นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

รัตติยา เขียวแป้น
Ico64
รัตติยา เขียวแป้น
บุคลากรชำนาญการ
งานพัฒนาและฝึกอบรม กองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 11

อ่าน: 9263
ความเห็น: 11

บทความดี ๆ นำมาบอกต่อ : คนเข้าทำงานเพราะองค์กร แต่จากไปเพราะหัวหน้า..........จริงหรือ

นี่คือพฤติกรรม 5 อย่างที่หัวหน้าควรหยุดทำ ถ้าคุณเป็นหัวหน้าคน ลองย้อนมองดูตนเองด้วยใจเป็นกลางซักนิด แล้วประเมินดูซิว่า “คุณมีสักกี่ข้อแล้ว"

วันนี้ได้รับหนังสือวารสารการบริหารคน จากสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) มีบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารฉบับดังกล่าว น่าสนใจอยู่หนึ่งบทความ  นั่นคือ บทความที่ชื่อว่า "คนเข้าทำงานเพราะองค์กร  แต่จากไปเพราะหัวหน้า..........จริงหรือ"  หรือดังสำนวนฝรั่งที่ว่า "People join organization but leave their boss"  ซึ่งบทความดังกล่าว ได้สะท้อนให้เห็นถึงการที่องค์กรไม่สามารถรักษาคนเก่งไว้ได้นั้น  เพราะสาเหตุใด 

 

บทความดังกล่าว ได้สรุปข้อคิดดี ๆ ที่ได้จากการที่ Mr.Marshall Goldsmith ปรมาจารย์ด้าน Executive Coaching ได้มาบรรยายในหัวข้อเกี่ยวกับภาวะผู้นำ  ซึ่งดิฉันจะขอนำสรุปประเด็นที่สำคัญ ๆ เกี่ยวกับการเป็นหัวหน้างานที่ดีมาบอกต่อดังนี้ค่ะ

 

 ท่านได้ทิ้งข้อคิดดี ๆ เพื่อเตือนสติหัวหน้างานว่า "What got you here, won't get you there" นั่นหมายความว่า "วิธีการที่ท่านใช้ในอดีต และทำให้ท่านประสบความสำเร็จในวันนี้ อาจไม่ใช่วิธีการที่ท่านจะนำไปใช้เพื่อสร้างความสำเร็จในอนาคต" 

 

 ซึ่งถ้าดูจากข้อนี้แล้ว ดูจะตรงอย่างยิ่งในสถานการณ์ และสิ่งแวดล้อม ขององค์กรที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา  เครื่องมือ หรือประสบการณ์เดิม ๆ ที่เราเคยใช้ในอดีต อาจจะไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป  หรือบางครั้ง  สิ่งที่เป็น best practice ขององค์กรหนึ่ง  อาจจะไม่เหมาะกับบริบทของอีกองค์กรหนึ่งก็ได้

 นั่นหมายความว่า การที่หัวหน้างานมักจะใช้วิธีการเดิม ๆ ในสมัยที่เป็นลูกน้อง มาใช้ตอนที่เป็นหัวหน้างาน  แต่มักพบว่า มักจะไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนอดีตที่ผ่านมา

 นอกจากนั้น เขายังได้กล่าวว่า  "การเป็นหัวหน้างานที่ดีนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเรียนรู้ว่าควรทำอะไรเพิ่มเติม ถ้าเพียงแต่พวกเขาเรียนรู้ที่จะหยุดทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ พวกเขาก็จะเป็นหัวหน้าที่ดีขึ้นได้ในทันที"

 

 ซึ่งในบทความนี้ ได้รวบรวมสิ่งที่หัวหน้าควรหยุดทำ 5 อย่าง มาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้

  •  รับปากแล้วไม่ทำ  หรือรับปากในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ซึ่งไม่สามารถทำได้ด้วยอำนาจหน้าที่ของตนเองคนเดียว  เช่น  การรับปากว่าจะขึ้นเงินเดือนให้  หรือรับปากว่าจะให้โบนัส  เป็นต้น  หัวหน้าควรยอมให้ลูกน้องโกรธที่ไม่ยอมรับปาก  (ในสิ่งที่รับปากไม่ได้)  ดีกว่าให้ลูกน้องโกรธที่รับปากแล้วไม่ทำ

 

  •  รับชอบแต่ไม่รับผิด  ไม่กางปีกปกป้องลูกน้อง  ดร.เสรี  วงษ์มณฑา  เคยกล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ว่า  การเป็นหัวหน้าที่ดีคือ  การรู้จักใช้มือ  ใช้หัว  และใช้หน้า  หมายถึง  หัวหน้าต้องรู้จักที่จะใช้มือในการลงมือทำให้ลูกน้องได้เห็น  ใช้หัวเพื่อสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆ  ให้กับทีมงาน  และที่สำคัญใช้หน้าเพื่อเอาไว้ยืดหน้ารับความผิดแทนลูกน้อง เหมือนคำโบราณที่ว่า  “รับหน้า”  ไม่ใช่ทุกอย่างโบ้ยว่าผมไม่รู้  ลูกน้องเป็นคนทำ

 

  • ตัดสินใจโดยไม่ต้องฟังความคิดเห็นผู้อื่น  ไม่อธิบายเหตุผลใดๆ  เป็นการตัดสินใจโดยยึดความคิดของตนเองเป็นหลัก  หรือเมื่อมีการตัดสินใจมาจากเบื้องบนก็มักอ้างเหตุผลว่า  “มันเป็นนโยบาย”  ซึ่งการอธิบายเพียงเท่านี้อาจไม่สามารถทำให้ลูกน้องเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องได้  แทนที่ลูกน้องจะได้ความกระจ่างกลับยิ่งทำให้ลูกน้องเกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อองค์การยิ่งขึ้นไปด้วย

 

  • พูดจาไม่ให้เกียรติลูกน้อง  หัวหน้างานจำนวนหนึ่งมักจะเชื่อว่าตนเองมีความสนิทสนมกับลูกน้องเป็นอย่างดี  จึงไม่จำเป็นต้องระวังคำพูดมากนัก ยิ่งลูกน้องที่ทำงานด้วยกันมานานยิ่งรู้สึกสนิท  จึงคิดไปเองว่าลูกน้องคงรู้จักนิสัยของตนดีอยู่แล้ว  ทำให้หัวหน้าหลายๆ  คนไม่ระวังคำพูดและบ่อยครั้งที่เรามักได้ยินวาจาที่ไม่สุภาพหรือภาษาสมัยพ่อขุนผุดขึ้นมาระหว่างการทำงานอยู่บ่อยๆ 

 

  •  ตำหนิลูกน้องต่อหน้าธารกำนัล  หัวหน้าจำนวนไม่น้อยไม่ไว้หน้าลูกน้อง  ถ้าทำพลาดก็ซัดกันตรงนั้นเลย  และที่สำคัญถ้าทำดีก็ไม่เคยชม  นัยว่ากลัวจะเหลิงอะไรทำนองนั้น

 นี่คือพฤติกรรม  5  อย่างที่หัวหน้าควรหยุดทำ   ถ้าคุณเป็นหัวหน้าคน  ลองย้อนมองดูตนเองด้วยใจเป็นกลางซักนิด  แล้วประเมินดูซิว่า  “คุณมีสักกี่ข้อแล้ว??”

อ้างอิง :  หนังสือวารสารการบริหารคน  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3/2550 ของสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT)

สร้าง: 29 ตุลาคม 2550 19:07 แก้ไข: 29 ตุลาคม 2550 23:03 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

เป็นบทความที่ดีครับ

P  สวัสดีค่ะคุณจักริช

              ดีใจค่ะที่แวะมา  อ้อ  แล้วกลับจากเที่ยวเมืองปายแล้วเหรอค่ะ  สนุกไหมค่ะ

บทความโดนใจมากเลยค่ะ สรรหาสิ่งดีๆมาฝากอีกนะคะ จะคอยติดตามผลงานค่ะ
  • ขอให้หายเร็วนะคะ
  • ได้ข่าวว่าต้องเข้าโรงพยาบาลกรุงเทพ
Ico48
ครูแว่น [IP: 125.26.83.50]
27 พฤศจิกายน 2551 17:31
#38630

ขอบคุณมากสำหรับบทความที่โดนใจผู้เป็นลูกน้องที่มีเจ้านายครบทั้ง 5 ข้อ ตามที่ผู้เขียนได้บรรจงเขียนขึ้นมาก  และเสียใจกับตัวเองที่มีเจ้านายแบบนี้

Ico48
นาย อดทน [IP: 202.176.129.186]
01 เมษายน 2552 00:39
#43037

หัวหน้าผม ก็มีครบทั้ง 5 ข้อเลย ....แต่ผมก็ทำงานได้โดยบอกตัวเองว่า ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด แบบที่อย่าเปิดช่องให้ใครมาว่าได้....สำหรับกับหัวหน้าคุยเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น ใช้ความเงียบสยบความเคลื่อนไหว แต่ก็ทำตามใจตัวเองต่อไป ระลึกในใจเสมอว่า ทำงานก็ไม่ได้รับเงินเดือนจากหัวหน้า ทำงานเพื่อให้บริษัทอยู่ได้ ถ้าบริษัทอยู่ได้เราก็อยู่ได้ สำหรับหัวหน้ามองข้ามไปเลย ไม่สนใจ "เราทนพฤติกรรมเขาได้ เขาก็ต้องทนพฤติกรรมเราได้ ถ้าหัวหน้าทนเราไม่ได้ก็ลาออกไปซะ"....5555+++

Ico48
kham [IP: 58.147.24.138]
22 มกราคม 2553 13:57
#53252

ดีมากๆ เลย ค่ะ เดี๋ยวจะเอาไปให้หัวหน้างานทั้งหลายลองศึกษาดูค่ะ

Ico48
ข้อคิดดีๆ สำหรับ หัวหน้างาน [IP: 58.8.194.64]
23 พฤษภาคม 2553 18:30
#57217
ข้อคิดดีๆ สำหรับ หัวหน้างาน
(จาก สุดยอดศิลปะ หัวหน้างาน By Mr.Danny Goes/ภูษิต ไชยวงศา แปล/เรียบเรียง) 

บริหารลูกน้อง แบบ “เพื่อนร่วมงาน ” หรือ “ลูกจ้าง”     
           
การจะทำให้งานต่างๆ บรรลุผลตามที่กำหนดไว้ ต้องอาศัย “คน” เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน

ระบบงานต่างๆ ผู้บริหารจึงต้องรู้จักวิธี “บริหารคน” เพื่อให้ “องค์กร” และ “บุคลากร” เติบโตไปพร้อมๆกันอย่างมั่นคง                

หัวหน้างานแบ่งเป็น 2 ประเภท
1. หัวหน้าที่บริหารลูกน้อง แบบ “เพื่อนร่วมงาน”
2. หัวหน้าที่บริหารลูกน้อง แบบ “บ่าวรับใช้”

การ “บริหารคน” จึงเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของหัวหน้างาน

หัวหน้าประเภท “หลงตัวเอง” จึงบริหารลูกน้องให้เป็น “บ่าวรับใช้” คือ เขาจะไม่ต้องการให้ลูกน้องคิด หรือ ทำงานเก่งจนเกินไป เพราะถ้าเก่งจนเกินไปจะปกครองยาก ลูกน้องมีหน้าที่ทำงานตามคำสั่ง เท่านั้น·                   

ถ้าลูกน้องคัดค้าน หรือ ไม่เห็นด้วย กับความคิด หรือ วิธีการของตน ลูกน้องคนนั้น ก็จะเป็น
 “หมาหัวเน่า” ที่หัวหน้าจะไม่สนใจ พลอยทำให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็จะไม่กล้าสุงสิง เพราะกลัวจะถูกมองไม่ดีไปด้วย·                   

หากลูกน้องทนไม่ไหว ลาออก หัวหน้าก็จะพูดกับคนอื่นๆ ว่าลูกน้องคนนั้นแย่มาก ไม่อดทนในการทำงาน ชอบเถียงและเกี่ยงงาน

· หัวหน้า “จะจิก” และ “จับผิด” มากกว่าจะเข้าไปรับรู้ปัญหา และช่วยแก้ไข หากลูกน้อง (ที่ไม่เห็นด้วย) ทำงานไม่ได้ตามกำหนด ก็จะยิ่งถูกซ้ำเติม

· ลูกน้องของหัวหน้าประเภทนี้ “สมองจะฝ่อ” เพราะไม่อยากคิดริเริ่มอะไร ให้หัวหน้าสั่งดีกว่า เพราะหากผิดพลาดหัวหน้าก็รับไป

· หัวหน้าประเภทนี้ จึงมีแต่ลูกน้องที่ทำงานในเชิง “ประจบสอพลอ” “ยกยอปอปั้น” หรือ ทำงานตามคำสั่ง ประเภท “นายว่าขี้ข้าพลอย” หัวหน้าเสนอ หรือ คิดสิ่งใด โครงการใด ลูกน้องจะเห็นดีเห็นงามด้วยตลอด หัวหน้าก็หลงไหล และยิ่งหลงในอำนาจมากขึ้นไปอีก เพราะคิดว่า “ทำอะไรก็ถูกไปหมด”

· องค์กรไหนที่มีหัวหน้างานประเภทนี้ นับวันก็จะยิ่งล้าหลัง เพราะไม่ส่งเสริมคนดี มีความสามารถ สุดท้าย ก็จะเหลือแต่พวก “คิดไม่เป็น”

ต่างจากองค์กรที่บริหารลูกน้อง ให้เป็น “เพื่อนร่วมงาน” ที่ดี มีประสิทธิภาพ ทำงานด้วยกันเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน มุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน

หัวหน้างานที่ดี จะมีวิธีการทำให้ลูกน้องปรับตัว ปรับความรู้สึกเป็นเพื่อนร่วมงาน ด้วยการประชุม อธิบาย ชี้แจงเป้าหมายของงานที่จะทำร่วมกัน 

· ให้ลูกน้องทุกคนช่วยกันแสดงความคิดเห็น และหาวิธีการทำงาน เพื่อให้งานบรรลุผล ยินดีรับฟังข้อเสนอต่างๆ น้อมรับคำตำหนิ ที่สร้างสรรค์ พร้อมทั้งอธิบายถึงเหตุผล และรายละเอียดต่างๆ ว่า “ทำไมไม่เห็นด้วย กับวิธีการ หรือ แนวทางที่ลูกน้องนำเสนอ”

· สนใจสภาพความเป็นไป สภาพความเป็นอยู่ อารมณ์ ความรู้สึกของลูกน้องแต่ละคน และจะพยายามเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือภายในขอบเขตที่พอจะช่วยได้

ขณะเดียวกัน เขาจะติดตามงานต่างๆ ของลูกน้อง หากคนใดทำงานติดขัด หรือ ทำไม่ได้ เขาจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหา ให้คำแนะนำ กระตุ้นให้ลูกน้องกล้าแสดงความคิดเห็น กล้าเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีการทำงานให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน โดยจะยินดีรับฟังความคิดเห็น

· หัวหน้างานที่ดีจะมีวิธีการพูด และติดตามงานในเชิงบวก มากกว่า “การจิก” หรือ “กัดไม่ปล่อย” หรือ “เพื่อการล้างแค้น”

หัวหน้างานที่ดีจะไม่ติดตามงานในเชิงดูถูก หรือ “จับผิด”·                   

หัวหน้างานที่บริหารลูกน้อง แบบ “เพื่อนร่วมงาน” จะเป็นที่รัก เคารพนับถือ ของลูกน้อง เพราะเขาจะทำให้ลูกน้องเกิดความรู้สึกว่า “หัวหน้า” ของเขา แม้จะเป็นนายตามตำแหน่ง

แต่เป็น “เพื่อนร่วมงาน” ในสำนักงานที่น่าเคารพยกย่อง มากกว่า ความเป็นหัวหน้า

· บริหารคนอย่างไร ให้ได้ “ใจ” ..เป็นโจทย์ที่หัวหน้างานทุกท่าน พึงกระทำ

Ico48
ลัดดา [IP: 124.122.228.210]
11 ธันวาคม 2553 21:29
#62271

หัวหน้างานที่ดีต้องเข้าไปนั่งในใจลูกน้องให้ได้ เมื่อได้ใจเราจะได้งานที่มีประสิทธิผล ดิฉันเคยเข้าอบรมกับ

อ.อุไรวรรณ อยู่ชา หลักสูตร หัวหน้างานมืออาชีพ

 อาจารย์จุดประกายได้ดีมาก เราอยากได้หัวหน้า

แบบไหน ลูกน้องก็อยากให้เราเป็นแบบนั้น คำนี้

โดนใจมากค่ะ  และ การเป็นหัวหน้าที่ดีต้องรู้จักตัวเอง

รู้จักลูกน้อง และ องค์กรอย่างแท้จริง สิ่งที่อาจารย์ชี้ประเด็นตรงกับชีวิตการทำงานของหัวหน้างาน

อาจารย์มีประสบการณ์ตรงในการเป็นหัวหน้างานที่

มีทั้งลูกน้องเกลียดและลูกน้องรัก ทำให้การอบรม

ได้รับทั้งความรู้และประสบการณ์ครบทุกรสดีค่ะ

ซึ่งมีทั้งบทเรียนที่ไม่ควรปฏิบัติ และ สิ่งที่ทำให้เป็น

หัวหน้างานมืออาชีพ จึงอยากให้ทุกคนพัฒนาต้วเองก้าวสู่การเป็นมืออาชีพให้ได้นะคะ

Ico48
พริกกะเหรี่ยง..เม็ดเล็ก...เผ็ดแสบซ่า [IP: 182.53.215.84]
01 มีนาคม 2554 21:41
#63984

โดนใจมากๆ.....ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เจออยู่...ณ ตอนนี้

ถ้าลูกน้องคัดค้าน หรือ ไม่เห็นด้วย กับความคิด หรือ วิธีการของตน ลูกน้องคนนั้น ก็จะเป็น “หมาหัวเน่า” ที่หัวหน้าจะไม่สนใจ พลอยทำให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็จะไม่กล้าสุงสิง เพราะกลัวจะถูกมองไม่ดีไปด้วย·                   

หากลูกน้องทนไม่ไหว ลาออก หัวหน้าก็จะพูดกับคนอื่นๆ ว่าลูกน้องคนนั้นแย่มาก ไม่อดทนในการทำงาน ชอบเถียงและเกี่ยงงาน

· หัวหน้า “จะจิก” และ “จับผิด” มากกว่าจะเข้าไปรับรู้ปัญหา และช่วยแก้ไข หากลูกน้อง (ที่ไม่เห็นด้วย) ทำงานไม่ได้ตามกำหนด ก็จะยิ่งถูกซ้ำเติม

·· หัวหน้าประเภทนี้ จึงมีแต่ลูกน้องที่ทำงานในเชิง “ประจบสอพลอ” “ยกยอปอปั้น” หรือ ทำงานตามคำสั่ง ประเภท “นายว่าขี้ข้าพลอย” หัวหน้าเสนอ หรือ คิดสิ่งใด โครงการใด ลูกน้องจะเห็นดีเห็นงามด้วยตลอด หัวหน้าก็หลงไหล และยิ่งหลงในอำนาจมากขึ้นไปอีก เพราะคิดว่า “ทำอะไรก็ถูกไปหมด”

- หัวหน้าประนามลูกน้องว่าฟ้องผู้ใหญ่....เพราะสิ่งที่ลูกน้องทำ...ไม่ใช่การฟ้อง!...แต่เป็นการบอกปัญหาท่เกิดขึ้นให้ผู้บริหารระดับสูงได้ทราบ ซึ่งไม่หวังผลประโยชน์เพื่อตนเอง หรือประจบประแจงเอาใจนาย แต่ทำเพื่อความอยู่รอดขององค์กร และทำงานอย่างมีความสุข...ก็ในเมื่อหัวหน้าและผู้บริหารระดับล่างไม่สามารถให้คำปรึกษาและช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย...แต่ไม่มองตัวเองบ้าง...ว่าการฟ้องคือสิ่งที่หัวหน้าคนนั้นทำอยู่ตอนนี้....ประจบประแจง....นายว่าขี้ข้าพลอย

Ico48
หมาหัวเน่า [IP: 101.109.39.217]
04 มีนาคม 2554 23:42
#64046

โดนใจมากๆ.....ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เจออยู่...ณ ตอนนี้....มีองค์กรไหนชอบหัวหน้างานอย่างนี้บ้าง

ถ้าลูกน้องคัดค้าน หรือ ไม่เห็นด้วย กับความคิด หรือ วิธีการของตน ลูกน้องคนนั้น ก็จะเป็น “หมาหัวเน่า” ที่หัวหน้าจะไม่สนใจ พลอยทำให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็จะไม่กล้าสุงสิง เพราะกลัวจะถูกมองไม่ดีไปด้วย·                   

หากลูกน้องทนไม่ไหว ลาออก หัวหน้าก็จะพูดกับคนอื่นๆ ว่าลูกน้องคนนั้นแย่มาก ไม่อดทนในการทำงาน ชอบเถียง ก้าวร้าว ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ และเกี่ยงงาน

· หัวหน้า “จะจิก” และ “จับผิด” มากกว่าจะเข้าไปรับรู้ปัญหา และช่วยแก้ไข หากลูกน้อง (ที่ไม่เห็นด้วย) ทำงานไม่ได้ตามกำหนด ก็จะยิ่งถูกซ้ำเติม

·· หัวหน้าประเภทนี้ จึงมีแต่ลูกน้องที่ทำงานในเชิง “ประจบสอพลอ” “ยกยอปอปั้น” หรือ ทำงานตามคำสั่ง ประเภท “นายว่าขี้ข้าพลอย” หัวหน้าเสนอ หรือ คิดสิ่งใด โครงการใด ลูกน้องจะเห็นดีเห็นงามด้วยตลอด หัวหน้าก็หลงไหล และยิ่งหลงในอำนาจมากขึ้นไปอีก เพราะคิดว่า “ทำอะไรก็ถูกไปหมด”            

- หัวหน้างานประนามลูกน้องว่า"ฟ้องผู้ใหญ่"....คำว่า "ฟ้อง" ของหัวหน้านั้นหมายถึงการประจบ สอพอ เอาใจนายเป็นพิเศษ ไม่ขัดใจนาย อย่างที่เขาทำประจำทุกวัน สร้างภาพเก่ง  ประเภท"นายว่าขี้ข้าพลอย"แต่สิ่งที่ลูกน้องทำ...มันไม่ใช่การฟ้อง!...แต่เป็นการบอกปัญหาที่เกิดขึ้นให้ผู้บริหารระดับสูงได้ทราบ...ก็ในเมื่อหัวหน้างานและผู้บังคับบัญชาระดับล่างไม่สามารถแก้ปัญหาให้ได้  ซึ่งลูกน้องนั้นไม่ได้หวังผลประโยชน์เพื่อตนเอง หรือต้องการประจบประแจงเอาใจนาย แต่ทำเพื่อความอยู่รอดขององค์กร และทำงานอย่างไม่มีปัญหา...แต่ผลสะท้อนกับมา...ลูกน้องนั้นชื่อเสียงติดลบ...? นี่หรือค่าของคน.....ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ผลของงาน...แต่อยู่ที่เป็นเด็กของใครหรืออยู่ที่ปลายปากกา

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.234.223.162
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ