นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 669
ความเห็น: 0

กรณีศึกษา การอัพเกรด Windows Server 2008 64 Bit เป็น Windows Server 2012 R2 [C]

เป็นการเตรียมตัวขยับขึ้นไปสู่รุ่นที่สูงขึ้น เนื่องจากระบบปฏิบัติการ Window Server 2008 จะหยุดการอัพเดทจากทางผู้ผลิตในอีก 3 ปี ข้างหน้า (ปี 2020)

บทความนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการอัพเกรดระบบปฏิบัติการ Window Server 2008 64 bit ไปเป็น Window Server 2012 ซึ่งเป็นการเตรียมตัวขยับขึ้นไปสู่รุ่นที่สูงขึ้น เนื่องจากระบบปฏิบัติการ Window Server 2008 จะหยุดการอัพเดทจากทางผู้ผลิตในอีก 3 ปี ข้างหน้า (ปี 2020)

ก่อนจะไปอัพเกรดมาดูก่อนว่า Window Server 2012 มีรุ่นใดที่ออกมาบ้าง ดังรายละเอียด ต่อไปนี้

1. Windows Server 2012 Datacenter 
เป็นรุ่นสำหรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมแบบจำลองขนาดใหญ่ที่มีจำนวนคอมพิวเตอร์เสมือน (Virtual Machine) เป็นจำนวนมาก และระบบคลาวด์ทั้งแบบ Private และ Hybrid มีคุณสมบัติขั้นสูงได้แก่ Full Windows และ Server functionality การคิดไลเซนส์รุ่น Datacenter จะคิดแบบ Processor + CAL* โดย 1 ไลเซนส์ใช้งานได้ 2 ซีพียูและไม่จำกัด Virtual Instances โดยมีราคาแบบ Open NL (US$) $4,809


2. Windows Server 2012 Standard
เป็นรุ่นสำหรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมแบบจำลองขนาดกลางที่มีจำนวนคอมพิวเตอร์เสมือนไม่มาก มีคุณสมบัติขั้นสูงได้แก่ Full Windows และ Server functionality การคิดไลเซนส์รุ่น Standard จะคิดแบบ Processor + CAL* โดย 1 ไลเซนส์ใช้งานได้ 2 ซีพียูและรัน Virtual Instances ได้ 2 ตัว โดยมีราคาแบบ Open NL (US$) $882


3. Windows Server 2012 Essentials
เป็นรุ่นสำหรับการใช้งานในธุรกิจขนาดเล็กที่มีผู้ใช้ไม่เกิน 25 คน มีคุณสมบัติขั้นสูงได้แก่ Simpler interface, pre-configured connectivity to cloud based services โดยไม่มีระบบ Virtualization การคิดไลเซนส์รุ่น Essentials จะคิดแบบ Server (25 User Account Limit) และมีราคาแบบ Open NL (US$) $425


4. Windows Server 2012 Foundation
เป็นรุ่นประหยัดสำหรับการใช้งานเป็นเซิร์ฟเวอร์ทั่วไปในธุรกิจขนาดเล็กที่มีผู้ใช้ไม่เกิน 15 คน มีคุณสมบัติขั้นสูงได้แก่ General purpose server functionality โดยไม่มีระบบ Virtualization การคิดไลเซนส์รุ่น Essentials จะคิดแบบ Server (15 User Account Limit) และจำหน่ายผ่านทาง OEM เท่านั้น



แต่จริง ๆ แล้ว Window Server 2012 ยังมีรุ่นเสริมออกมาอีก 3 รุ่น คือ


5. Window Server 2012 Hyper-V Server เป็นรุ่นสำหรับใช้งานเป็น Virtual Machine Server โดยใช้ Hypervisor ที่เรียกว่า Hyper-V เป็นโปรแกรมสำหรับจัดการ


6. Windows Storage Server 2012 เป็นรุ่นที่เอาไว้สำหรับทำ Storage appliance


7. Windows MultiPoint Server 2012 เป็นรุ่นที่เอาไว้สำหรับให้ผู้ใช้งานเข้าถึง Server ได้พร้อม ๆ กัน และเสมือนมีเครื่องส่วนตัวของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์สอนหนังสือและมีนักเรียนเข้าใช้งาน Server โดยที่อาจารย์สามารถบังคับได้จาก Server เพียงจุดเดียวในการแชร์ไฟล์ หรืออาจใช้เป็น Projector หน้าจอของอาจารย์แล้วส่งไปที่นักเรียนทุกคนได้พร้อมกัน เป็นต้น


จนมาถึงในช่วงประมาณปี 2014 Window Server 2012 ได้ออกรุ่น Release 2 หรือเรียกสั้น ๆ ว่า R2 ซึ่งได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ Window มากขึ้น

ในบทความนี้จะเน้นไปที่รุ่น Datacenter และ Standard เป็นหลัก โดยสามารถดูตารางจากด้านล่างว่า Window Server 2008 รุ่นใดสามารถอัพเกรดไปรุ่นใดได้บ้าง




คุณสมบัติขั้นต่ำของเครื่องที่จะอัพเกรดต้องมีดังนี้

  • แรมขั้นต่ำ 512 MB
  • ความเร็วซีพียูขั้นต่ำ 1.4 GHz 64-bit (Window Server 2012 จะมีแต่รุ่น 64 เท่านั้น)
  • พื้นที่ขั้นต่ำ 16 GB เมื่ออัพเกรดเสร็จแล้วจะใช้พื้นที่ประมาณ 15 GB โดยประมาณ แต่แนะนำว่าควรมีอย่างน้อย 32 GB
  • DVD-ROM Drive
  • หน้าจอความละเอียด VGA (800x600) หรือสูงกว่ามี Keyboard, Mouse, NIC Card สำหรับการทำงาน

มาเริ่มต้นอัพเกรดกันครับ บทความนี้ผมจะอัพเกรดระบบปฏิบัติการ Window Server 2008 R2 Enterprise ไปเป็น Window Server 2012 R2 Datacenter โดยมีขั้นตอนดังนี้


1. ตรวจสอบรุ่นของ Window ให้เข้าไปที่เครื่องเพื่อตรวจสอบ




2. บูทแผ่น DVD โปรแกรม Window Server 2012 R2 จากนั้นกด Run setup.exe เพื่อเริ่มต้นอัพเกรด

 

3. เมื่อแสดงหน้าต่าง Windows Setup ให้กดปุ่ม Install now


4. จะแสดงหน้าต่างให้ตรวจสอบอัพเดท ถ้าเลือกอันแรกจะตรวจสอบอัพเดทล่าสุดจาก Microsoft แต่ในที่นี้เราจะเลือกอันที่สองคือข้ามไปก่อน ค่อยมาอัพเดททีหลัง


*5. ขั้นตอนต่อมาจะแสดงหน้าต่างให้ระบุ Product key window server 2012 ซึ่งต้องระบุไปด้วย แต่กรณีของบทความนี้เนื่องจากได้ใช้ Window Server ผ่านซอฟต์แวร์สำหรับสถานศึกษา จึงไม่มีหน้าต่างระบุ Product key ปรากฏขึ้นมา

6. จะแสดงหน้าต่างให้เลือกรุ่นที่จะอัพเกรด ในที่นี้เราเลือก Datacenter (Server with a GUI) **Server core installation จะไม่มี  Server Manager หรือ  MMCs เพื่อกำหนดสิทธิ์, ฟีเจอร์ และไม่มีกราฟฟิกให้ใช้งาน เมื่อสตาร์ทเครื่องขึ้นมาจะพบกับ command prompt หน้าต่างเดียว ซึ่งจะต้องใช้คำสั่งทาง command line เท่านั้น เหมือนกับการ secure shell linux server จากนั้นกดปุ่ม Next


7. แสดงหน้าต่างการเลือกประเภทของการติดตั้ง หากต้องการอัพเกรดให้เลือกอันแรก คือ Upgrade: Install Windows and Keep files, settings and applications.


8. หลังจากนั้นเครื่อง Server จะเริ่มอัพเกรด ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ให้รอจนเสร็จ


9. หลังจากอัพเกรดจาก Windows server 2008 R2 Enterprise to Windows server 2012 R2 Datacenter เสร็จสิ้นเมื่อรีสตาร์ทกลับมาจะพบหน้าต่างให้ Login


10. เมื่อ Login เข้าไปในเครื่องแล้วให้คลิกไปที่ Server Manager -> Local Server ตรวจสอบคุณสมบัติของเครื่อง Server จะพบว่าระบบปฏิบัติการได้เปลี่ยนเป็น Microsoft Windows Server 2012 Datacenter เรียบร้อยแล้ว


11. เนื่องจากเป็นการอัพเกรดระบบใหม่ อาจจะมีไดร์เวอร์เวอร์ชั่นใหม่ที่ดีกว่าเดิม จึงแนะนำให้อัพเดท Window เพื่อปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น

จบขั้นตอนการอัพเกรด Window Server 2008 R2 Enterprise ไปเป็น Window Server 2012 R2 Datacenter แต่เพียงเท่านี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน ขอบคุณครับ

ที่มา 
https://prajwaldesai.com/how-to-upgrade-windows-server-2008-r2-to-windows-server-2012

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
คำสำคัญ (keywords): microsoft  Operating System  window server 2008  window server 2012
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 21 มีนาคม 2560 16:27 แก้ไข: 18 กรกฎาคม 2560 01:30 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 โอ๋-อโณ.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น
คุณต้องทำการเข้าระบบก่อนแสดงความเห็น