นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

รัตติยา เขียวแป้น
Ico64
รัตติยา เขียวแป้น
บุคลากรชำนาญการ
งานพัฒนาและฝึกอบรม กองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 11

Page Visits: 1790
comment: 2

บันทึกที่ ๕ : ซีรี่ส์เกาหลี : ตอนจบ (สำหรับผู้จัด) ตอนที่ ๑

ดิฉันขอถือโอกาสใช้เวทีแห่งนี้ บอกเล่าเรื่องราวนะคะ เพราะหลาย ๆ ท่านคงจะทราบข่าวกันบ้างแล้ว

ดิฉันตั้งใจจะเขียนเล่าเรื่องโครงการศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐเกาหลี ตามโครงการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารเพื่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นตอน ๆ เพื่อให้เข้ากับหนังซีรี่ส์เกาหลี เหมือนอย่างที่เคยเกริ่นไว้ในอนุทินว่า ช่วงนี้อยู่ในระหว่างจิตตก ปากมดลูกพาลไม่เปิดเอาดื้อ ๆ (ตามที่คุณเมตตา พยากรณ์) ทำให้การคลอดบันทึกออกมานั้น ทำได้ยากลำบากเหลือเกิน  เพราะต้องกรั่นกรองตัวอักษรและความคิดให้ไปด้วยกันได้

 

ดิฉันคิดว่าเรื่องราวที่ดิฉันประสบนี้ อาจจะเป็นแง่คิด ข้อคิด ให้กับใครหลาย ๆ คนได้ ในการทำงานอย่างมีสติ มีขั้นตอน จึงขอถือโอกาสปรับกระบวนท่าของซีรี่ส์เกาหลี ในการนำเสนอตอนจบ (สำหรับผู้จัดเท่านั้นนะคะ ส่วนตอนจบของโครงการนี้ ต้องมีต่ออีกแน่นอน)

ดิฉันปิดฉากการนำทีมผู้เข้าร่วมโครงการไปศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐเกาหลี โดยการส่งทุกท่าน พร้อมสัมภาระ ขึ้นรถบัสมหาวิทยาลัย โดยมีผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ นำทีม

ดิฉันให้สามีมารับที่สนามบิน ด้วยเหตุผล

๑ . สามีโทรมาแจ้งก่อนที่จะขึ้นเครื่องกลับว่า อยากมารับ และจะได้พาไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน เพราะคงคิดถึงลูกสาวสุดที่รักจะแย่อยู่แล้ว

๒. ดิฉันมีสัมภาระขนกลับมากมายเหลือเกิน รวม ๘ กระเป๋า ไหนจะเสื้อผ้าตัวเองกับลูกสาว, ไหนจะของที่ซื้อให้ตัวเองและครอบครัว, ไหนจะของที่ซื้อฝากน้อง ๆ และไหนจะของที่น้อง ๆ พี่ ๆ ฝากซื้อ ซึ่งหากดิฉันตัดทอนของตัวเองออกมา ก็จะเหลือพื้นที่ในรถ เพียงพอที่จะให้อีกหลาย ๆ ท่านได้วางสัมภาระ

และ ๓. สุดท้ายคือ ดิฉันเหนื่อยล้ามาก เพราะก่อนเดินทางก็ไม่สบาย อยากพักผ่อนเต็มที

ทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเพื่อประโยชน์ตัวเองทั้งสิ้น หวังว่าพระบิดา คงให้อภัย

 

เมื่อส่งทุกท่านขึ้นรถเสร็จแล้ว สามีก็พาดิฉันและลูกสาว ไปทานอาหารเที่ยง ที่ร้านหรอย ใกล้ๆ สนามบินนั่นเอง  ซึ่งตอนนั้นก็บ่ายสองกว่าแล้ว  อาหารมื้อนั้นอร่อยที่สุดในรอบสัปดาห์  ดิฉันเลือกเมนูแกงส้ม กับไข่เจียว เพราะอยากทานมาก ๆ   กว่าจะทานเสร็จและขับรถกลับเข้ามาในเมือง ก็ปาเข้าไปบ่ายสามกว่า ๆ ดิฉันจึงเลือกที่จะอยู่รอเวลาเพื่อไปรับลูกสาวคนเล็กที่โรงเรียน แทนที่จะมุ่งตรงกลับบ้านไปรื้อข้าวของ ด้วยเหตุผล คิดถึงลูกมาก อยากกอดลูกเป็นที่สุดเช่นกัน

 

รับลูกเสร็จ แทนที่จะมุ่งตรงกับบ้าน ก็ขอแวะตลาดเกษตรซักหน่อย อยากทำกับข้าวให้ลูกทาน เพราะลูกคงจะเบื่อกินข้าวกล่องซีพี จะแย่แล้วเหมือนกัน

ซื้อกับข้าวเสร็จแล้ว ก็มุ่งตรงกลับบ้านทันที เพราะอยากจะรื้อของฝากให้ลูก ๆ อยากจะซักผ้า อยากจะอาบน้ำ สารพัด สารเพ

ระหว่างที่สามีขับรถ เรา ๔ คน คุยกันมากเป็นพิเศษกว่าทุกครั้ง ต่างคนต่างมีเรื่องราวที่อยากเล่าสู่กันฟัง

ตัวเล็กทวงของฝาก

ตัวโตเล่าเรื่องราวที่พบเจอที่เกาหลีให้น้องฟัง

พ่ออยากเห็นภาพถ่าย

ส่วนแม่ก็ซักถามสารทุกข์สุขดิบของลูกคนเล็ก

สามีขับรถมาเรื่อย ๆ ด้วยความเร็วที่เป็นปกติวิสัยของเขา นั่นคือ ไม่เกิน ๘๐ ส่วนดิฉัน ก็ไม่วายทำหน้าที่เป็นสารถี คอยดูเส้นทางรอบ ๆ ข้างให้เขา  รถเราแล่นเลยศูนย์ประชุม มอ. เลยวัดทุ่งงาย  เหลือไม่กี่อึดใจ เราก็จะเลี้ยวขวา เข้าแยกที่จะไปนาหม่อม

สามีเปิดไฟเลี้ยวและชะลอรถเพื่อจะเตรียมตัวเลี้ยวขวา ตามปกติวิสัยของเขา ดิฉันก็ทำหน้าที่ Navigator เช่นเดิม  ซึ่งเห็นแล้วว่า ที่ถนนเลนส์ตรงข้าม มีมอเตอร์ไซค์วิ่งมา ๑ คัน แต่ด้วยจังหวะความน่าจะเป็น สามีคิดว่าระยะนี้ คงจะวิ่งมาไม่เร็ว จึงได้ตัดสินใจเลี้ยวขวา เพราะคิดว่าน่าจะเลี้ยวพ้น 

พระเจ้า เร็วจนตั้งตัวไม่ทัน ดิฉันได้ยินเสียงโครมตรงบริเวณที่นั่งตอนท้าย  (รถเราเป็นรถเก๋ง ๓ ตอน ตอนแรก สามีนั่งกับลูกคนเล็ก, ตอนกลาง ดิฉันนั่งกับลูกคนโต ส่วนตอนท้าย รกไปด้วยกระเป๋าเดินทาง ๘ ลูกที่ว่า)

 

๔ ชีวิตในรถต่างตกใจ ทำรัยกันไม่ถูก

สามี รีบกระพริบรถ แล้วเปิดประตูลงมาทันที  แว้บแรก เขาเป็นห่วงที่นั่งตอนกลาง ซึ่งดิฉันกับลูกคนโตนั่ง กลัวเราสองคนจะเป็นอะไร  พอเห็นว่าเราไม่บาดเจ็บอะไร ก็มุ่งไปดูคนเจ็บ

ส่วนดิฉัน เร็วแบบไม่ต้องคิด เปิดประตูรถลงมาดูทันที โดยไม่ได้นึกถึงคนในรถเลย เป็นห่วงแต่คนนอกรถ ว่าเขาจะเป็นอย่างไร

ลืมดูจนกระทั่งว่า ส่วนที่ถูกชนนั้น คือประตูฝั่งที่ดิฉันนั่งเต็ม ๆ ไม่อยากคิดเลยว่า หากรถเราเหล็กไม่หนาพอ ดิฉันจะมีอาการเป็นเช่นไร

 

ทั้งดิฉันและสามีต่างวิ่งไปดูคนเจ็บ  เห็นเขานอนแน่นิ่ง เลือดกองเต็มพื้นถนนไปหมด ณ แว้บนั้น ดิฉันและสามี ทำอะไรไม่ถูก  ลนลานไปหมด  ลนจนกระทั่งดิฉันหามือถือตัวเองไม่เจอสักเครื่อง  ส่วนสามี ก็กดเบอร์โทรศัพท์ มั่วไปหมด แต่ไม่ติดสักเบอร์

 

ลูกสาวสองคน คนเล็ก ร้องไห้ด้วยความตกใจ  ส่วนคนโตมีสติ ก็นั่งปลอบน้องอยู่ในรถ

 

แว้บนั้น ไมได้คิดเลยว่า ใครเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายผิด คิดแต่เพียงว่า นี่เราเป็นสาเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเลยเหรอเนี่ย  จะเกิดอะไรขึ้นกับเราต่อไปข้างหน้า  ทุกอย่างประดังประดามาในความคิด

 

ดิฉันเลือกที่จะดึงสติตัวเองกลับมา  ใช้ความคิดเท่าที่สมองจะสั่งการให้ทำ ณ ตอนนั้น 

ดิฉันทำอย่างไรบ้างหลังจากที่ดึงสติตัวเองออกมาได้แล้ว  จะขอนำเล่าเป็นขั้นตอนในบันทึกต่อไปนะคะ

 

 

หมวดหมู่บันทึก: มุมละไม ของใครบางคน
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 23 ตุลาคม 2554 17:06 แก้ไข: 23 ตุลาคม 2554 17:06 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
Flowers
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 Teddy, และ 4 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

comment

กำลังตื่นเต้นและเป็นห่วง

ตามไปอ่านบันทึกหน้า

ยังไงๆ ก็ชลอไว้ก่อนเป็นปลอดภัยที่สุดครับ ด้วยนิสัยการขับขี่รถในบ้านเราก็คือ คุณรอก่อนฉันจะขับ(ขี่)ช้า จะขับ(ขี่)เร็ว ถ้าฉันทางตรง ฉันไม่ยอมชลอให้คุณไปก่อนแน่นอน

เข้าทำนอง "ไม่สนใจใคร" หรือเรียกกันแบบทางการว่า "ขับ(ขี่)รถแบบไม่มีน้ำใจ

ได้จังหวะรถทางอื่นโล่งหมดแล้ว รอคุณคนเดียวจริงๆ แต่คุณขับ(ขี่)รถกินลมชมวิวโดยไม่สนใจใครเลย

เราเอง

ตื่นเต้นเหนือคำบรรยาย ขอตามไปอ่านฉบับต่อไปอีกคน ตอนนี้ ment ไม่ออกแล้วครับ

 

"ใจสั่งมา"

Comment on this Post

Name:
Email:
IP Address: 3.228.220.31
Message:  
Load Editor
   
Cancel or