยาง ทุก  5-7 วัน อย่างน้อย 4 ครั้ง

-           ฟอสเอทธิล อลูมินัม(fosetyl-Al) ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น อาลีเอท 80% WP โดยใช้ในอัตรา 20-25 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ผสมสารจับใบ 2 ซีซี พ่นหรือทาหน้ากรีดยาง ทุก  5-7 วัน อย่างน้อย 4 ครั้ง

-           ออกซาไดซิล+แมนโคเชบ(oxodixyl+mancozeb) ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น แซนโดแฟน-เอ็ม 10+56% WP โดยใช้ในอัตรา 40-60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ผสมสารจับใบ 2 ซีซี พ่นหรือทาหน้ากรีดยาง ทุก  5-7 วัน อย่างน้อย 4 ครั้ง

***********************************************************

ยังไม่หมดนะคะ  ยังมีโรคที่มักเกิดกับการกรีดยางในช่วงหน้าฝนมาให้อ่านกันอีก  โปรดติดตามต่อในตอนต่อไปค่ะ

หมวดหมู่บันทึก: บริการวิชาการ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 15 กันยายน 2557 10:25 แก้ไข: 15 กันยายน 2557 10:25 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 คนธรรมดา, และ 3 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.237.71.23
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ