นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1297
ความเห็น: 0

การป้องกันและรักษา(หน้ากรีด)ยางพาราเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนชุก ตอนที่ 4

         ต่อๆๆ !!! ต่อจาก  ตอนที่ 1,  ตอนที่ 2  และตอนที่ 3 ที่ผ่านมานะคะ  เป็นไงล่ะ  รู้จักหลายโรคที่เข้าทำลายยางพาราในช่วงหน้าฝนกันบ้างรึยัง  ยังนะ  ยังไม่หมดเท่านั้น  ยังมีอีกหางว่าว  ไปดูต่อกันเลยค่ะ


***************************************** 

 

โรคราสีชมพู (Pink disease)

         เข้าทำลายต้นยางพาราที่มีอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป หรือเมื่อต้นยางเริ่มสร้างทรงพุ่ม โดยเฉพาะตรงบริเวณคาคบทำให้ต้นยางแคระแกร็น ไม่สามารถเปิดกรีดได้เมื่อถึงกำหนด ถ้าเชื้อเข้าทำลายคาคบอย่างรุนแรง อาจทำให้ต้นยางพารายืนต้นตาย

 

สาเหตุของโรคราสีชมพู 

เกิดจากเชื้อรา Corticium salmonicolor Berk. & Br.

ลักษณะอาการของโรคราสีชมพู 

เริ่มแรกเปลือกบริเวณคาคบ กิ่งก้าน และลำต้น จะปริแตกมีน้ำยางไหลติดอยู่ตามเปลือก เมื่ออากาศชื้นจะเห็นเส้นใยสีขาวที่ผิวเปลือกยาง แผลจะขยายเป็นบริเวณกว้างออกไป เมื่อเชื้อเจริญเต็มที่จะมองเห็นเป็นสีชมพู ซึ่งเป็นระยะที่เชื้อเจริญเข้าไปในเปลือกและลุกลามไปยังลำต้น ทำให้เปลือกแตกและกะเทาะออก น้ำยางไหลออกมาจับตามกิ่งก้านและลำต้นเป็นทาง เมื่อน้ำยางแห้งจะมีราดำเข้าจับเห็นเป็นทางสีดำ ใต้บริเวณแผลจะมีการแตกกิ่งใหม่ขึ้นเหมาะสม เชื้อราจะพักตัว สีชมพูที่เคยปรากฏจะซีดลงจนเป็นสีขาว เมื่อถึงฤดูฝนปีถัดไป จะเริ่มเจริญลุกลามต่อไป

การแพร่ระบาดของโรคราสีชมพู

โรคนี้ระบาดรุนแรงในสภาพอากาศชุ่มชื้น มีปริมาณน้ำฝนสูง เมื่ออากาศแห้ง เชื้อราจะพักตัวและเจริญลุกลามต่อในฤดูฝนปีถัดไป เชื้อราระบาดโดยลม และฝน

พืชอาศัยของเชื้อราโรคราสีชมพู

กาแฟ โกโก้  ชา มะม่วง ขนุน  ทุเรียน เงาะ

การป้องกันกำจัดของโรคราสีชมพู

  1.  ดูแลรักษาสวนยางพาราให้โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่อับชื้น
  2.  ไม่ควรปลูกพืชอาศัยเป็นพืชร่วมยางหรือพืชแซมยางพารา
  3.  ต้นยางพาราอายุน้อย ถ้าเป็นโรครุนแรงจนถึงกิ่งแห้งตาย และมีกิ่งใหม่งอกใต้รอยแผล ควรตัดแต่งกิ่งแห้งตายทิ้ง โดยตัดให้ต่ำกว่ารอยแผลประมาณ 2-3   นิ้ว แล้วทาสารเคมีเคลือบบาดแผล
  4.  ต้นยางพาราที่ยังไม่เปิดกรีด เมื่อเป็นโรคแนะนำให้ใช้สารเคมีบอร์โดมิกซ์เจอร์ (Bordeaux mixture) ที่มีอัตราส่วนผสมจุนสีหนัก 120 กรัม ปูนขาวหนัก 240 กรัม (ถ้าเป็นปูนเผาใหม่ใช้ประมาณ 150 กรัม) ผสมน้ำ 10 ลิตรโดยผสมใหม่ๆ ทาบริเวณที่เป็นโรค ไม่แนะนำให้ใช้กับต้นยางพาราที่เปิดกรีดแล้ว เนื่องจากสารทองแดงซึ่งเป็นส่วนผสมของบอร์โดมิกซ์เจอร์ จะไหลลงไปผสมกับน้ำยางที่กรีดได้ ทำให้คุณภาพนำยางเสื่อมลง
  5.  เมื่อตรวจพบที่เป็นโรคให้ขูดเปลือกบริเวณรอยแผลออกก่อนแล้วทาสารเคมี เช่น

-          เบโนมิล (benomyl) ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น เอพรอน 50% WP โดยใช้ในอัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ขูดเปลือกบริเวณรอยแผลออก

-          ไตรดีมอร์ฟ (tridemorph)ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น คาลิกซิน 70% EC โดยใช้ในอัตรา 60-120 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร แล้วทาสารเคมี

************************************************

โรคใบจุดนูน (Colletotrichum leaf spot)

โรคนี้เข้าทำลายใบอ่อนของต้นยางได้ทุกระยะการเจริญเติบโตและเกิดได้ตลอดทั้งปี แต่จะรุนแรงในสภาพอากาศขึ้น จนเป็นเหตุให้เกิดใบร่วง และการตายจากยอดในยางพันธุ์อ่อนแอ

สาเหตุโรคใบจุดนูน

เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides (Penz.) Soce.

ลักษณะอาการโรคใบจุดนูน

ใบยางอ่อนที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย ปลายใบจะบิดงอ เหี่ยวเน่าดำ และหลุดร่วงในระยะใบเพลลาด ใบบางส่วนอาจบิดงอ และพบจุดแผลสีน้ำตาล ขอบแผลสีเหลือง ขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร เมื่อใบยางมีอายุมากขึ้น จุดเหล่านี้จะนูน เนื้อเยื่อตรงกลาง แผลอาจทะลุเป็นรู ถ้าระบาดรุนแรงอาจพบแผลบนกิ่งอ่อนหรือยอดอ่อน  และทำให้เกิดอาการตายจากยอดได้

การแพร่ระบาดของโรคใบจุดนูน

ระบาดรุนแรงกับยางที่แตกใบอ่อน ในช่วงที่มีฝนตกชุก ความชื้นสูง เชื้อแพร่ระบาดโดยน้ำฝน ลม และแมลง

พืชอาศัยของเชื้อราโรคใบจุดนูน

อาโวกาโด โกโก้ กาแฟ ชา ส้ม กล้วย มะละกอ

การป้องกันกำจัด

ต้นยางที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ใช้สารเคมีพ่นบนใบยางเมื่อเริ่มพบการระบาด

-          ไซเนบ(zineb) ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น ไซเนบ 80% WP โดยใช้ในอัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นบนใบยางอ่อนทุก 5 วัน ประมาณ 5-6 ครั้ง

-          คลอโรธาโลนิล(chlorothalonil) ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น ดาโคนิล 75% WP โดยใช้ในอัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นบนใบยางอ่อนทุก 5 วัน ประมาณ 5-6 ครั้ง

-          เบโนมิล(benomy) ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น เบเลท 50% WP โดยใช้ในอัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นบนใบยางอ่อนทุก 5 วัน ประมาณ 5-6 ครั้ง

-          โพรพิเนบ(propineb) ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น แอนทราโคล 75% WP โดยใช้ในอัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นบนใบยางอ่อนทุก 5 วัน ประมาณ 5-6 ครั้ง

************************************************************************************************

โรคใบร่วงและฝักเน่า(Phytophthora leaf fall)

         ทำความเสียหายแก่ต้นยางทั้งยางเล็กและยางใหญ่ โดยเข้าทำลายได้ทั้งฝักยาง ใบและก้านใบ และเป็นแหล่งเชื้อที่สามารถแพร่ระบาดเข้าทำลายหน้ากรีด เกิดอาการโรคเส้นดำได้

สาเหตุของโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า

         เกิดจากเชื้อรา Phytophthora botryose Chee. P. palmivora (Butl.) Butl. P. nicotianae Van Breda de Haan var. parasttica (Dastur) Waterhouse

ลักษณะอาการของโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า

         สังเกตอาการได้เด่นชัดที่ก้านใบ โดยปรากฏรอยแผลซ้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำตามความยาวของก้านใบ แผลบริเวณที่เป็นทางเข้าของเชื้อมีหยดน้ำยางเล็กๆ เกาะติดอยู่ เมื่อนำใบยางเป็นโรคมาสะบัดไปมาเบาๆ ใบย่อยจะหลุดทันที ซึ่งต่างจากใบยางที่ร่วงหล่นตามธรรมชาติ เมื่อนำมาสะบัดไปมาใบย่อยจะไม่ร่วง บางครั้งแผ่นใบอาจเป็นแผลสีน้ำตาลเข้มถึงดำมีลักษณะช้ำน้ำ ขนาดของแผลไม่แน่นอน นอกจากนี้เชื้อสามารถเข้าทำลายฝักยางได้ทุกระยะ ทำให้ฝักเน่า ถ้าความชื้นในอากาศสูงจะพบเชื้อราสีขาว เจริญปกคลุมฝัก ฝักที่ถูกทำลายจะเน่าดำค้างอยู่บนต้น ไม่แตกและร่วงหล่นตามธรรมชาติ กลายเป็นแหล่งเชื้อโรคในปีถัดมา

การแพร่ระบาดของโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า

        เชื้อราแพร่ระบาดโดยลมและฝน ความรุนแรงของการเกิดโรคขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน และจำนวนวันฝนตก เชื้อนี้ต้องการน้ำเพื่อการขยายพันธุ์ จึงระบาดได้ดีในสภาพอากาศเย็น ฝนตกชุก มีความชื้นสูงต่อเนื่องกันอย่างน้อย 4 วัน โดยที่มีแสงแดดน้อยกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน

พืชอาศัยของเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคใบร่วงไฟทอปโทร่า

ทุเรียน  ส้ม พริกไทย ปาล์ม โกโก้

 

การป้องกันกำจัดโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า

  1. ไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเชื้อราเป็นพืชแซมยาง
  2. กำจัดวัชพืชและตัดแต่งกิ่งในสวนยางพาราให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นในสวนยาง
  3. หากระบาดกับต้นยางที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี

-          เมทาแลกซิล(metalaxyl) ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น เอพรอน 35% SD โดยใช้ในอัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นพุ่มใบเมื่อเริ่มพบการระบาด ทุก 7 วัน

-          ฟอสเอทธิล อลูมินั่ม(fosetyl-Al) ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น อาลีเอท 80%  WP โดยใช้ในอัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นพุ่มใบเมื่อเริ่มพบการระบาด ทุก 7 วัน

ต้นยางใหญ่ที่เป็นโรคอย่างรุนแรงจนใบร่วงหมดต้น ให้หยุดกรีดยาง และใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางให้สมบูรณ์

หมวดหมู่บันทึก: บริการวิชาการ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 07 ตุลาคม 2557 10:06 แก้ไข: 07 ตุลาคม 2557 10:06 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Monly, Ico24 คนธรรมดา, และ 4 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.237.71.23
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ