นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1638
ความเห็น: 2

ทำอย่างไรจะให้งานประสานกับความสุข 3 ตอนจบ

งานประสานกับความสุข 3 ตอนจบ



ในเมื่อคนทำสวนยางมีจุดมุ่งหมายว่า จะทำสวนยางพาราทำไม  ?

งานที่เกิดขึ้นมาจากความมุ่งหมายเพื่อให้ต้นยางเจริญงอกงามในที่สุดแล้ว  เราก็บรรลุเป้าหมาย และได้รับความสุขเกิดขึ้น
ในระหว่างนั้นก่อนบรรลุเป้าหมาย เมื่องานเดินหน้าไปเรื่อยๆตามระบบ
เราก็มีความอิ่มเอิบใจ มีความสุขขึ้นไปเรื่อยๆ

การทำสวนยาง
เป็นตัวงาน ผลของมันคือต้นยางเจริญเติบโตความงอกงามนั้นคือ    ความสุข

 

                เมื่อเกิดปัญหาในระบบงานไม่ว่าจะซับซ้อนหรือไม่
บางทีบางขณะ มนุษย์มักจะลืมไปว่าเราไม่ได้ดำเนินชีวิตไปตามกฏของธรรมชาติ
คือการทำงานของเราไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของงานนั้นๆ
และได้รับผลที่ไม่ตรงกับความต้องการ นี่แหละจึงเกิดเป็นตัวปัญหาขึ้น

 

                โลกในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้มีการพัฒนาเจริญขึ้นมาตามลำดับความสัมพันธ์ ความเป็นอยู่ในสังคมมีความซับซ้อนขึ้น ในทางพุทธศาสนาเรียกว่า สิ่งสมมติ  แล้วสิ่งสมมตินั้นเป็นอย่างไร

จากตัวอย่าง
ชาวสวนยางพารา การทำสวนยางพารา เป็นงานชนิดหนึ่งในสังคม
ผลตอบแทนคือผลผลิตเมื่อเอาไปขาย ก็ได้เป็น ตัวเงิน ทำให้เรามองว่า การได้เงินเป็นผลของการทำสวนยางพารา ตรงนี้จะมองเห็นว่า มีผลของงานมี 2 อย่างเกิดขึ้นมาคือ           

             1.จากการที่ต้นยางพารามีการเจริญงอกงามเป็นผลมาจากการทำสวนเป็นผลตามธรรมชาติ

             2.จากเหตุเดียวกันแต่เป็นผลที่มนุษย์สมมติขึ้น โดยกำหนดจัดตั้งวางไว้เป็นระบบขึ้นว่า ทำสวนยางพาราแล้วจะต้องได้เงิน
เหตุคือทำสวนยางพารา แต่ผลที่ได้คือต้องการ เงิน เป็นผลตามความสมมติของมนุษย์

 

ผลตามความสมมติของมนุษย์นี้ จะไม่เป็นจริงตามธรรมชาติ เป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องรู้เท่าทัน คำว่า สมมติ มาจาก ส+มติ     สแปลว่า ข้อตกลง  มติ แปลว่าร่วมกัน คือ ข้อตกลงร่วมกัน เมื่อทำสวนยางพาราผลผลิตขายได้จึงได้เป็นเงินมา
กฏของมนุษย์ที่ไม่เป็นจริงตามธรรมชาติ คือขึ้นอยู่กับ สมมติ หรือข้อตกลง
เมื่อกฏข้อตกลงนั้นหายไป กฏเหล่านั้นก็หมดความหมายไปด้วย


เป็นผลที่มาซ้อนผลของธรรมชาติอีกทีหนึ่ง กฏสมมติจึงไม่ใช่กฏที่แท้จริงตามธรรมชาติ

 

กฏที่มนุษย์ตั้งขึ้นนี้เป็นสมมติ เมื่อตั้งได้ ก็ยกเลิกได้ และก็หลอกกันได้ด้วย เรื่องมันก็เลยยุ่ง และมามีผลต่อความสุขความทุกข์ของเรา 


มีทั้งแบบหลายชั้นเชิง สลับซับซ้อนวุ่นวายไปหมด ทั้งตัวคน และสังคม เมื่อเราดำเนินชีวิตให้ถูกต้องตามกฏธรรมชาติ
คือให้ผลตรงตามเหตุปัจจัย เราต้องการให้ต้นยางพารา งอกงาม
เราจึงทำสวนตามกฏของธรรมชาติ ก็จะได้รับความสุขตลอดเวลา
และเรารู้เท่าทันว่าเมื่อเรานำผลผลิตจากต้นยางพาราไปขายได้เป็นตัวเงิน
นั้นเป็นเรื่องสมมติของมนุษย์ เพื่อมาเสริมให้การทำสวนบรรลุถึงเป้าหมาย
เราก็ทำสวนไปโดยไม่ต้องกังวล เมื่อเรารู้เท่าทันใน สมมติ
เราก็มีความสุขในขั้นพื้นฐาน มาจากความต้องการผลตามธรรมชาติ
และได้รับผลตามสมมติด้วย คือความสุขซ้อนความสุข 
คือ อยู่ด้วยความเท่าทันในสมมติ นั้นเอง

        เมื่อหลงใน สมมติเมื่อใดก็จะเกิดปัญหาขึ้นเมื่อนั้น

ระดับความสุขก็จะกลายมาเป็นความทุกข์เราก็จะทำงานด้วยความทุกข์ เพราะตลอดเวลาของการทำสวนยาง เราไม่ได้นึกถึงการเจริญเติบโตของต้นยางพาราเลย
มันจะเจริญงอกงามหรือไม่ ก็ไม่ไปเอาใจใส่ เมื่อไม่ได้มาเป็นตัวเงิน เมื่อไหร่หนอเงินจะมา ระหว่างรอก็จำใจทำสวนยางพาราไปเรื่อย จึงจมอยู่กับกองทุกข์ ตลอดเวลา  นี่แหละ สมมติ ที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น
      เราสร้างระบบสังคมให้เกิดขึ้น แต่แล้วก็หลง ยึดติดในผลของงานทำให้ชีวิตต้องแยกออกจากกฏของธรรมชาติ เป็นปัญหาขั้นพื้นฐาน 

จึงสรุปความว่า
ผู้ที่สามารถดำเนินชีวิตให้ตรงกับกฏธรรมชาติได้ เขาผู้นั้นจะทำงานด้วยความสุข
แต่ก็เป็นเพียงความสุขแค่ขั้นที่ 1 เท่านั้น
 

 

สิ่งที่ต้องประสาน มิใช่งานกับความสุข
แต่ประสานตัวเราให้เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ
 

ความสุข อยู่ที่การได้รับความสนองในความต้องการ หรือ ได้รับการตอบสนองในความอยากกันแน่ เป็นสิ่งที่ต้อง มานำเสนอในครั้งต่อไป.......



 

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 07 สิงหาคม 2556 11:02 แก้ไข: 07 สิงหาคม 2556 12:36 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Kathi Noodee, Ico24 Our Shangri-La, และ 6 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

บทความทั้ง 3 ตอน มาจาก ชุดธรรมะกับธุรกิจ 2543 จากหนังสือ ทำอย่างไรจะให้งานประสานกับความสุข (ห้อง สมุด มจร วัดคอหงษ์ หาดใหญ่ )

นายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน ได้ให้คำนิยมไว้ว่า พระธรรมปิฏก (ป.อ ปยุตโต) ท่านสามารถนำเนื้อหาธรรมะของพระพุทธศาสนา มากล่าวถึงประเด็นต่างๆ ทำให้เห็นสัจจะความจริงของชีวิต ไม่ยึดติด ไม่หลงระเริงในสิ่ง สมมติ และวัตถุนิยม รวมทั้งลัทธิบริโภคนิยม ให้เรียนรู้อย่างปราศจาค อัตตาและ มิจฉาทิฐิ

คุณ kk น่าจะหมายเหตุไว้ตรงท้ายบันทึกเลยน่าจะดีนะคะ จะได้เป็นแบบอย่างการอ้างอิงที่ชัดเจนเลยค่ะ เนื้อหาดีๆที่เราเอามาเผยแพร่ต่อจะได้เป็นการให้เกียรตฺเจ้าของผลงานเขาด้วยเลย

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.235.107.209
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ