นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2802
ความเห็น: 1

ว่าด้วยเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา (1)

ประเทศไทยเราซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมากแต่ไม่มีกระบวนการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพกลับต้องขายทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่โดยให้ต่างชาติเข้ามาใช้สิทธิในทรัพยากรของเราแทน

     

     เมื่อวันที่ 16-17 มีนาคม 2552 ได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา  และ พรบ. คุ้มครองพันธุ์พืช  ซึ่งจัดโดยศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ณ ห้องสุริยาศศิน  โรงแรมลีการ์เด้นพลาซ่า  หาดใหญ่  และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับ  อาจารย์นักวิทยาศาสตร์  และนักวิจัยเป็นอย่างมาก  รวมทั้งบุคคลทั่วไปก็คิดว่ารู้เอาไว้คงไม่เสียหลาย  อาจไม่ได้ใช้ประโยชน์โดยตรงแต่คงได้รับประโยชน์ทางอ้อมไม่มากก็น้อย   สำหรับการอบรมในวันแรกวันที่ 16 มีนาคม 2552 นั้นได้อบรมในเรื่องความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา  โดย ผศ. ดร. อัครวิทย์  กาญจนโอภาษ  รองผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี  ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์   ซึ่งเมื่อกล่าวถึงคำว่าทรัพย์สินทางปัญญา  คนส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า รู้จัก มันก็คือคำๆเดียวกันกับคำว่าลิขสิทธิ์  แต่ในความเป็นจริงแล้วทรัพย์สินทางปัญญาคลอบคลุมมากกว่านั้น  แล้ว ทรัพย์สินทางปัญญาคืออะไร  

      ทรัพย์สินทางปัญญา หมายถึงผลงานอันเกิดจากการประดิษฐ์คิดค้น หรือความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งเน้นที่ผลผลิตของสติปัญญาและความชำนาญ โดยไม่คำนึงถึงชนิดของการสร้างสรรค์ หรือวิธีการในการแสดงออก ทรัพย์สินทางปัญญาอาจเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เช่น สินค้าต่างๆ หรือเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น บริการ แนวความคิด กรรมวิธี และทฤษฏีต่างๆ เป็นต้น  ทรัพย์สินทางปัญญา แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial Property)
       
คือ ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่เกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรม ความคิดสร้างสรรค์นี้จะเป็นความคิดในการประดิษฐ์คิดค้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม ซึ่งอาจจะเป็นกระบวนการหรือเทคนิคในการผลิตที่ได้ปรับปรุงหรือคิดค้นขึ้นใหม่ หรือที่เกี่ยวกับตัวสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นองค์ประกอบและรูปร่างสวยงามของตัวผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องหมายการค้าหรือยี่ห้อ ชื่อและถิ่นที่อยู่ทางการค้า ที่รวมถึงแหล่งกำเนิดสินค้า และการป้องกันการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
              ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม สามารถแบ่งออกได้ดังนี้
           
1.1    สิทธิบัตร (Patent
)  เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวทุกคนมากที่สุด หรืออาจจะกล่าวได้ว่า สิทธิบัตรเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุก ๆ คน คือ สิ่งของหรือเครื่องใช้ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันล้วนแล้วแต่เป็นผลที่ได้จากการประดิษฐ์คิดค้นทั้งสิ้น เช่น การพัฒนาเกี่ยวกับผงซักฟอก ซึ่งปัจจุบันเป็นผงซักฟอกชนิดเข้มข้นและมีประสิทธิภาพในการซักล้างสูง เป็นต้น ดังนั้น สิทธิบัตรจึงมีส่วนช่วยในการดำรงชีวิตของมนุษย์มีความสะดวกสบายและมีความปลอดภัยมากขึ้น              
                            

            1.2    แบบผังภูมิของวงจรรวม (Layout-Designs of Integrated Circuit)  คือ แบบ แผนผัง หรือภาพที่ทำขึ้นไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบใดหรือวิธีใดเพื่อให้เห็นถึงการจัดวางให้เป็นวงจรรวม จากคำนิยามดังกล่าวจะเห็นได้ว่า แบบของวงจรไฟฟ้าที่ได้ออกแบบขึ้นมา หรือที่เรียกว่า Layout design และตัวชุดหน้ากากหรือแผ่นบัง mask work ซึ่งเป็นตัวต้นแบบที่ใช้ในการสร้างให้เกิดแบบผังภูมิ ก็จัดว่าอยู่ในข่ายที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้ด้วยเช่นกัน
            รูปแบบของการให้ความคุ้มครองแบบผังภูมิ จะเหมือนกับการให้ความคุ้มครองทางด้านสิทธิบัตร กล่าวคือใช้ระบบจดทะเบียน คือตรวจสอบแต่เฉพาะความถูกต้องของเอกสารและคุณสมบัติของผู้ขอรับความคุ้มครอง ผู้ที่ประสงค์จะขอรับความคุ้มครองแบบผังภูมิจะต้องยื่นคำขอจดทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หรืออาจจะยื่นขอที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดของแต่ละจังหวัดก็ได้
            1.3    เครื่องหมายการค้า (Trademark)  หมายถึง
เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ หรือตรา ที่ใช้กับสินค้าและให้ความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเป็นพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 มี 4 ประเภท ได้แก่

1.3.1 เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) หมายถึง เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมาย หรือเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น มาม่า กระทิงแดง เป็นต้น

1.3.2  เครื่องหมายบริการ (Service Mark) หมายถึง เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมาย หรือเกี่ยวข้องกับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของบุคคลอื่น เช่น เครื่องหมายของสายการบิน ธนาคาร โรงแรม เป็นต้น

1.3.3  เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) หมายถึง เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรองใช้เป็นที่หมาย หรือเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของบุคคลอื่น เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพของสินค้า หรือบริการนั้น เช่น เชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ ฮาลาล เป็นต้น

1.3.4 เครื่องหมายร่วม (Colective Mark) หมายถึง เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ใช้โดยบริษัท หรือวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม กลุ่มบุคคล หรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น ตราช้างของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด เป็นต้น        

    1.4    ความลับทางการค้า (Trade Secrets)  คือ ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไปหรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ประโยชน์ในทางการค้าเนื่องจากการเป็นความลับและเป็นข้อมูลที่เจ้าของหรือผู้มีหน้าที่ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้วิธีการที่เหมาะสมรักษาไว้เป็นความลับ
            ตามปกติแล้วความลับทางการค้าจะได้รับความคุ้มครองอยู่ตราบเท่าที่ยังเป็นความลับอยู่ เพราะฉะนั้นสิทธิของเจ้าของความลับทางการค้าจึงมีอยู่ตลอดไป หากความลับทางการค้านั้นยังไม่มีการเปิดเผย และความลับทางการค้าจะได้รับความคุ้มครองโดยไม่ต้องมีการจดทะเบียนแต่อย่างใด เจ้าของความลับทางการค้าสามารถเลือกที่จะแจ้งข้อมูลความลับทางการค้า คือ เจ้าของความลับทางการค้าอาจนำความลับทางการค้าของตนมาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินกับธนาคารได้
            1.5    ชื่อทางการค้า (Trade Name)  หมายถึง ชื่อที่ใช้ในการประกอบกิจการ เช่น โกดัก ฟูจิ เป็นต้น
            1.6    สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication)
มายถึง ชื่อ สัญลักษณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เรียกหรือใช้ แทนแหล่งภูมิศาสตร์ และสามารถบ่งบอกว่าสินค้าที่เกิดจากแหล่งภูมศาสตร์นั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะของแหล่งภูมิศาสตร์นั้น เช่น มีดอรัญญิก ส้มบางมด ผ้าไหมไทย แชมเปญ คอนยัค  กาแฟดอยช้างที่เคยได้ลิ้มรสกันก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาประเภทสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์  คือเป็นกาแฟที่มีการปลูกเฉพาะที่ดอยช้างเท่านั้น เป็นต้น               

   สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความเชื่อมโยง (Links) ระหว่างปัจจัยสำคัญสองประการ คือ ธรรมชาติและมนุษย์ กล่าวคือ ชุมชนได้อาศัยลักษณะเฉพาะที่มีอยู่ในแหล่งภูมิศาสตร์ตามธรรมชาติ เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ หรือวัตถุดิบเฉพาะในพื้นที่ มาใช้ประโยชน์ในการผลิตสินค้าในท้องถิ่นของตนขึ้นมา ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณลักษณะพิเศษที่มาจากพื้นที่ดังกล่าวคุณลักษณะพิเศษนี้อาจหมายถึง คุณภาพ ชื่อเสียงหรือคุณลักษณะเฉพาะอื่นๆ ที่มาจากแหล่งภูมิศาสตร์นั้นๆ 

 2. ลิขสิทธิ์  (Copyright)ลิขสิทธิ์ หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น โดยการแสดงออกตามประเภทงานลิขสิทธิ์ต่าง ๆ   ลิขสิทธิ์ เป็นผลงานที่เกิดจาการใช้สติปัญญา ความรู้ความสามารถและความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานให้เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็น "ทรัพย์สินทางปัญญา"ประเภทหนึ่งที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ดังนั้นเจ้าของผลงานทางลิขสิทธิ์จึงควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย          

      ลิขสิทธิ์ เป็นทรัพย์สินประเภทที่สามารถ ซื้อ ขาย หรือโอนสิทธิกันได้ ทั้งทางมรดก หรือโดยวิธีอื่น ๆ การโอนลิขสิทธิ์ควรที่จะทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือทำเป็นสัญญาให้ชัดเจน จะโอนสิทธิทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนก็ได้             

      หากถามว่าทำไมถึงต้องบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา  ต้องดูว่าเพราะวัตถุประสงค์ของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา คือ  เพื่อส่งเสริมให้มีการคิดค้นประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ   เป็นการให้รางวัลตอบแทนผู้คิดค้นประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ (สิทธิบัตร)  เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้น  เพื่อจูงใจให้มีการเปิดเผยข้อมูลและการนำไปใช้ประโยชน์  และทรัพย์สินทางปัญญายังมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วย  นอกจากนี้การแข่งขันขีดความสามารถของประเทศและความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ  หนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จคือทรัพย์สินทางปัญญา  โดยจะเห็นได้จากการที่ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา  ญี่ปุ่น  และประเทศผู้นำทางเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะขายทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศเป็นมูลค่าสูงมาก  ในขณะที่ประเทศไทยเราซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมากแต่ไม่มีกระบวนการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพกลับต้องขายทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่โดยให้ต่างชาติเข้ามาใช้สิทธิในทรัพยากรของเราแทน  (คิดดูสิน่าเจ็บใจมั๊ยเนี่ย)              

        ในส่วนของผลงานวิจัยของอาจารย์ และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา  เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่จะเน้นที่ผลงานตีพิมพ์   โดยที่เมื่อผลงานนั้นถูกตีพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณชนแล้วจะเสียสิทธิในการจดสิทธิบัตร  ขณะที่ถ้านำผลงานวิจัยที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาได้ไปยื่นของจดสิทธิบัตรไว้  ผลงานวิจัยชิ้นนั้นถูกนำมาเผยแพร่อีกได้  โดยที่ไม่เสี่ยงต่อการถูกคัดลอก เลียนแบบ เปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปเป็นผลงานของตัวเอง               ขอขอบพระคุณศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่ได้จัดกิจกรรมมอบรมดีๆแบบนี้ขึ้น  ขอบคุณวิทยากรทุกท่าน  และขอบคุณคณะทรัพยากรธรรมชาติที่ให้โอกาสได้เข้าร่วมในการอบรมครั้งนี้             

     ติดตามความรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละตัวได้ในโอกาสต่อไปนะคะ   

หมวดหมู่บันทึก: บริการวิชาการ
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 23 มีนาคม 2552 09:15 แก้ไข: 06 ตุลาคม 2552 15:32 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
wullop [IP: 192.168.100.112]
23 มีนาคม 2552 10:13
#42637

เพราะคนไทยอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เลยไม่ต้องคิดบริหารจัดการ ใช้อย่างเดียว

แต่พอจะคิดก็คิดไม่เป็น เพียงแต่เกิดมาในที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติ ก็จะเก็บค่าการใช้ทั้งๆที่ไม่ได้ลงทุนอะไรเลย ผิดกับหลักทรัพย์สินทางปัญญา ที่ต้องมีการลงทุนทางความคิด วิจัย ทดลองทดสอบ จนได้ผล จึงนำไปจดทะเบียนเพื่อขอค่าดำเนินการคืนไปคิดต่อ

ส่วนของไทย ใครมาเอาทรัพยากรไปวิจัยก็จะเก็บค่าธรรมเนียมแล้ว เลยไม่มีใครเอาหรือลงทุนวิจัย สุดท้ายก็สูญหาย หรือไม่ก็เอาไปวิจัยที่อื่นแล้วกลับมาขายเรา แล้วคนไทยก็จะไปฟ้องว่าเขาเอาของไทยไป ซึ่งตรวจสอบก็พบว่า ส่วนที่ขึ้นทะเบียนนะ คือส่วนที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ไม่ได้ขึ้นทะเบียนของที่เอาไป

คงต้องทำความเข้าใจกับคนไทยกันใหม่ ทำอย่างไรให้คนที่มีความพร้อมมาลงทุนวิจัย ก่อนทรัพยากรนั้นจะสูญหายไป โดยเฉพาะพันธุกรรมพืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตในภูมิภาคนี้ 

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 23.21.4.239
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ