นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 1645
ความเห็น: 1

วันครอบครัวทองอุไร 2552: ประจวบคีรีขันธ์

แม่มีความสุขที่เห็นลูกๆอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง พวกเราก็มีความสุขที่เห็นแม่สบายใจ
  ปีนี้ครอบครัวผมนัดพบกันที่ ประจวบคีรีขันธ์ บ้านเกิดของผม ชายห้า และหญิงหก และเมืองที่เป็นที่เรียนหนังสือของทุกคนในครอบครัว เพราะครอบครัวเราอยู่ที่ จ.ประจวบมามากกว่า 13 ปี โดยทุกคนมีความหลังและความฝังใจอยู่ที่นี่ทั้งหมด 
เริ่มต้นเราวางแผนจะพักที่ สามร้อยยอด ตามโลเกชันในการถ่ายทำละครดังเรื่องหนึ่ง แต่ด้วยความล่าช้าในการตกลงวันเข้าพัก ทำให้ที่พักเต็มหมดและเราก็ได้ที่ อ.เมืองประจวบและ ต.คลองวาฬ มาแทน
 เราก็เดินทางมาเจอกันที่ประจวบโดยพี่ๆผมก็เอารถสองคันมาจากกรุงเทพฯ และผมก็พาเจ้าตั๊กแตนขึ้นไปจากหาดใหญ่ ด้วยเวลาที่พอเหมาะ เราก็เข้าพักที่ไร่ดำรงสกุลรีสอร์ท ในเวลาประมาณบ่าย 3 โมงของวันที่ 12 เมษายน 2552 ไล่ๆกัน 
กิจกรรมเราก็เหมือนเดิมคือล้อมวงกัน กิน คุย หัวเราะ เล่าความหลัง ที่เริ่มจากคุณแม่เป็นคนเริ่มต้น เราได้ที่พัก 3 หลัง เป็นหลังใหญ่ 1 หลังที่เราใช้เป็นที่รวมศูนย์ แม่จะบอกว่าปีนี้เรารวมตัวกันได้เกือบครบขาดเพียงเบอร์หนึ่ง ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตที่ต้องดูแลพี่สะใภ้ซึ่งไม่สะดวกในการเดินทาง ดังนั้นจึงมีเพียง แม่ หญิงสอง หญิงสาม หญิงสี่ ชายห้า และหญิงหก มาร่วมชุมนุมกันและมีรุ่นหลานอีก 4 คน
 แม่มีความสุขที่เห็นลูกๆอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง พวกเราก็มีความสุขที่เห็นแม่สบายใจ พวกเราต่างคิดว่าเราเป็นครอบครัวที่โชคดี ที่พี่น้องรักใคร่กันดี ยังมีการแซวกันว่าในช่วงเด็กนั้นผมเป็นเด็กที่มีอารมณ์ร้าย แม่บอกว่าถ้าไม่พอใจจะลงไปนอนเกลือกกลิ้งที่พื้น ประเภททำร้ายตัวเองเพื่อเรียกร้องความรัก (ฮา..) และเคยคว้า มีดและกรรไกรไล่แทงและไล่ฟันพี่ๆ จนต้องกระโดดหน้าต่างเตี้ยๆหนี ฮา... ผมไม่อยากบอกว่า ผมแกล้งขู่ไปยังงั้นเอง ใครจะไปกล้าทำลงได้ 
ในวันที่ 13 เมษายน ผมก็คว้าเสื้อยืดสีแดงใส่ออกจากห้อง โดยไม่ได้คิดอะไร เพราะหยิบเสื้อติดไปตั้งแต่หาดใหญ่ เห็นว่ามันไม่ค่อยถูกใช้ ก็เลยเอาไปใช้ซะบ้าง พอเดินไปถึงเรือนหลังใหญ่ พี่สี่และน้องหกก็บอกให้ไปเปลี่ยนเสื้อเป็นสีอื่นซะ เพราะเมื่อวานดูข่าวกลุ่มเสื้อแดงชุมนุมกันอยู่ ไม่อยากให้เป็นเป้าสายตา ผมเองในใจก็โต้ตอบว่าไม่เห็นจะเป็นไรเลย ผมอยากใส่เสื้อสีใดก็น่าจะได้ ทำไมต้องมาจำกัดสิทธิเสรีภาพกันด้วย แต่คิดขัดแย้งได้ไม่เกิน 5 นาที ผมก็เดินกลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อ
 ผมคิดง่ายๆว่า คนที่ทักท้วงผมเป็นพี่และเป็นน้องที่ผมรัก ทำไมจะทำเรื่องเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้ให้คนที่ผมรักไม่ได้เล่า เรื่องมันเล็กจะตายไป หากจะเอาชนะกันในเรื่องเหตุผล ผมก็คงจะโต้ตอบไปได้ แต่จะทำไปทำไม ทำแล้วจะได้อะไรขึ้นมา เรามารวมตัวกันเพราะเรามีความสุขที่นานๆครั้งเราจะได้อยู่ด้วยกันพร้อมพรักอย่างนี้ ทำไมจะต้องมาถกเถียงให้เสียบรรยากาศ ผมถือว่า ผมยอมถอยให้กับคนที่ผมรัก และเขาก็รักผม แค่นี้ก็เป็นทางออกที่ดีด้วยกันทั้งหมดแล้ว  
ผมดีใจที่ไม่ได้ดื้อที่จะเอ่ยปากโต้เถียง เพราะพบว่าการเอ่ยวาจาบางครั้งอาจเป็นการทำร้ายความรู้สึกกันและไม่เกิดประโยชน์อะไร ผมอยากเล่าว่า การยอมเพราะรัก การยอมเพื่อส่วนรวมของสังคม และองค์กร ก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่สำคัญก็คือ เราต้องปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม ไม่ใช่มาว่ากันตามหลักการแต่เพียงอย่างเดียว
 เราไปทำบุญที่วัดด่านสิงขร วัดเล็กๆชายแดน ที่มีเจ้าอาวาสไม่แก่พรรษามากนัก แต่มีเณรอยู่จำนวนมาก ซึ่งผมรู้ว่าตามชนบท ตอนช่วงปิดเทอม ก็มักนิยมให้ลูกหลานเข้าถึงศาสนาพุทธด้วยการจับบวชเณรซะ ให้ไปซนกันในวัด ใช้ชีวิตที่อยู่ในระเบียบวินัยเสียบ้าง ผมก็เห็นว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีอยู่นะครับ มีแปลกอย่างหนึ่งที่ผมไม่รู้คือ ตอนผมไปวัดประมาณ 10.30 น. พบญาติโยมนั่งล้อมวงกินข้าวกันหมดแล้ว ซึ่งต่างจากที่หาดใหญ่ที่มักจะกินกันหลังพระฉันราว 11.00 น.ไปแล้ว 
ออกจากวัดก็ไปที่ด่านสิงขร ที่มีประวัติศาสตร์ว่าพม่ายกทัพมาตีไทยในช่วงรัตนโกสินทร์ ด้วยการยกทัพผ่านด่านสิงขร ซึ่งขณะนี้เปิดด่านค้าขายกันได้หลายปีแล้ว สินค้าที่คนไทยนิยมซื้อก็คือกล้วยไม้ป่า ที่ราคาถูกมาก และหาในเมืองไทยยาก จะพูดว่าเป็นสินค้าต้องห้ามผิดกฎหมายก็ว่าได้ นอกจากนั้นก็เป็นหยก หินสี หินอ่อนแกะสลัก ที่หลายคนว่ามีราคาถูกมาก ผมไปมาแล้วหลายหนแต่ก็ไม่ได้สนใจจะซื้อจะหา ไปดูอย่างเดียว ปีนี้เขาจัดงาน ด่านสิงขรและ
เมียนมาร์แฟร์
(เราแซวกันว่าปีนี้เรามาเที่ยวงานอินเตอร์ด้วย) ก็เหมือนงานวัดบ้านเราและครับ เดินดูพ่อค้าแม่ขายต่างๆ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นไทยหรือเมียนมาร์ แต่ผมเดาเอาว่าน่าจะเป็นไทยมากกว่า 90% เจอของอร่อยเป็นข้าวหลามที่ขายดิบขายดี
 สงกรานต์ที่ประจวบก็ครึกครื้นดีครับ เขาก็ใช้รถยนต์ขนคนตะเวนเที่ยวสาดน้ำกันไปทั่ว รถติดทั่วเมือง ครอบครัวผมผ่านวัยสนุกนี้มาแล้วก็กลับเข้าที่พัก เลือกนอนพักผ่อนกันมากกว่า  
คืนสุดท้ายที่ 14 เมษายน เราย้ายไปนอนรีสอร์ทริมทะเลที่ ต.คลองวาฬ ที่ตอนผมเล็กเป็นหมู่บ้านชาวประมง ไปคราวนี้ เป็นหมู่บ้านที่พักตากอากาศไปเสียแล้ว มีรีสอร์ทน่าพักหลายแห่ง มีชายหาดที่น่าเดินเล่น ลมทะเลค่อนข้างแรง แต่ช่วงเช้าลมสงบ ก็ทั้งน่าดีใจและกังวลใจกับชุมชนคลองวาฬ ในการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว เพราะเลยออกมาอีกนิดก็เป็น ต.หว้ากอ ที่เป็นอุทยานวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ ผมกังวลใจในวิถีชีวิตที่หากชาวบ้านปรับตัวไม่ทัน ก็คงจะพบกับปัญหาในระยะยาว กังวลใจเพราะเจ้าของธุรกิจไม่ใช่คนพื้นที่ เช่น รีสอร์ทที่ผมพักก็เป็นคนจากกรุงเทพฯ ลงไปสร้าง ดังนั้นในผลประโยชน์จากธรรมชาติที่ให้มา คนพื้นที่ก็อาจได้รับน้อยกว่าครึ่ง โดยนายทุนจากต่างถิ่นเป็นผู้ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่ไป ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดในสังคมไทยเรานี้??
 ตลาดสดที่ประจวบ ยังเป็นที่ประทับใจของลูกชายผมที่มาจากกรุงเทพฯ และไม่เคยมาประจวบเลย เพราะยังมีสินค้าราคาย่อมเยาขายอยู่ ผมไปร้องคาราโอเกะกับพี่ๆน้องๆในคืนสุดท้าย พบนวัตกรรมใหม่ที่นี่ คือ เขาจัดห้องร้องเป็นห้องพักค้างคืนไปพร้อมกัน คือใช้เป็นโรงแรมก็ได้ และสถานที่ที่ไปร้องก็ถือว่าดีมาก เครื่องเสียงดี เพลงให้เลือกมาก และมีราคาถูกด้วย ร้องอยู่ 2 ชั่วโมง 10 คน จ่ายไปไม่ถึง 800 บาทเอง 

ผม..เอง

 
หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 16 เมษายน 2552 11:19 แก้ไข: 16 เมษายน 2552 11:19 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.232.188.251
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ