นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

รัตติยา เขียวแป้น
Ico64
รัตติยา เขียวแป้น
บุคลากรชำนาญการ
งานพัฒนาและฝึกอบรม กองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Network
Members · Following: 0 · Followed: 11

อ่าน: 1760
ความเห็น: 2

บันทึกที่ ๕ : ซีรี่ส์เกาหลี : ตอนจบ (สำหรับผู้จัด) ตอนที่ ๑

ดิฉันขอถือโอกาสใช้เวทีแห่งนี้ บอกเล่าเรื่องราวนะคะ เพราะหลาย ๆ ท่านคงจะทราบข่าวกันบ้างแล้ว

ดิฉันตั้งใจจะเขียนเล่าเรื่องโครงการศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐเกาหลี ตามโครงการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารเพื่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นตอน ๆ เพื่อให้เข้ากับหนังซีรี่ส์เกาหลี เหมือนอย่างที่เคยเกริ่นไว้ในอนุทินว่า ช่วงนี้อยู่ในระหว่างจิตตก ปากมดลูกพาลไม่เปิดเอาดื้อ ๆ (ตามที่คุณเมตตา พยากรณ์) ทำให้การคลอดบันทึกออกมานั้น ทำได้ยากลำบากเหลือเกิน  เพราะต้องกรั่นกรองตัวอักษรและความคิดให้ไปด้วยกันได้

 

ดิฉันคิดว่าเรื่องราวที่ดิฉันประสบนี้ อาจจะเป็นแง่คิด ข้อคิด ให้กับใครหลาย ๆ คนได้ ในการทำงานอย่างมีสติ มีขั้นตอน จึงขอถือโอกาสปรับกระบวนท่าของซีรี่ส์เกาหลี ในการนำเสนอตอนจบ (สำหรับผู้จัดเท่านั้นนะคะ ส่วนตอนจบของโครงการนี้ ต้องมีต่ออีกแน่นอน)

ดิฉันปิดฉากการนำทีมผู้เข้าร่วมโครงการไปศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐเกาหลี โดยการส่งทุกท่าน พร้อมสัมภาระ ขึ้นรถบัสมหาวิทยาลัย โดยมีผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ นำทีม

ดิฉันให้สามีมารับที่สนามบิน ด้วยเหตุผล

๑ . สามีโทรมาแจ้งก่อนที่จะขึ้นเครื่องกลับว่า อยากมารับ และจะได้พาไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน เพราะคงคิดถึงลูกสาวสุดที่รักจะแย่อยู่แล้ว

๒. ดิฉันมีสัมภาระขนกลับมากมายเหลือเกิน รวม ๘ กระเป๋า ไหนจะเสื้อผ้าตัวเองกับลูกสาว, ไหนจะของที่ซื้อให้ตัวเองและครอบครัว, ไหนจะของที่ซื้อฝากน้อง ๆ และไหนจะของที่น้อง ๆ พี่ ๆ ฝากซื้อ ซึ่งหากดิฉันตัดทอนของตัวเองออกมา ก็จะเหลือพื้นที่ในรถ เพียงพอที่จะให้อีกหลาย ๆ ท่านได้วางสัมภาระ

และ ๓. สุดท้ายคือ ดิฉันเหนื่อยล้ามาก เพราะก่อนเดินทางก็ไม่สบาย อยากพักผ่อนเต็มที

ทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเพื่อประโยชน์ตัวเองทั้งสิ้น หวังว่าพระบิดา คงให้อภัย

 

เมื่อส่งทุกท่านขึ้นรถเสร็จแล้ว สามีก็พาดิฉันและลูกสาว ไปทานอาหารเที่ยง ที่ร้านหรอย ใกล้ๆ สนามบินนั่นเอง  ซึ่งตอนนั้นก็บ่ายสองกว่าแล้ว  อาหารมื้อนั้นอร่อยที่สุดในรอบสัปดาห์  ดิฉันเลือกเมนูแกงส้ม กับไข่เจียว เพราะอยากทานมาก ๆ   กว่าจะทานเสร็จและขับรถกลับเข้ามาในเมือง ก็ปาเข้าไปบ่ายสามกว่า ๆ ดิฉันจึงเลือกที่จะอยู่รอเวลาเพื่อไปรับลูกสาวคนเล็กที่โรงเรียน แทนที่จะมุ่งตรงกลับบ้านไปรื้อข้าวของ ด้วยเหตุผล คิดถึงลูกมาก อยากกอดลูกเป็นที่สุดเช่นกัน

 

รับลูกเสร็จ แทนที่จะมุ่งตรงกับบ้าน ก็ขอแวะตลาดเกษตรซักหน่อย อยากทำกับข้าวให้ลูกทาน เพราะลูกคงจะเบื่อกินข้าวกล่องซีพี จะแย่แล้วเหมือนกัน

ซื้อกับข้าวเสร็จแล้ว ก็มุ่งตรงกลับบ้านทันที เพราะอยากจะรื้อของฝากให้ลูก ๆ อยากจะซักผ้า อยากจะอาบน้ำ สารพัด สารเพ

ระหว่างที่สามีขับรถ เรา ๔ คน คุยกันมากเป็นพิเศษกว่าทุกครั้ง ต่างคนต่างมีเรื่องราวที่อยากเล่าสู่กันฟัง

ตัวเล็กทวงของฝาก

ตัวโตเล่าเรื่องราวที่พบเจอที่เกาหลีให้น้องฟัง

พ่ออยากเห็นภาพถ่าย

ส่วนแม่ก็ซักถามสารทุกข์สุขดิบของลูกคนเล็ก

สามีขับรถมาเรื่อย ๆ ด้วยความเร็วที่เป็นปกติวิสัยของเขา นั่นคือ ไม่เกิน ๘๐ ส่วนดิฉัน ก็ไม่วายทำหน้าที่เป็นสารถี คอยดูเส้นทางรอบ ๆ ข้างให้เขา  รถเราแล่นเลยศูนย์ประชุม มอ. เลยวัดทุ่งงาย  เหลือไม่กี่อึดใจ เราก็จะเลี้ยวขวา เข้าแยกที่จะไปนาหม่อม

สามีเปิดไฟเลี้ยวและชะลอรถเพื่อจะเตรียมตัวเลี้ยวขวา ตามปกติวิสัยของเขา ดิฉันก็ทำหน้าที่ Navigator เช่นเดิม  ซึ่งเห็นแล้วว่า ที่ถนนเลนส์ตรงข้าม มีมอเตอร์ไซค์วิ่งมา ๑ คัน แต่ด้วยจังหวะความน่าจะเป็น สามีคิดว่าระยะนี้ คงจะวิ่งมาไม่เร็ว จึงได้ตัดสินใจเลี้ยวขวา เพราะคิดว่าน่าจะเลี้ยวพ้น 

พระเจ้า เร็วจนตั้งตัวไม่ทัน ดิฉันได้ยินเสียงโครมตรงบริเวณที่นั่งตอนท้าย  (รถเราเป็นรถเก๋ง ๓ ตอน ตอนแรก สามีนั่งกับลูกคนเล็ก, ตอนกลาง ดิฉันนั่งกับลูกคนโต ส่วนตอนท้าย รกไปด้วยกระเป๋าเดินทาง ๘ ลูกที่ว่า)

 

๔ ชีวิตในรถต่างตกใจ ทำรัยกันไม่ถูก

สามี รีบกระพริบรถ แล้วเปิดประตูลงมาทันที  แว้บแรก เขาเป็นห่วงที่นั่งตอนกลาง ซึ่งดิฉันกับลูกคนโตนั่ง กลัวเราสองคนจะเป็นอะไร  พอเห็นว่าเราไม่บาดเจ็บอะไร ก็มุ่งไปดูคนเจ็บ

ส่วนดิฉัน เร็วแบบไม่ต้องคิด เปิดประตูรถลงมาดูทันที โดยไม่ได้นึกถึงคนในรถเลย เป็นห่วงแต่คนนอกรถ ว่าเขาจะเป็นอย่างไร

ลืมดูจนกระทั่งว่า ส่วนที่ถูกชนนั้น คือประตูฝั่งที่ดิฉันนั่งเต็ม ๆ ไม่อยากคิดเลยว่า หากรถเราเหล็กไม่หนาพอ ดิฉันจะมีอาการเป็นเช่นไร

 

ทั้งดิฉันและสามีต่างวิ่งไปดูคนเจ็บ  เห็นเขานอนแน่นิ่ง เลือดกองเต็มพื้นถนนไปหมด ณ แว้บนั้น ดิฉันและสามี ทำอะไรไม่ถูก  ลนลานไปหมด  ลนจนกระทั่งดิฉันหามือถือตัวเองไม่เจอสักเครื่อง  ส่วนสามี ก็กดเบอร์โทรศัพท์ มั่วไปหมด แต่ไม่ติดสักเบอร์

 

ลูกสาวสองคน คนเล็ก ร้องไห้ด้วยความตกใจ  ส่วนคนโตมีสติ ก็นั่งปลอบน้องอยู่ในรถ

 

แว้บนั้น ไมได้คิดเลยว่า ใครเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายผิด คิดแต่เพียงว่า นี่เราเป็นสาเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเลยเหรอเนี่ย  จะเกิดอะไรขึ้นกับเราต่อไปข้างหน้า  ทุกอย่างประดังประดามาในความคิด

 

ดิฉันเลือกที่จะดึงสติตัวเองกลับมา  ใช้ความคิดเท่าที่สมองจะสั่งการให้ทำ ณ ตอนนั้น 

ดิฉันทำอย่างไรบ้างหลังจากที่ดึงสติตัวเองออกมาได้แล้ว  จะขอนำเล่าเป็นขั้นตอนในบันทึกต่อไปนะคะ

 

 

หมวดหมู่บันทึก: มุมละไม ของใครบางคน
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 23 ตุลาคม 2554 17:06 แก้ไข: 23 ตุลาคม 2554 17:06 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 Teddy, และ 4 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
Our Shangri-La (Recent Activities)
23 October 2011 20:35
#70048

กำลังตื่นเต้นและเป็นห่วง

ตามไปอ่านบันทึกหน้า

ยังไงๆ ก็ชลอไว้ก่อนเป็นปลอดภัยที่สุดครับ ด้วยนิสัยการขับขี่รถในบ้านเราก็คือ คุณรอก่อนฉันจะขับ(ขี่)ช้า จะขับ(ขี่)เร็ว ถ้าฉันทางตรง ฉันไม่ยอมชลอให้คุณไปก่อนแน่นอน

เข้าทำนอง "ไม่สนใจใคร" หรือเรียกกันแบบทางการว่า "ขับ(ขี่)รถแบบไม่มีน้ำใจ

ได้จังหวะรถทางอื่นโล่งหมดแล้ว รอคุณคนเดียวจริงๆ แต่คุณขับ(ขี่)รถกินลมชมวิวโดยไม่สนใจใครเลย

เราเอง

ตื่นเต้นเหนือคำบรรยาย ขอตามไปอ่านฉบับต่อไปอีกคน ตอนนี้ ment ไม่ออกแล้วครับ

 

"ใจสั่งมา"

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.81.28.10
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ