นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

sukit
Ico64
นาย สุกิจ อติพันธ์
นักวิทยาศาสตร์
ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ ม.อ.
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 1

อ่าน: 2959
ความเห็น: 2

วัดพะโคะ

ประวัติวัดพะโคะ (วัดพระราชประดิษฐาน) ต้นกำเนิด หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

  

เดิมวัดนี้ปรากฏว่าพระชินเสนเป็นผู้สร้างราวปี พ.ศ.500 (สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันอายุราว 2050 ปี) ตั้งอยู่เนินเขาพะโคะ หรือที่เรียกกันว่า เขาพิเพชรสิงห์บ้าง เขาพิพัทธสิงห์บ้าง เขาบรรพตพะโคะบ้าง เขาพระพุทธบาทบ้าง (เพราะมีรอยพระพุทธบาทเหยียบไว้ที่แท่นหินใหญ่ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน) ชื่อเดิมว่าวัดพระราชประดิษฐาน ได้ฝังวิสุงคามสีมา พ.ศ. 840 พระยาธรรมรังคัลเจ้าเมืองพัทลุง (สทิงพระรานสี) เป็นศาสนูปถัมภ์สร้างถาวรวัตถุหลายอย่าง เพราะเห็นความสำคัญของวัดพระพุทธบาท หรือวัดพระราชประดิษฐาน ครั้นต่อมา ระหว่าง พ.ศ. 2091 ถึง พ.ศ.2111 พระยาดำธำรงกษัตริย์ (บางแห่งกล่าวว่าพระยาธรรมรังคัล) ได้นิมนต์ พระมหาอโนมทัสสี พระณไสยมุย และพระธรรมกาวา ให้ไปเอากระบวนพระมหาธาตุเมืองลังกา และมาสร้างเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ สูงหนึ่งเส้นห้าวา ทำพระวิหารธรรมศาลา ทำอุโบสถ สร้างกำแพงสูงหกศอก ระหว่างเขตสังฆาวาสที่พักสงฆ์อาศัยคือส่วนลาดต่ำทางทิศตะวันตกของพื้นที่วัด ส่วนที่เป็นเนินสูงราบเป็นชั้นๆ พื้นที่วัดทางทิศตะวันออกพุทธาวาสสถานที่ปลูกสร้างปูชนียวัตถุโบราณสถาน เช่น พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ (พระโคตมะ) พระเจดีย์ (สุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ) อุโบสถ ธรรมศาลา เป็นต้น

การสร้างพระพุทธไสยาสน์ ชื่อว่าพระพุทธโคตมะ ตามความนิยมของชาวบ้านเรียกชื่อวัดตามชื่อพระว่าวัดพระโคตมะ ชื่อวัดพระราชประดิษฐานเดิมไม่นิยมใช้เรียกกัน ครั้นต่อมาวัดพระโคตมะเรียกเพี้ยนเป็นวัดพะโคะ ในกาลครั้งนั้นกษัตริย์หัวเมืองพัทลุง (สทิงพระ) และคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ทำฏีกาเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยาขอที่กัลปนาต่อพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานกัลปนา แก่วัดวาอารามต่างๆ ในเขตหัวเมืองนครศรีธรรมราช และเมืองพัทลุง ที่เป็นกัลปนา (เป็นเลนทุบาทโลกเลขา) อาณาเขตของวัด ทิศเหนือ จด หัวตะลุมพุก (แหลมตะลุมพุก), ทิศใต้ จดหัวเขาแดง, ทิศตะวันออก จด อ่าวไทย, ทิศตะวันตก จด ทะเลสาบสงขลา

 

ตั้งแต่ พ.ศ. 2151 ถึง พ.ศ. 2155 ในสมัยพระราชมุนีรามคุณูปรมาจารย์ (สมเด็จเจ้าพะโคะ) ได้ปกครองวัดพะโคะเจริญรุ่งเรืองมาก เนื่องจากได้รับการพระราชอุปถัมภ์จากพระเจ้าอยู่หัวสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ทางวัดได้ทำการสร้างถาวรวัตถุขึ้นหลายอย่าง เช่น พระวิหาร พระเจดีย์ อุโบสถ ธรรมศาลา โดยเฉพาะบูรณะพระเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุสูง 1 เส้น 5 วา ยอดพระเจดีย์หล่อด้วยเบญจโลหะยาว 3 วา 3 ศอก และปรากฏว่า สมเด็จเจ้าพะโคะได้นำดวงแก้วที่พญางูให้เมื่อครั้งเป็นทารก บรรจุไว้ที่ยอดเจดีย์ จึงได้ชื่อว่า สุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ

 

ครั้นต่อมาหลังจากสมเด็จเจ้าพะโคะ จากวัดพะโคะไปแล้ว ฟ้าผ่ายอดเจดีย์ดวงแก้วตกลงมาอยู่ใกล้ๆ เจดีย์ ภายหลังเด็กๆ เล่นสะบ้า (ลูกเกย) กระเด็นเข้าไปในป่าที่ดวงแก้วตกอยู่ เด็กเห็นเป็นลูกแก้วประหลาด จึงนำไปบ้านเพื่อมอบให้แก่พ่อแม่ เมื่อถึงประตูชัยไม่สามารถจะออกจากวัดไปได้ เพราะเกิดมีงูใหญ่ขัดขวางไว้ และประตูวัดมืดมิดไปหมด เด็กก็นำลูกแก้วเข้าไปคืนให้แก่เจ้าอาวาส

 

ปรากฏว่าดวงแก้วนั้นเป็นปูชนียวัตถุศักดิ์สิทธิ์ของวัดพะโคะชิ้นหนึ่ง ต่อมาดวงแก้วถูกคนขโมยไป 3 ครั้งแต่ก็เกิดความเดือดร้อนเสียหายให้แก่ผู้นำไปทุกครั้ง และได้นำกลับมาคืนไว้ ณ วัดพะโคะทุกครั้ง และครั้งล่าสุด ราว พ.ศ. 2471 มีนายจีนฯ บ้านท่าคุระเป็นคนเสียสติลักพาดวงแก้วไปที่บ้านท่าคุระ ขณะที่นายจีนนำดวงแก้วไปนั้นตาก็มองเห็นว่ามีงูใหญ่ไล่ตามมา นายจีนต้องการให้ดวงแก้วพาเหาะ แต่ก็ไม่สามารถแหะได้ นายจีนจึงโกรธมากเลยเอาดวงแก้ววางลง แล้วเอาหินขนาดใหญ่ทุ่มทับลงบนดวงแก้ว ทำให้ดวงแก้วแตกร้าว มีชาวบ้านไปพบจึงเอาดวงแก้วมามอบให้แก่เจ้าอาวาสวัดพะโคะดังเดิม

 

ส่วนนายจีนซึ่งอวดดีว่าตนสามารถทุบดวงแก้วแตก ได้ไปจับช้างเถื่อนที่คลองนายเรียมและถูกช้างจับแทงฟัดจนลำตัวแขนขาขาดออกเป็นท่อนๆ ถึงแก่ความตาย ซึ่งชาวบ้านจึงเชื่อว่าเป็นผลกรรมจากการกระทำของนายจีนที่ทำให้ดวงแก้วเสียหายนั้นเอง

 

ดวงแก้วที่แตกถูกประสานรอยร้าวไว้ด้วยลวดทองแดง ในปี พ.ศ. 2484 พระอาจารย์แก้วพุทธมุนี วัดดีหลวง และพระชัยวิชโย วัดพะโคะ จะนำดวงแก้วไปให้ช่างหล่อทำใหม่ แต่สมเด็จเจ้าพะโคะเข้าประทับทรง บอกห้ามไม่ให้หล่อทำใหม่ สำหรับดวงแก้วดังกล่าวนี้ ต่อมาประชาชนได้ทำบุญสมโภชดวงแก้วทุกๆ วันพฤหัสบดีเสมอมา

 

หลังจากสมเด็จเจ้าพะโคะจากวัดพะโคะไปแล้ว ก็ได้มีพระเถระปกครองวัดสืบต่อกันมาหลายรูปหลายยุค โดยเฉพาะในยุคพระอาจารย์เขียว ปุญญผโล (พระครูสุนทรสิทธิการย์) เป็นเจ้าอาวาส ได้มีการพัฒนาปรับปรุงบูรณะปฏิสังขรณ์ ศาสนสถาน จนวัดพะโคะเจริญขึ้นเรื่อยๆ

 

นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนกระทั่งปัจจุบันเป็นเวลา 2050 ปี ที่ผ่านมาวัดพะโคะคือศูนย์รวมจิตใจประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ รวมถึงชาวต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะด้วยบุญฤทธิ์และพระบารมีของสมเด็จเจ้าพะโคะ หรือหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

    

สถานที่ตั้ง

หมู่ที่ 5 ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

   

การเดินทาง

จากหาดใหญ่ ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 407 ไปทางสะพานติณสูลานนท์ แล้วเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4083 ซึ่งเป็นทางเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ช่วงสงขลา-สทิงพระ หลักกิโลเมตรที่ 110 ทางซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้าวัดพะโคะ ระยะทางจากตัวเมืองสงขลาถึงวัดพะโคะประมาณ 48 กิโลเมตรครับ

   

 

 

(ภาพเมื่อ 28 ก.พ. 2553)

  

ที่มา

http://www.109wat.com

http://www.sanook.com

  
หมวดหมู่บันทึก: มุมละไม ของใครบางคน
คำสำคัญ (keywords): วัดพะโคะ
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 09 กันยายน 2553 08:36 แก้ไข: 09 กันยายน 2553 08:41 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ขอเชิญชวนไปเที่ยววัดต้นเลียบซึ่งเป็นสถานที่ฝังรกของหลวงพ่อทวด วัดต้นเลียบจะถึงก่อนวัดพะโคะ คะ

Ico48
ลูกหลานหลวงปู่ [IP: 210.246.146.22]
21 กันยายน 2553 17:30
#60363
ขอเชิญทุกท่านไปเที่ยววัดต้นเลียบ(สำนักสงฆ์) สถานที่ฝังรกของหลวงปู่ทวด  วัดดีหลวง (วัดที่หลวงปู่ท่านบวช) และวัดพะโคะ (วัดที่หลวงปู่ท่านจำพรรษา-เจ้าอาวาส) ตามลำดับครับ  และหากมีโอกาศก็ไปสักกะระสถูปหลวงปู่ที่วัดช้างให้ จ.ปัตตานี ....นะครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.236.112.98
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ