นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 3987
ความเห็น: 0

ยอมรับความแตกต่าง ลดช่องว่างในการอยู่ร่วมกัน

“เวลาในการใช้ชีวิตที่เพิ่มขึ้นทำให้เราเรียนรู้ชีวิต และคนรอบข้างได้มากขึ้น คนไหนที่ยากต่อการปรับเข้าหากัน ก็ให้เราถอยหลังออกมาบ้างเพื่อเว้นระยะห่าง เว้นการเผชิญหน้า เว้นการรับรู้สิ่งที่มากระตุ้นความรู้สึกแย่ให้กับเราอีก ตราบใดที่ใจเรายังไม่พร้อมที่จะเป็นน้ำเพื่อดับไฟ ก็อย่าเอาเชื้อเพลิงในใจไปใกล้ไฟให้มันเผาไหม้ตนเองจะดีกว่า”

 

 

 

 

มีคำพระท่านกล่าวไว้ว่า  “ยถา  น  สกฺกา  ปฐวี สมายํ 
กาตุ  มนุสฺเสน ตถา  มนุสฺสา”

“เราไม่อาจทำแผ่นดินนี้ให้เรียบเสมอกันได้ ฉันใด 
ก็ไม่อาจทำให้มนุษย์ทั้งหลายเหมือนกันได้ทั้งหมด ฉันนั้น”

“แผ่นดินนี้ยังมีที่สูงต่ำ ไม่เรียบร่ำเสมอกันทุกสรรพ์ส่วน
คนทั้งหลายในโลกนี้กี่กระบวน เธอจะชวนให้เหมือนกันอย่าฝันไป
 จงยอมรับความแตกต่างอย่างที่เป็น อย่าขยายประเด็นให้ยุ่งใหญ่
ความแตกต่างคือความงามความวิไล คือจิตใจที่เปิดกว้างอย่างรู้ทัน
 เพราะโลกมีความแตกต่างระหว่างคน จึงน่ายลน่าสนุกน่าสุขสันต์
ความแตกต่างช่วยเติมเต็มระหว่างกัน โลกจึงบรรลุล่วงถึงช่วงชัย”

     ความแตกต่างของ "คนสองคน" ที่แต่ละคนเติบโตมาจากที่แตกต่าง . . . ยิ่งมาอยู่ใกล้กันมาก . . . ก็ยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างกัน ของ "คน" สอง  "คน"  อาจมีหลายครั้ง  . . . ที่เรารู้สึกขัดใจที่อีกคน ทำอย่างนั้น  . . .  อย่างนี้หรือ  พูดจาอะไร ที่เราไม่ค่อยพอใจแต่ด้วยความรักที่มีอยู่ และหวาดกลัวว่า . . .หากพูด หรือ ทำอะไรออกไปแล้ว  . . . จะเกิดการกระทบกระทั่ง หรือทำให้เสียความรู้สึกกันไปเปล่า ๆจึงเก็บความอึดอัดใจ ไว้ ดีกว่า  จนเผลอลืมไปว่า . . . ความรู้สึกที่ไม่ได้รับการผ่อนคลายนั้นจะถูกทับถม สะสมให้สูงขึ้น . . . เป็นความขุ่นเคือง ในอารมณ์ อยู่เสมอและอาจถึงจุดที่ ไม่อาจทนได้ในสักวัน

       การคบหาใครสักคนไม่ว่าจะเป็นคู่ชีวิต  หรือเพื่อน  และหมายรวมถึงเพื่อนร่วมงานด้วยอย่างจริงจังนั้นเราต้องไม่ลืมไปว่า . . .คนๆ นั้น คือคนที่เราต้องอยู่ร่วมใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน . . . อีกชั่วระยะเวลาหนึ่งเลยทีเดียว  อย่าให้ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อดทน ขนาดนั้นเลย   กล้าที่จะพูดในแง่ดี . . .  แง่เสีย เพื่อที่อีกฝ่ายจะได้รับรู้ และปรับตัวเข้าหากันเพื่อถนอมรักไว้ให้อยู่ด้วยกันนาน  . . . นาน  เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลย...หากจะเก็บความรู้สึก  เพื่อที่จะให้รักกันให้มากๆ ในวันนี้  แต่ไม่เคยยอมรับอะไรกันได้ และมีแต่ให้ความรักน้อยลงในวันต่อไปอย่า . . . ปล่อยให้ความขุ่นเคืองใจเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่  กับแค่การที่คน สองคน ที่ไม่ได้คุยกันเพราะแค่คำว่า “เกรงใจ  หรือกลัวอีกคนจะโกรธ”  กล้าที่จะพูดคุยกัน ให้เข้าใจและให้ทุกความคลางแคลงใจ จบลง . . . ที่ตรงนั้นจะดีกว่า จริงไหม?  เพราะถ้าปล่อยให้เป็นการเอาเปรียบโดยที่อีกฝ่ายก็ต้องอยู่กับคำว่าอดทน  จนถึงวันหนึ่งที่ฝ่ายที่ต้องอดทนไม่อยากทนต่อไปอีก  มันจะกลายเป็นการสูญเสียมิตรภาพที่น่าเสียดายไปได้  ดังนั้นคนที่รู้ตัวว่าเอาเปรียบคนอื่นอยู่ก็ต้องส่องกระจกมองการกระทำของตัวเองบ้าง  ไม่ใช่หวังจะได้สิ่งดีๆ  โดยตนเองไม่ลงทุนอะไร  ไม่มีแม้แต่ต้นทุนของความจริงใจ  มิหนำซ้ำยังแถมการดูถูกเหยียดหยามคนอื่นเข้าไปด้วยแล้ว  คนที่เป็นฝ่ายอดทนคงไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่จะทนกับคนพวกนี้อีกต่อไปเหมือนกัน 

            มีทุกข์อีกอย่างหนึ่งที่เกิดในหมู่คณะใดแล้วมักจะทำให้เกิดความขัดแย้ง นั่นก็คือทุกข์ เพราะความแตกต่าง  คนเรามีความแตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นเรื่องธรรมชาติ ถ้าเราเกิดความขัดแย้งขึ้นมา ความขัดแย้งนั้นจะไม่ตกผลเป็นความแตกแยก เมื่อเรายอมรับความแตกต่างระหว่างกัน ย่อมไม่เกิดเป็นทุกข์ ที่เราเป็นทุกข์อีกอย่างหนึ่งเวลาทำงาน อยู่ร่วมกับใคร หรือเราอยู่ในครอบครัวแล้วเราเป็นทุกข์ นั่นคือความแตกต่างระหว่างความคิด พ่อแม่คิดอย่างหนึ่งเราคิดอย่างหนึ่ง พี่น้องคิดอย่างหนึ่ง ก็เป็นเหตุให้ต้องทะเลาะกันทุกวันเพราะอะไร เพราะความคิดไปคนละเรื่องคนละมุม เราไปซ้ายเขาไปขวาเราเดินหน้าเขายอมถอยหลัง เราเลือกฟังแต่สิ่งที่หูอยากฟัง เลือกดูแต่ที่ตาเราอยากมอง  เรากำลังปิดบังตัวเองอยู่ทำไมเราไม่มองสิ่งที่ไม่น่ามองแล้วมองให้เห็นว่ามันน่ามองได้เหมือนกัน

              ทุกคนไม่มีใครไม่เคยมองฟ้ากับดิน ซึ่งเป็นตัวอย่างของความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดบนโลกใบนี้ แต่ทำไมกลับอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว นั่นก็เพราะมีมนุษย์อยู่ตรงกลาง เพราะมีมนุษย์ที่รู้จักสามารถนำฟ้ากับดินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ตัวเราก็เหมือนกัน เขาคิดอย่างหนึ่ง  เราคิดอย่างหนึ่ง เรายอมรับความแตกต่างได้ไหม แล้วเราสามารถยืนตรงกลาง อีกทั้งสามารถอาศัยความแตกต่างนั้นให้เกิดประโยชน์ได้หรือไม่ ถ้าเราสามารถยืนตรงกลางได้เราก็ยังเป็นมนุษย์แต่ถ้าเรารู้ว่า เราพบความแตกต่างแล้วเรายืนตรงกลางไม่ได้ และไม่สามารถใช้ชีวิตได้ เราหาใช่มนุษย์ไม่ อาจจะไปเป็นนกที่อยู่บนฟ้าหรืออาจจะไปเป็นปลาที่อยู่ในน้ำ  แต่ตอนนี้เราเป็นสองขาที่เดินอยู่บนดิน  เรามองเห็นทุกวันฟ้าก็เป็นฟ้า  ดินก็คือดินเราเปลี่ยนดินให้เป็นฟ้าได้ไหม  เปลี่ยนฟ้าให้เป็นดินได้ไหม  ถ้าคำตอบคือไม่ได้ ชีวิตคนเราก็เหมือนกัน เราก็คิดแบบเรา เขาก็คิดแบบเขาจะให้คิดเหมือนกันได้ไหม  มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้  แต่สามารถปรับเข้าหากันได้  จริงหรือไม่ที่มีคนกล่าวว่า “การย้ายภูเขาเคลื่อนแผ่นดินนั้นมนุษย์เรายังทำกันได้ แต่ให้เปลี่ยนใจตัวเองกลับเปลี่ยนไม่ได้ เริ่มต้นกันตั้งแต่วันนี้  ทำการบ้าน  ทำแบบฝึกหัดชีวิตเพื่อยอมรับความแตกต่างของความคิด  ถ้าเรารับมันได้ เราจะอยู่บนโลกนี้ได้อย่างเป็นสุข ความขัดแย้งจะไม่เป็นที่อยู่อาศัยของความโศกเศร้าเสียใจ รอยแตกร้าวจะไม่บังเกิดขึ้นที่ใด ถ้าที่นั่นรู้จักรับความแตกต่าง แล้วยังมีเรื่องใดที่เป็นทุกข์อีกไหม ถ้าแก้ได้เรื่องความโลภ ถ้าแก้ได้เรื่องความห่วงหาวิตกกังวล และถ้าแก้ได้เรื่องความแตกต่าง ทุกข์ในชีวิตจะน้อยลง 

“เวลาในการใช้ชีวิตที่เพิ่มขึ้นทำให้เราเรียนรู้ชีวิต  และคนรอบข้างได้มากขึ้น  คนไหนที่ยากต่อการปรับเข้าหากัน  ก็ให้เราถอยหลังออกมาบ้างเพื่อเว้นระยะห่าง  เว้นการเผชิญหน้า  เว้นการรับรู้สิ่งที่มากระตุ้นความรู้สึกแย่ให้กับเราอีก  ตราบใดที่ใจเรายังไม่พร้อมที่จะเป็นน้ำเพื่อดับไฟ  ก็อย่าเอาเชื้อเพลิงในใจไปใกล้ไฟให้มันเผาไหม้ตนเองจะดีกว่า”

 

 

หมวดหมู่บันทึก: มุมละไม ของใครบางคน
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 21 มีนาคม 2555 15:47 แก้ไข: 21 มีนาคม 2555 15:47 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Baby, Ico24 คนธรรมดา, และ 3 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.215.182.81
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ