นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 804
ความเห็น: 0

กรณีศึกษา การอัพเกรด Windows Server 2003 R2 เป็น Windows Server 2008 [C]

กรณีศึกษา การอัพเกรด Windows Server 2003 R2 เป็น Windows Server 2008

สืบเนื่องจากมีหน่วยงานภายในต้องการขอใช้ระบบสมัครฝึกอบรม ที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ได้ทำการพัฒนา แต่ระบบเดิมยังรันเป็น Windows Server 2003 R2 32 Bit พิจารณาแล้วเห็นว่าควรจะทำการอัพเกรดระบบปฏิบัติการให้สูงขึ้นเสียก่อน ตามข้อมูลที่เคยเขียนเอาไว้ เรื่องข้อมูลการอัพเกรด Microsoft Window Server

ระบบ Server 32 Bit จะต้องอัพเกรดเป็น 32 Bit เหมือนกันเท่านั้นจะไม่สามารถอัพเกรดข้ามเป็น 64 Bit ได้ ดังนั้นถ้าดูจากข้อมูลของเว็บไซต์ Microsoft จะพบว่าสามารถอัพเกรดไปเป็น Window Server 2008 32 Bit ได้เท่านั้น ส่วน Window Server 2008 R2 หรือ Window Server 2012 จะไม่สามารถอัพเกรดได้เนื่องจากเป็น 64 Bit

โดยก่อนเริ่มทำการอัพเกรด ในเว็บไซต์ของ Microsoft ได้แนะนำให้ทำสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (อ้างอิง)

1. ต้องแน่ใจว่าฮาร์ดแวร์ของเครื่องมีสเปคขั้นต่ำที่สามารถทำการอัพเกรดได้

  • มีแรมขั้นต่ำ 512 MB
  • ความเร็วซีพียูขั้นต่ำ 2 GHz
  • พื้นที่ขั้นต่ำ 15 GB แต่แนะนำว่าควรมีอย่างน้อย 40 GB
  • มี DVD-ROM Drive
  • หน้าจอความละเอียด VGA (800x600)
  • มี Keyboard, mouse, NIC Card สำหรับการทำงาน

2. ทำการทดสอบโปรแกรมที่ใช้งานว่าสามารถทำงานได้กับสภาพแวดล้อมใหม่หลังจากอัพเกรดระบบปฏิบัติการแล้ว (ขั้นตอนนี้อาจจะทดสอบกับเครื่องอื่นดูก่อน)

3. สำรองข้อมูลของระบบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลหรือว่าไฟล์ configuration หากทำการอัพเกรดแล้วใช้งานไม่สมบูรณ์จะสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาใช้งานได้ เพราะหากทำการอัพเกรดไปแล้วจะไม่สามารถทำการย้อนกลับมาเป็น Window Server รุ่นก่อนทำการอัพเกรดได้ แต่หากในระหว่างทำการอัพเกรดแล้วโดยสาเหตุสาเหตุหนึ่งระบบจะทำการ Roll Back กลับมาเป็นระบบเดิมให้

4. ก่อนการอัพเกรดระบบจะมีในส่วนของการตรวจสอบความเข้ากันของโปรแกรม (application compatibility) หากมีโปรแกรมที่ไม่เข้ากันของโปรแกรมจะแสดงหน้าต่างแจ้งเตือนเพื่อให้ดำเนินการ ซึ่งอาจจะต้องเข้าไปปิดโหมดการใช้งาน หรือถอนโปรแกรมที่ไม่เข้ากันออก เพื่อให้สามารถทำการอัพเกรดได้

เริ่มต้นการอัพเกรด มีขั้นตอนดังนี้

1. เนื่องจากเครื่อง Server ที่ทำการอัพเกรดเป็นเครื่องเสมือน (Virtual Machine) ไม่ใช่เครื่องจริง (Physical Machine) จึงทำการ snapshot ไว้ก่อนซึ่งเป็นความสามารถของ Virtual Machine อยู่แล้ว หากมีปัญหาในการอัพเกรดก็สามารถทำการย้อนกลับไปยังจุดที่เรา snapshot ไว้ได้ แต่หากเป็นเครื่องจริง จะไม่มีความสามารถตรงนี้ แนะนำว่านอกจากจะทำการสำรองข้อมูลและไฟล์ configuration แล้ว ให้ทำ Image ของเครื่องเก็บเอาไว้ด้วยเผื่อว่าอาจจะต้องนำเก็บมาใช้หากทำการอัพเกรดเครื่องแล้วพบปัญหา โปรแกรมสำหรับทำ Image ก็มีหลายโปรแกรมที่สามารถทำได้แต่ที่ใช้บ่อยและแนะนำก็คือ โปรแกรมที่ชื่อว่า Clonezilla เป็น Opensource และ Freeware โดยสามารถศึกษาข้อมูลและดาวน์โหลดโปรแกรมได้จากเว็บไซต์ clonezilla.org

2. เครื่อง Server ที่จะอัพเกรดมีพื้นที่เหลือไม่ถึง 15 GB ไม่เพียงพอต่อการอัพเกรดจึงต้องทำการขยายพื้นที่ก่อน แต่ Window Server 2003 ไม่มีเครื่องมือที่สามารถทำการขยายพื้นที่ได้จึงจำเป็นต้องใช้โปรแกรมสำหรับจัดการ Partition มาช่วย ซึ่งก็มีหลายโปรแกรมที่ทำได้แต่ที่ใช้ในที่นี้คือโปรแกรมที่ชื่อ AOMEI Partition Assistant Lite Edition เป็นฟรีแวร์ สามารถศึกษาข้อมูลได้จากบทความเรื่อง วิธีเพิ่มขนาดไดร์ บนวินโดว์ ด้วยโปรแกรม AOMEI Partition Lite Edition

3. ดาวน์โหลดโปรแกรม Window Server 2008 32 Bit จาก Microsoft Campus Agreement ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นำมาเขียนลงแผ่น DVD

4. บูทแผ่น DVD โปรแกรม Window Server 2008 จากนั้นกด setup.exe เพื่อเริ่มต้นอัพเกรด

5. เมื่อแสดงหน้าต่าง Install Windows ให้กดปุ่ม Install now

6. จะแสดงหน้าต่างให้ทำการตรวจสอบ update ถ้าเลือกอันแรกจะทำการตรวจสอบ update ล่าสุดจาก Microsoft แต่ในที่นี้เราจะเลือกอันที่สองคือข้ามไปก่อน ค่อยมา update ทีหลัง

7. จะแสดงหน้าต่างให้เลือกรุ่นที่จะ update ในที่นี้เราเลือก Enterprise (Full Installation) **เราไม่สามารถเลือกรุ่น Datacenter (Full Installation) ได้เนื่องจากระบบไม่ยอมเราจะต้องอัพเกรดเป็นรุ่น Enterprise ก่อนแล้วค่อยมาอัพเกรดเป็นรุ่น Datacenter ทีหลัง

หากอยากทราบข้อแตกต่างของแต่ละ Editions สามารถดูได้จากเว็บไซต์นี้ครับ https://social.technet.microsoft.com/wiki/contents/articles/3556.differences-between-the-editions-of-windows-server-2008.aspx


8. จะแสดงหน้าต่างเกี่ยวกับ license ให้ทำเครื่องหมายถูกหน้า I accept the license terms จากนั้นกดปุ่ม Next


9. แสดงหน้าต่างการเลือกประเภทของการติดตั้ง หากต้องการ Upgrade ให้เลือกอันแรก


*แต่ในบางกรณีจะไม่สามารถเลือก Upgrade ได้ ซึ่งมีสาเหตุดังนี้

  • กรณีระบบมีการติดตั้ง Extensions บางอย่าง เช่น FrontPage Server Extensions อยู่ จะต้องไปทำการปิดการใช้งานก่อน ดังนี้

1. ไปที่ Control Panel -> Add or Remove Programs -> Add/Remove Windows Components

2. เลือก Application Server กดปุ่ม Details...

3. เลือก Internet Information Services (IIS) กดปุ่ม Details...


4. ให้เอาเครื่องมือถูกหน้า FrontPage 2002 Server Extensions ออก กดปุ่ม OK

10. หลังจากกดปุ่ม Upgrade แล้วโปรแกรมจะเริ่มต้นตรวจสอบความเข้ากันได้ของระบบ


11. จะแสดงหน้าต่างเตือนสุดท้าย หากพร้อมแล้วให้ทำการกด Next เพื่อเริ่มอัพเกรด

*แต่หากมีปัญหาการตรวจสอบความเข้ากันได้ของระบบจะแสดงหน้าต่างดังภาพ

  • กรณีระบบเดิมมีการติดตั้งโปรแกรม Window Powershell 1.0 อยู่จำเป็นจะต้องไปทำการถอดโปรแกรมก่อน

จากเอกสารของ Microsoft ที่ https://support.microsoft.com/th-th/kb/950376 ได้แนะนำ Hotfix ที่เป็นของ Window Powershell 1.0 ให้เราทำการถอดออกไป แต่บางกรณีจะไม่พบ Hotfix ตามที่ระบุ Microsoft ให้เหตุผลว่าเนื่องจากเราทำการอัพเกรด Service Pack 2 ในทันทีโดยที่ยังไม่ได้ติดตั้ง Window Powershell 1.0 ซึ่งใน Service Pack 2 จะมี Window Powershell 1.0 ติดตั้งมาให้พร้อมกับชุด Package แล้ว ดังนั้นจีงไม่สามารถทำการถอดออกได้ เอกสารของ Microsoft ได้แนะนำให้ทำตามนี้ที่ https://support.microsoft.com/en-us/kb/931941 เค้าบอกว่าเป็นการทำ restore trust to out-of-band updates เหมือนกับการคลาย Hotfix ที่ฝังไว้ออกมา ซึ่งมันต้องทำการติดตั้ง Hotfix เพิ่มเติม แต่ Hotfix ดังกล่าวไม่มีให้ดาวน์โหลดแล้วในเว็บไซต์ของ Microsoft จึงต้องค้นหาเอาจาก google.com ซึ่งก็พบจากเว็บไซต์ http://thehotfixshare.net/board/index.php?autocom=downloads&showfile=3273 แต่เมื่อติดตั้งแล้วก็ไม่สามารถใช้งานได้อยู่ดี แต่ได้ไปพบข้อมูลจากเว็บไซต์ https://geekzguru.wordpress.com/2008/02/16/howto-uninstall-powershell-10 ความเห็นที่ 38 ของคุณ equazcionuazcion มีข้อความว่า

None of these suggestions worked for me.

What did work is so simple you probably wouldn’t think of it:

Navigate to:
C:\Windows\System32\WindowsPowerSell\

Delete the whole WindowsPowerShell folder. (If you’re the cautious type, back it up somewhere first just in case).

Server 2008 compatibility check passed after that.

แปลคร่าว ๆ (แบบตัวเอง) ได้ว่า ให้เข้าไปทำการลบโฟล์เดอร์ WindowsPowerShell จากนั้นทำการติดตั้งใหม่อีกครั้ง เมื่อลองทดสอบดูวิธีนี้สามารถใช้งานได้จริง ๆ โดยมีวิธีการดังนี้ 

1. เข้าไปที่ C:\Windows\System32 หาโฟล์เดอร์ชื่อ WindowsPowerShell

2. ทำการเปลี่ยนชื่อโฟล์เดอร์ WindowsPowerShell เป็นชื่อ WindowsPowerShell.unuse หรือชื่ออื่น ๆ ที่ไม่ให้เหมือนชื่อเดิม (จะลบทิ้งก็ได้ แต่ผมไม่ลบครับแค่เปลี่ยนชื่อ พออัพเกรดเสร็จค่อยมาทำการเปลี่ยนชื่อกลับทีหลัง)

3. จากนั้นลองตรวจสอบอีกครั้งก็จะพบหน้าต่างดังข้อที่ 11 สามารถกดปุ่ม Next เพื่อเริ่มทำการอัพเกรด

12. หลังจากกดปุ่ม Next เครื่อง Server จะเริ่มทำการอัพเกรด ให้รอจนเสร็จ

13. เครื่องจะทำการ Restart จากนั้นจะแสดงหน้าแรกหลังจากอัพเกรด

14. หลังจากทำการ Login ครั้งแรก ระบบอาจจะมีการแจ้งเตือนเกี่ยวกับการค้นพบอุปกรณ์ใหม่ ดังภาพ


15. เนื่องจากเป็นการอัพเกรดระบบใหม่ อาจจะมีไดร์เวอร์เวอร์ชั่นใหม่ที่ดีกว่าเดิม จึงแนะนำให้ทำการ Update Window เพื่อปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น หลังจากทำการอัพเกรด

จบขั้นตอนการอัพเกรดWindow Server 2003 R2 ไปเป็น Window Server 2008 แต่เพียงเท่านี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน ขอบคุณครับ

ที่มา 

https://technet.microsoft.com/en-us/library/cc755199(v=ws.10).aspx

https://www.pluralsight.com/blog/tutorials/upgrading-to-server-2008-from-server-2003

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
คำสำคัญ (keywords): microsoft  Operating System  Window Server 2003  window server 2008
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 09 กุมภาพันธ์ 2560 15:21 แก้ไข: 18 กรกฎาคม 2560 01:11 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 โอ๋-อโณ.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น
คุณต้องทำการเข้าระบบก่อนแสดงความเห็น