นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2299
ความเห็น: 2

สามัญสำนึกของปัญญาชน

ทำตนให้เชิดชูสถาบัน ไปไหนมาไหน ให้เค้ายินดีที่เราไปร่วมว่า “ม.อ. มาแล้ว” ไม่ใช่ “ม.อ. มาอีกแล้ว”

 

            มีการให้ความหมายของคำว่า “ปัญญาชน” ไว้ว่า  หมายถึง  ชนชั้นที่มีปัญญา ใช้สติปัญญา คิด ทำ และแก้ปัญหาด้วยความรู้ที่ร่ำเรียนมา หรือจากการปฏิบัติ ภูมิปัญญา ศึกษา วิจัย ประยุกต์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้มาได้เป็นอย่างดี และเหมาะสม  รวมถึงมีสามัญสำนึกในการนำความรู้มาสร้างสรรค์สิ่งดี  และประพฤติปฏิบัติตนไม่ให้ผู้อื่นเดือดร้อน  ซึ่งเมื่อพิจารณาจากความหมายแล้วใช่ว่าหลายคนจะเป็นปัญญาชน  ดังที่ตนสมอ้างเอาเอง  โดยบอกว่าจบปริญญา  มีการศึกษาก็ถือเป็นปัญญาชนคนหนึ่งแล้ว

                รั้วสถาบันแห่งนี้  ที่ที่น่าจะมีปัญญาชนเดินกระทบไหล่กันให้วุ่น  กลับเต็มไปด้วย “ปัญหาชน”  ซึ่งหมายถึง  ชนชั้นที่พร้อมจะสร้างปัญหา  และความเดือดร้อนให้กับคนรอบข้างอยู่เสมอ  ขาดการใช้สติปัญญา  ขาดสามัญสำนึกในการไตรตรองว่าอะไรผิดอะไรถูก  พร้อมที่จะทำทุกอย่างที่ได้มาซึ่งความสุขส่วนตน (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าพระปณิธานของพระบิดาที่ท่องกันจนขึ้นใจ “our soul is for the benefit of mandkind” ไม่ได้ซึบซาบเข้าไปในจิตใต้สำนึกของคนพวกนี้เลยหรือไงกัน) 

                Marky จะเล่าเหตุการณ์  2 เหตุการณ์ที่ประสบพบเจอกับตนเองมาให้ทุกคนช่วยกันจัดประเภทของคนเหล่านี้  ว่าจะให้เป็นปัญญาชน  หรือ  ปัญหาชน กันแน่??? (ที่จริงเจอมาเยอะค่ะ  แต่เป็นการยกตัวอย่างละกัน)

                เหตุการณ์ที่ 1 เจอตอนเช้าขับรถกลับจากไปส่งเทวดาตัวน้อยที่โรงเรียนอนุบาลสุวรรณวงศ์  วนกลับทางช่องเขา (ข้างโลตัส)  มาจอดติดไปแดงที่ประตูใหญ่หน้ามหาวิทยาลัย  ซึ่งรถคันอื่นๆ ก็จอดกันธรรมดา  หลบให้กันบ้าง  เบียดๆชิดๆกันบ้าง  เพื่อให้คนอื่นๆ ซึ่งตอนเช้าแบบนั้นเป็นช่วงที่นักศึกษากำลังมาเรียน  ทำให้มีจักรยานยนต์จอดติดไฟแดงจำนวนมากจนล้นออกมานอกแนวจอดรถ  และล้นไปในเลนส์ซ้ายสุด  แต่ก็ไม่มีใครรู้สึกอะไร  เพราะต่างคนต่างก็รอสัญญาณไฟเขียว  เดี๋ยวก็ได้ไปกันทุกคนนั่นแหล่ะ  จนต้องสะดุ้ง  ทุกสายตาหันไปมองรถเก๋งสีแดงเลือดหมู (Honda city น่ารุ่นปี 2004-2005) เนื่องจากกระจกรถเป็นกระจกใสไม่ติดฟิล์มจึงเห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา  แต่งกายสุภาพเรียบร้อย  กดแตรนับ 10-20 ครั้ง เพื่อไล่รถจักรยานยนต์นักศึกษาที่จอดเกินเลนส์เข้าไปในเลนส์ซ้าย  นักศึกษาผู้หญิงใส่กระโปรงก็ขับลำบากอยู่แล้ว  ยังต้องบังคับรถเบียดหนีรถเก๋งคนดังกล่าว  ทั้งๆที่สัญญาณไฟเขียวใกล้จะถึงอยู่แล้ว  นักศึกษา 2-3 คันร่นมาข้างหน้า  พ่อคุณสุดหล่อก็ยังไม่สามารถนำรถหรูของตนหลุดออกมาได้  อีกรอบค่ะ  กดแตรอีกรอบ  ถี่กว่าเดิม  พร้อมสีหน้าไม่พอใจ  ประมาณว่าผมรีบมากๆ  (แล้วคนอื่นที่จอดรอกันอยู่น่ะเค้าก็มีภาระหน้าที่กันทุกคนล่ะคุณ)  จนน้องนักศึกษาต้องตัดสินใจเลี้ยวซ้ายไปเพื่อเลี่ยงทางให้คุณเธอ  และเธอก็เหยียบเต็มที่  แต่ที่ต้องหดหู่กันก็คือ  พ่อคุณดันเลี้ยวเข้าทางประตูทิศเหนือเข้ามาใน ม.อ. เหมือนกัน  สิ่งที่ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นติดใจคือ  คุณกำลังจะรีบร้อนไปไหน  หน้าตาดีๆ  เสื้อผ้าดีๆที่คุณใส่  รถคันหรูๆที่คุณขับไม่สามารถลบเลือนจิตใจอันเทาดำที่ไร้สามัญสำนึกของคุณได้เลยใช่หรือไม่????  แค่เสียใจที่มีคนประเภทนี้อยู่ในรั้วสถาบันการศึกษา  อยู่ในที่ที่สร้างปัญญาชนของชาติ

                เหตุการณ์ที่ 2 เจอตอนเย็นหลังเลิกงาน  วันนั้นไม่มีภารกิจพิเศษอื่นใด  เลยนั่งทำงานต่อถึงประมาณ 6 โมงกว่า  ก็ขับรถกลับบ้าน  จอดรถไว้ฝั่งป้ายคณะฯ  ก็เลยออกทางเส้นตลาดเกษตร  พร้อม ๆ กับพี่อีกคนที่ขับนำหน้าเราไป  และมีรถตามหลังมาอีกคัน  ต่างก็ขับจะเลี้ยวขวาออกประตู 109  ด้านซ้ายมี  Honda civic สีน้ำทะเล (ที่จริงจำป้ายทะเบียนรถได้ด้วยนะคะ  แต่ขอเก็บไว้ในใจดีกว่า  บอกใบ้แค่ว่าป้ายทะเบียนเป็นเลขสวยที่ได้จากการประมูลมา) ซึ่งตนเองอยู่ในช่องทางที่ต้องหยุด  เพื่อให้รถทางขวาซึ่งอยู่ในวงเวียนไปก่อน  แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นค่ะ  พอใกล้ถึงวงเวียนรถคันข้างหน้ากำลังจะเลี้ยวขวา  พ่อเจ้าพระคุณทูนหัวกลับเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วขึ้นมาเพื่อจะให้ผ่านไปให้ได้ก่อน  จน 3 คันในวงเวียนต้องเบรกหัวทิ่มไปตามๆ กัน  Marky ได้ยิน  พี่ผู้ชายคันข้างหลังคงทนไม่ไหว  ลดกระจกแล้วจัดเต็มมันไปชุดใหญ่  แต่ประโยคหนึ่งที่จำได้คือ “...ไม่รู้จักขวา-ซ้ายรึไง”  แต่คำถามที่เกิดขึ้นในใจยังคงเป็นประเด็นเดิม  มีเงินซื้อรถหรูๆมาขับ  มีเงินไปประมูลป้ายทะเบียนเลขสวยมาได้  แต่เงินไม่ได้ซื้อสามัญสำนึกของปัญญาชนให้กับพวกคุณเลยหรือ  แล้วคุณจะเรียกตนเองว่าปัญญาชนอยู่อีกหรือ

                Marky นำมาบอกเล่าไว้  เพราะอยากเห็นคนที่อยู่ในสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้  ทำตนให้เหมาะสม  ให้คู่ควรกับเกียรติของสถาบันกันหน่อย  ไปไหนมาไหนจะได้มีคนอยากต้อนรับเรา  อย่างประโยคหนึ่งที่ท่านอดีตอธิการบดี รองศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ  ชิตพงศ์  เคยพูดเสมอ  ตอนที่ Marky ยังเป็นนักศึกษาอยู่ว่าให้ทำตนให้เชิดชูสถาบัน  ไปไหนมาไหน  ให้เค้ายินดีที่เราไปร่วมว่า “ม.อ. มาแล้ว” ไม่ใช่ “ม.อ. มาอีกแล้ว”

หมวดหมู่บันทึก: มุมละไม ของใครบางคน
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 11 มกราคม 2555 11:01 แก้ไข: 11 มกราคม 2555 11:01 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 คนธรรมดา, และ 2 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ต้องเติมท้ายไปด้วยว่า "จอมปลอม"

เมื่อวานมืดแล้ว ผมเองมีความจำเป็นต้องผ่านไปในเส้นทางที่ค่อนข้างมืด แถมถนนก็เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ยังไม่พอ เมื่อวานฝนตกลงมา ผมตั้งสมญานามให้ถนนเส้นนี้ว่า "ถนนโลกพระจันทร์"

ขับสวนกับคุณกะบะรุ่นใหม่เปิดไฟสูง ไม่รู้ว่ากำลังจะรีบไปรับญาติสนิทไปโรงพยาบาลหรือเปล่า ไม่ยอมลดไฟ แถมทำน้ำในหลุมบนถนนกระเด็นใส่ผมเต็มๆ

ก็ได้แต่อวยชัยให้พร ว่าให้มีความสุขความเจริญจากการกระทำนี้ ให้รีบไปถึงที่โดยเร็ว

เราเอง

สารพัดที่จะเจอหลายประเภทของคนที่ขับขี่บนท้องถนน..จนบางครั้งพี่บิวตี้บอกว่า

คนขับรถบนท้องถนนได้เนี่ย..ถือว่าเก่งมากๆ เลยน่ะ เพราะถ้าอารมณ์ร้อนเมื่อใด

ที่ไปเจอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปัญหาร้อยแปด..มักก็จะเกิดอารมณ์ VIP เกือบทุกราย.. ^_^

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.230.154.129
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ