นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2760
ความเห็น: 3

ตอนที่ 15 งานศิลปะ วัฒนธรรมและบันเทิง ใน ม.อ.

ต้นศรีตรังไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่สามารถที่จะรับแรงลมที่พัดไปมาได้โดยไม่หักโค่น ช่างเหมือนกับพวกเราน้องพี่ ม.อ.ที่สามารถต่อสู้อุปสรรคขวากหนามคงความเป็นบุตรหลานที่ดีของประชาชนไว้ได้... ... แม้ ม.อ.วิทยาเขตหาดใหญ่จะมีนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และวิศวฯเป็นส่วนใหญ่และนักศึกษาที่รับ เพิ่มเข้ามาในช่วงหลังที่ผมยังศึกษาอยู่นั้นก็ไม่ใช่นักศึกษาด้านศิลปะ แต่งานด้านศิลปะและวัฒนธรรมก็เกิดและพัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่ง

(โดย วัชรินทร์ พุทธพรไพสิฐ   ก.ย. 2551)    แนะนำกันก่อน

 

ช่วงใกล้ปิดภาคการศึกษาที่สองของปีการศึกษา 2518 เย็นวันหนึ่งหลังจากกิจกรรมองค์การนักศึกษาเสร็จสิ้นลง คุณสำรวย ทรัพย์เจริญ(.1)ได้ปรารภกับผมว่าอยากให้ผมเขียนเพลงสักเพลงหนึ่ง โดยคุณสำรวยจะเป็นผู้ให้ทำนองเพลงเอง ช่วงนั้นเพลงลาร่มศรีตรังเริ่มเป็นเพลงที่เพื่อนนักศึกษาร่วมยุครู้จักกันแล้ว ผมรับปากกับคุณสำรวยไว้ว่าจะเขียนให้แต่ตอนนั้นยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร

ผมปล่อยให้ความทรงจำที่รับปากน้องเอาไว้ว่าจะเขียนเนื้อร้องเพลงให้รบกวนจิตใจจนใกล้ปิดภาคเรียน จะไม่เขียนให้ก็เป็นการผิดคำพูดกับน้อง จะเขียนให้ก็ยังรู้สึกว่าไม่รู้จะสื่ออะไรในเพลง จนกระทั่งในคืนเดือนสว่างคืนหนึ่ง ความรับผิดชอบต่อการรับปากน้องไว้ทำให้นั่งอยู่ริมระเบียงห้องนอนที่หอพัก ปากกาอยู่ในมือ สมุดเปล่าวางอยู่ตรงหน้า แต่เขียนอะไรไม่ออก ลมพัดเอื่อยๆ ให้ความเย็นสบาย ผมตัดสินใจออกจากห้องพักลงเดินไปตามถนนจากหอพักนักศึกษาสู่อ่างน้ำตามถนนคอนกรีตสายยาวที่จะต้องผ่านตึกฟักทอง ดงยาง ตึกวิศวฯ สู่อ่างเก็บน้ำ เมื่อเดินไปถึงบริเวณที่ซ้ายมือเป็นคาเฟทีเรียนั้นริมถนนมีต้นศรีตรังที่พี่น้องชาว ม..ช่วยกันปลูกไว้เป็นแถวงามบ้างโทรมบ้าง ลมพัดกิ่งก้านไหวไปมาทำให้ผมสามารถขึ้นท่อนแรกของเพลงได้

"พริ้ว ปลิวศรีตรังต้านลมโชย โบกโบยอยู่นิรันดร์กาล

ดอกสีม่วงแผ่กลีบดอกบาน นานแสนนานบานกลางหัวใจ”

 

 

 

 

 

ต้นศรีตรังไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่สามารถที่จะรับแรงลมที่พัดไปมาได้โดยไม่หักโค่น ช่างเหมือนกับพวกเราน้องพี่ ม..ที่สามารถต่อสู้อุปสรรคขวากหนามคงความเป็นบุตรหลานที่ดีของประชาชนไว้ได้ คนในยุคนั้นคงไม่แปลกใจที่ผมมีความรู้สึกแบบนี้เพราะเป็นยุคที่นักศึกษารวมตัวได้อย่างเหนียวแน่นและต้องต่อสู้กับอำนาจอีกฝ่ายที่ต้องการใช้ความรุนแรงและรักษาความเป็นเผด็จการในประเทศ ผมนึกถึงพี่ๆ หลายคนที่เป็นผู้ก้าวเข้ามาก่อนในเส้นทางสายกิจกรรมที่ออกไปสัมผัสความเป็นจริงในสังคมและสำเร็จการศึกษาไปแล้ว คิดถึงอาจารย์ท่านหนึ่งที่ตัดสินใจละทิ้งชีวิตความสุขในเมืองออกไปทำงานในชนบทที่ห่างไกล พี่ๆ และ อาจารย์ที่อยู่ไกลจะคิดถึงร่มศรีตรังบ้างไหมหนอ แล้วผมก็ขึ้นเพลงช่วงที่สอง

 

"เป็นความหวังแห่งมวลหมู่เรา เหงายามเหงายามร้างห่างไกล

.................................................. ...............................................”

 

 

 สำหรับท่อนที่สองนี้มีการดัดแปลงใหม่โดยคุณสำรวยหรือน้องๆ รุ่นหลังที่ผมไม่ทราบว่าเป็นใคร ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมเขียนไว้อย่างไร เจตนาแต่แรกในการเขียนเพลงนี้คือ จะไม่พยายามให้เป็นเพลงที่มีเนื้อหาแรงๆ ในความเห็นของผู้ฟัง เนื่องจากมีเพื่อนใน ม..บางส่วนวิจารณ์ว่าเพลงลาร่มศรีตรังที่เกิดก่อนหน้านี้ว่ามีเนื้อหาแข็งกร้าว เป็นเนื้อหาของพวกฝ่ายซ้าย แต่ในยุคที่พี่น้องร่วมอุดมการณ์เข้าไปทำงานในเขตป่าเขาแล้ว คนที่ยังอยู่ใน ม.. คงจะยังรำลึกถึงความหลังในสมัยเคยร่วมทำกิจกรรมด้วยกันเลยดัดแปลงจากเดิมที่ผมเขียน

"เป็นความหวังแห่งมวลหมู่เรา เหงายามเหงายามร้างห่างไกล

เหลือสิ่งตรึงแน่นไว้กับใจ คือฝันใฝ่ต่อสู้อธรรม(ดัดแปลงไปจากเดิม)

 

ผมเป็นคนจำแม่นพอนึกเนื้อหาออก สมองก็จำเอาไว้โดยไม่ต้องบันทึกลงกระดาษ เดินท่องลมชมจันทร์ไปเรื่อยๆ นึกถึงเนื้อเพลงที่เรียบเรียงไว้ในใจกลับไปกลับมา นึกถึงว่าชีวิตใน ม.อ.ให้ ความสุขหลายอย่าง ทั้งความคิดที่เป็นระบบ ความเอื้ออาทรต่อกันโดยเฉพาะน้องพี่เพื่อนที่ทำกิจกรรมนั้นจะมีความผูกพัน ซึ่งกันและกันสูงมากไม่ว่าในยามทำงานแล้วประสบความสำเร็จหรือพบเรื่อง ยุ่งยาก ผมเดินไปตามถนนรอบอ่างเก็บน้ำ มอเตอร์ไซด์คันหนึ่งแล่นสวนทางมาแล้วก็จอดกะทันหันห่างจากผมประมาณ 50 เมตร ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซด์คันนั้นหาไม้จากบริเวณใกล้เคียงเขี่ยงูตัวหนึ่งให้พ้น จากถนน ผมเข้าไปถึงตรงนั้นอาจารย์ก็บอกว่าเห็นผมเดินมากลัวไม่เห็นงูแล้วอาจถูกกัด ท่านจึงจอดรถเขี่ยให้พ้นทาง อาจารย์กับผมไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่ความเอื้ออาทรที่อาจารย์มีให้จึงยอม เสียเวลาจอดรถดำเนินการในสิ่งที่คิดว่าเป็นความปลอดภัยต่อผม นี่คือน้ำใจที่ผมได้พบกะทันหัน นี่คือชีวิตจริงในร่มศรีตรัง ท่อนที่สามของเพลงจึงเกิดขึ้นว่า

"ยามเมื่อยามท้อแท้ ศรีตรังยังแผ่เผื่อความหวัง

ยามร้อนศรีตรังยัง แผ่เย็นให้ไม่รู้คลาย”

 

 ผมนั่งลงบนก้อนหินที่สันอ่างเก็บน้ำ เนื้อเพลงท่อนที่สี่เริ่มผุดออกมาจากความคิด แต่จำได้ไม่หมดเพราะนานมากและมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาใหม่ในท่อนหลัง(ตัวเอน)

"ศรีตรังยังอยู่ตราบนิรันดร์ ฝันใฝ่ฝันถึงวันแห่งชัย

เราหนุ่มสาวร่วมก้าวเข้าไป สู้ผองภัยร่วมกับมวลชน

 ผมรำลึกอยู่เสมอว่าผมไม่ได้เป็นผู้เขียนเพลงไม่ว่าจะเป็นเพลงไหน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างใน ม..เป็นผู้เขียนเป็นผู้บอกเล่า ผมเองเป็นแต่เพียงผู้เก็บเอาความประทับใจที่ได้พบมาใส่กลวิธีทางการประพันธ์ให้เกิดความไพเราะเท่านั้น วันนี้ผมในวัยเกิน 50 มาหลายปียังรำลึกถึงความงดงามของ ม..ไม่ว่าจะเป็นต้นศรีตรัง อ่างน้ำ ต้นหญ้า ต้นยาง ตึกทรงแปลกๆ  และความสง่างามของทุกคนใน ม.. ผมยังจำได้ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าสังคมจะพัฒนาไปอย่างไร คนจะเปลี่ยนความคิดไปแค่ไหน วันนี้ผมยังไม่เคยลืมร่มศรีตรังของเราแม้แต่น้อย

อันที่จริงเมื่อพูดถึงเพลงแล้ว ในมุมมองของผมเพลงเป็นส่วนหนึ่งของแนวรบด้านวัฒนธรรมที่สามารถฉุดดึงให้ผู้ฟังมีอารมณ์คล้อยตามจนกระทั่งสร้างกระบวนคิดใหม่ขึ้นมาได้ ในท่ามกลางการแปรเปลี่ยนจากเหตุการณ์ก่อน 14 ตุลาคม 2516 จนผ่านเหตุการณ์ไปสู่ยุคก่อน 6 ตุลาคม 2519 บทบาทด้านวัฒนธรรมของ ม.อ.เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างเป็นลำดับขั้นตอน จากการเล่นดนตรีที่สนุกสนานแบบวัยรุ่นเป็นการก้าวเข้าสู่การสนใจดนตรีที่มี เนื้อหาสาระ บ่งบอกถึงความไม่เป็นธรรมในสังคม แล้วพัฒนาเข้าสู่การตั้งวงดนตรีที่เล่นดนตรีแนวใหม่ บรรลุถึงการกำหนดภารกิจ หน้าที่ของตนเองด้วยแนวรบด้านวัฒนธรรมในฐานะลูกหลานของประชาชน

แม้ ม..วิทยาเขตหาดใหญ่จะมีนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และวิศวฯเป็นส่วนใหญ่และนักศึกษาที่รับเพิ่มเข้ามาในช่วงหลังที่ผมยังศึกษาอยู่นั้นก็ไม่ใช่นักศึกษาด้านศิลปะ แต่งานด้านศิลปะและวัฒนธรรมก็เกิดและพัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่ง อาจไม่มากเท่าสถาบันอื่นแต่ในความเห็นของผมก็คิดว่าไม่น้อยหน้าใคร

ปี พ.. 2514 ซึ่งผมยังศึกษาอยู่ปีที่ 1 ผมยังศึกษาอยู่ ณ กทม.ร่วมกับเพื่อนวิทยาศาสตร์ปี 1 และพี่วิทยาศาสตร์ทั้งคณะ ขณะที่พี่คณะวิศวกรรมศาสตร์ชั้นปีที่ 2,3,4 ย้ายมาปักหลักยังปักษ์ใต้บ้านเราเรียบร้อยแล้ว ความที่แยกกันอยู่ทำให้พัฒนาอะไรได้ไม่มากนัก อย่างไรก็ดีทางหาดใหญ่มีเครื่องดนตรีอยู่จำนวนหนึ่งเป็นของชมรมดนตรีสากลซึ่งได้รับงบประมาณในการจัดซื้อจากมหาวิทยาลัย ผมไม่ทราบว่าพี่ๆ ทางหาดใหญ่ได้มีการเล่นดนตรีในโอกาสใดบ้าง แต่ทาง กทม.ที่พวกเราอยู่กันนั้น มักจะมีเพื่อนนักศึกษาหิ้วกีต้าร์โปร่งมาเรียนด้วยเป็นประจำแล้วก็จะจับกลุ่มเล่นด้วยกันในชั่วโมงว่าง ตอนพักกลางวันและหลังจากเลิกเรียนในตอนเย็น อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าเพื่อนๆ ในคณะวิทยาศาสตร์จับกลุ่มเล่นกันเป็นวงแม้จะมีเครื่องดนตรีไม่ครบชุดที่จะเป็นวงดนตรีโดยมีเพื่อนวิศวฯ บางคนเข้าไปเข้าวงด้วย ในปีนี้ไม่มีเวทีจริงให้นักดนตรีทั้งหลายได้แสดงฝีมือคงจะเป็นเพราะสาเหตุที่การแยกกันอยู่และการไม่มีที่ทางเป็นของตัวเองจึงจัดกิจกรรมได้ไม่กี่อย่าง

เมื่อย้ายมารวมกันที่ ม..หาดใหญ่ในปีพ.. 2515 แล้วจึงมีการเปิดบทบาทด้านดนตรีอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยพี่ชาตรี รัตนสังข์ (วศ.4)รับหน้าเสื่อเป็นประธานดนตรีซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสโมสรนักศึกษา พี่ชาตรีเป็นคนรูปร่างสูงโปร่งสะอาดเรียบร้อยแต่มีบุคลิกภาพแบบ Artist เวลาพูดคุยกันจะสัมผัสได้ว่าพี่เป็นคนมีอารมณ์ศิลปะอยู่ในตัวเองและรักเสียงเพลงเป็นชีวิตจิตใจ วันหนึ่งพี่ชาตรีพบกับผมที่คณะฯ พี่เขาบอกผมว่าจะจัดแสดงดนตรีในนามชมรมดนตรีสากล ณ โรงภาพยนตร์กลางใจเมืองหาดใหญ่ เพื่อระดมทุนจัดซื้อเครื่องดนตรีเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ให้ครบวง จะได้เป็นสมบัติของนักดนตรีในรุ่นต่อๆไป โดยพี่ชาตรีขอให้ผมรับหน้าเสื่อในการทำหนังสือสูจิบัตรซึ่งพี่เขาจะจัดเนื้อเพลงที่จะแสดงให้ผมส่วนหนึ่ง เนื้อหาที่เหลือให้ผมไปจัดหาเอาเองและขอให้ช่วยติดต่อประสานกับทางสรรพากรจังหวัดเพื่อขอลดหย่อนภาษีการแสดงด้วย ผมจำได้ว่านักดนตรีสมัยนั้นมีทั้งเพื่อนพี่คณะวิศวฯ และคณะวิทย์ฯ มาร่วมกันฝึกซ้อมที่ตึกวิศวฯ หลังเลิกเรียนเป็นประจำ ส่วนการจำหน่ายบัตรก็ได้น้องๆ นักศึกษาปีหนึ่งซึ่งภูมิลำเนาอยู่ในหาดใหญ่นำเพื่อนๆ พี่ๆ ออกไปจำหน่ายบัตรทั่วหาดใหญ่โดยได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนชาวหาดใหญ่อย่างดียิ่ง

พี่ลักษณ์ วศินพงศ์วณิชย์(วศ.2)นายกสโมสรนักศึกษาชวนผมและทีมงานสโมสรไปจำหน่ายบัตรชมการแสดงที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาสงขลา(ต่อมาเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒสงขลาและเป็นมหาวิทยาลัยทักษิณในปัจจุบัน) และที่สถาบันการศึกษาอื่นๆ เป็นการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ต่อมามีการจัดโขนที่แสดงโดยนักศึกษา ม.. ณ ห้อง L1 ตึกฟักทอง พวกเราก็นำบัตรไปจำหน่ายเชิญชวนเพื่อนนักศึกษาต่างสถาบันมาชมผลงานของ ม..เรา ในปีเดียวกันทางวิทยาลัยวิชาการศึกษาสงขลาก็จัดละครเพลงเรื่องมโนราห์ เพื่อนๆ จาก วศ.สงขลาก็นำบัตรมาขายที่ ม..ให้พวกเราซื้อเข้าไปชมการแสดงเป็นการแลกเปลี่ยนกัน

ย้อนกับไปเรื่องการจัดแสดงดนตรีสากล ณ โรงภาพยนตร์ใจกลางเมืองหาดใหญ่นั้นได้รับการต้อนรับจากเพื่อนนักศึกษาและประชาชนชาวหาดใหญ่เป็นอย่างดี และนักดนตรีของเราที่ผ่านการฝึกซ้อมมาเป็นเวลานานก็ได้เล่นโชว์ฝีมือเต็มที่แบบมืออาชีพ วงดนตรีของชมรมดนตรีสากลเป็นเพื่อนสร้างความคึกคักให้กับกิจกรรมสมัยนั้นตลอดทั้งปี ในขณะเดียวกันมีการรวมตัวกันของพี่ๆ น้องๆ ในคณะวิทยาศาสตร์ตั้งวงดนตรีของคณะอีกหนึ่งวง ผมจำไม่ได้ว่าวงดนตรีวงนี้ชื่อวงอะไร ส่วนเครื่องดนตรีก็สามารถนำของชมรมดนตรีสากลมาฝึกซ้อมและแสดงได้ อย่างไรก็ดีนักร้องหญิงที่โดดเด่นที่เข้าไปช่วยร้องทั้งวงดนตรีของชมรมดนตรีสากลและวงดนตรีคณะวิทยาศาสตร์ได้แก่คุณอัมพร ศรประสิทธิ์(วท.3)และคุณนุชนาฏ ณ ระนอง(วท.4)

สำหรับดนตรีไทยนั้นมีการรวมตัวกันเป็นวงใหญ่ที่ฝึกซ้อมร่วมกันเป็นประจำและมาแสดงในโอกาสสำคัญเช่นในพิธีรำลึกถึงศาสตราจารย์ดร.สตางค์ มงคลสุข อดีตอธิการบดี มีการออกแสดงทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 10 หาดใหญ่ในวาระต่างๆ เช่นวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคมและ 5 ธันวาคมทุกปี มีคุณทัศนีย์ มงคลสุข(วท.3)เป็นนักร้องเอกประจำวง ส่วนเนื้อเพลงนั้นส่วนใหญ่วงดนตรีไทยเดิมจะขอให้ผมช่วยเขียนบทกลอนให้ แต่ผมจำเนื้อหาไม่ได้แล้ว

ดังที่กล่าวมาแล้วว่ามีการจัดแสดงโขนครั้งหนึ่งในม.อ ผมจำได้ว่าการแสดงโขนนั้นเริ่มต้นจากพี่รัตนโรจน์ กุญชร ณ อยุธยาและพี่โรจนรัตน์ กุญชร ณ อยุธยา ซึ่งเป็นฝาแฝดกัน เรียนวิศวะด้วยกัน แล้วก็เป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดแสดงโขนโดยเชิญครูฝึกจากกรมศิลปากรมาช่วนสอนให้ มีนักศึกษาตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 4 ร่วมแสดง ผมดูเหมือนจะได้รับความรู้มานิดหน่อยเกี่ยวกับโขนว่า ท่านาฏศิลป์เกี่ยวกับโขนนั้นจะแบ่งเป็น 4 แบบ คือ พระ นาง ยักษ์ ลิง ซึ่งท่วงท่านาฏศิลป์จะแตกต่างกันไป นักศึกษาที่ร่วมแสดงจะถูกแบ่งกันฝึกเป็นท่าพระ นาง ยักษ์ ลิง ดังกล่าว ผู้ที่รับบทพระราม พระลักษมณ์ก็ได้แก่ พี่รัตนโรจน์กับพี่โรจนรัตน์ มีผู้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งผู้อยู่หน้าฉากและหลังเวทีผมจำไม่ได้เสียแล้ว แต่การแสดงเป็นที่กล่าวขวัญถึงโดยวงการต่างๆ ในหาดใหญ่เป็นเวลานานหลังจากเสร็จสิ้นการแสดงแล้ว

เครื่องดนตรีที่มีอยู่ของชมรมดนตรีสากลนั้นถูกผลัดเปลี่ยนจากรุ่นสู่รุ่นในปี พ.. 2516 ช่วงก่อน 14 ตุลายังเป็นการแสดงดนตรีทั่วไปตามกระแสตลาดและความสามารถในการฝึกซ้อม ช่วงหลัง 14 ตุลาคม สังคมไทยมีการต่อสู้ระหว่างผู้ที่เป็นฝ่ายด้อยโอกาสในสังคมกับผู้ที่มีเปรียบในด้านสังคมเศรษฐกิจ การเมืองบ่อยครั้งและทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มีวงดนตรีเพื่อชีวิตซึ่งขับขานบทเพลงแสดงความคิดเห็นที่เป็นอิสระและรักความเป็นธรรมเกิดขึ้นหลายวงในตอนนั้น เริ่มต้นด้วยวงคาราวาน ตามด้วยวงกรรมาชนของมหาวิทยาลัยมหิดลและวงดนตรีอื่นๆ แทบจะเกิดขึ้นทุกมหาวิทยาลัย วงดนตรีคาราวานเคยถูกเชิญมาที่มหาวิทยาลัยและจุดเทียนแสดงในคาเฟทีเรียของเรา ระหว่างที่แสดงใน ม..และตะลอนแสดงในหาดใหญ่สงขลา เพื่อนในวงคาราวานก็ได้นอนพักใน ม..กระจายไปตามห้องของนักดนตรี ม..ในสมัยนั้น มีการแลกเปลี่ยนทัศนะ ประสบการณ์ ความคิดเห็นกันอย่างหลากหลายในแวดวงผู้ทำกิจกรรมด้านวัฒนธรรม การเสวนาร่วมกันอย่างไม่เป็นทางการนั้นให้ประโยชน์ต่อผู้สร้างงานด้านวัฒนธรรมของเราในด้านแนวคิด แนวการทำเพลงและอื่นๆ ท่ามกลางกระแสการต่อสู้ที่เข้มข้นขึ้นความคิดของคนในสายวัฒนธรรมก็พัฒนาขึ้นจนในที่สุดท่ามกลางกระแสธารวัฒนธรรมของคนยากไร้และการต่อสู้กับอำนาจที่ไม่เป็นธรรมของฝ่ายขวาจัดก็ตกผลึกเป็นวงดนตรีเพื่อชีวิต “ตะวัน” ใน ม.. และเป็นวงดนตรีที่มีบทบาทสำคัญในการขับขานเพลงในแนวทางศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน เรื่อยมาจนพลัดพรากจากกันไปสู่เขตป่าเขาหลังเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ดังที่กล่าวมาแล้ว

อย่างไรก็ดีความจริงย่อมเป็นความจริง วัฒนธรรมแห่งความเป็นจริงของสังคมไม่มีวันแตกดับ แม้วงดนตรีเพื่อชีวิต “ตะวัน” จะต้องสลายแตกแยกวงไปที่สุดก็เกิดวงดนตรีวงใหม่ที่มีบทบาทสร้างสรรค์เพื่อความเป็นธรรมในสังคมขึ้นมาใหม่หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคมเมื่อช่องทางเปิดใหม่อีกครั้ง

ตอนต่อไป ...ตอนที่ 16 แหล่งอาหารจานร้อนของชาว ม.อ.ในอดีต

ตอนอื่นๆ ดูที่ สารบัญ

หมวดหมู่บันทึก: กิจการนักศึกษา - การดูแลนักศึกษา
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 18 กันยายน 2551 09:41 แก้ไข: 22 กุมภาพันธ์ 2552 14:30 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
ยาดม [IP: 192.168.100.112]
18 กันยายน 2551 12:56
#35869

ด้วยได้นั่งล้อมวงฟังพี่ๆร้องเพลง  เราร่วมร้อง  ซึมซับเนื้อหา  ตามหาความหมาย  ถามหาคนแต่ง  ได้รู้จัก  ได้รียนรู้ประวัติของเพลง  ความสัมพันธ์ของคน  เชื่อมร้อยเป็นความผูกพันธ์ของลูกสงขลานครินทร์

  มักหาโอกาสเช่นนี้ถ่ายถอดบรรยากาศความผูกพันธ์จากรุ่นสู่รุ่น สานสัมพันธ์ต่อไป นี้คือหน้าที่ของเราต่อสงขลานครินทร์  ต่อเพื่อนมนุษย์

       เคารพรักและคิดถึง

     อุดม  พานทอง

  • ตามมาเก็บเกี่ยวความไพเราะของเพลงด้วยคนค่ะ
  • จะบอกอาจารย์ถูกพาดพิง อ่านได้ที่นี่
  • พี่ขออภัยไว้ณ.ที่นี่ด้วยได้เพิ่มสระ.....า   ให้ 1 ตัวค่ะ ในชื่อค่ะ

 

Ico48
วิศิษฎ์ วิศวะฯรุน๕ [IP: 125.24.224.157]
25 กันยายน 2561 00:18
#108212

ขออนุญาตเพิ่มเติมเกี่ยวกับวงดนตรีสากลสักเล็กน้อย

๑. วงดนตรีสากลในยุคแรกก่อตั้งโดยพีวิศวะรุ่น๔ ในปี ๒๕๑๕ ประกอบด้วย

พี่ชาตรี รัตนสังข์........lead guitar

พี่อมฤต กมลนาวิน.....Bass

พี่กมเลศ สันติเวชกุล...rythym

วิศิษฎ์ อิศราธรรม.......vocal

ต่อมาได้คุณ บุญเลิศ อมตวิวัฒน์ วท.รุ่น๓ มาตีกลองให้...คุณบุญเลิศหรือโม้สเป็นมือเลสมาก่อน

๒. ตั้งวงครั้งแรกใช้ชื่อว่า "Phallus" เครื่องดนตรีเป็นของส่วนตัวทั้งหมดยกเว้นกลองซึ่งเป็นเงินจากสโมสรฯ

ต่อมาได้จัดแสดงดนตรีขายบัตรเพื่อหารายได้มาซื้อเครื่องดนตรีในปีนั้นโดยจัดขึ้นที่โรงภาพยนต์เฉลิมไทยหาดใหญ่

๓. ปี ๒๕๑๖ นักร้องเก่าลาออกมีนักร้องใหม่ชื่อ กฤต ตั้งสง่า วท.(จำรุ่นไม่ได้)

๔. หลังจากนั้นเนื่องจากรุ่นพี่ที่เล่นดนตรีจบออกไปจึงมีนักดนตรีวนเวียนผลัดเปลี่ยนเข้ามาเล่นในวง จนกระทั่งปี ๒๕๑๘

เมื่อเกิดเหตุการณ์ประท้วง(จำไม่ได้แน่ว่าเรื่องอะไร) มีการชุมนุมที่ "ดงยาง" จึงมีการขอให้วงดนตรีสากลซึ่งตอนนั้นคุณ พรชัย ศิริ

ไพรวันเล่นกีตาร์ลีดอยู่มาเล่นเพลงเพื่อชีวิตครั้งแรกและเล่นตำแหน่ง คีย์บอร์ด และให้ คุณบรรพต วท.๓ เล่นตำแหน่ง กีตาร์ลีด

แทน...หลังจากนั้นคุณพิธารจึงได้มาเจรจาหว่านล้อมให้วงเปลี่ยนแนวการเล่นเป็นแนว เพลงเพื่อชีวิตและตั้งชื่อวงว่า "ตะวัน"ใน

ขณะที่วงตะวันเริ่มเล่นเพลงเพื่อชีวิตกันจริงจังก็มีนักดนตรีหน้าใหม่เข้ามาร่วมวงอีกสองสามคน ตำแหน่งในวงเปลี่ยนไปดังนี้

พรชัย ศิริไพรวัน......กีตาร์ลีด

ชูรัตน์ คูกมลรัตน์ แพทย์รุ่น๑....กีตาร์ริทึ่ม

ธิติ บุญมงคล แพทย์รุ่น๑...กีตาร์เบส

วีระพล จันดียิ่ง แพทย์รุ่น๑.... คีย์บอร์ด

วิศิษฎ์ อิศราธรรม...กลอง

บุญรอด วศ.๖...... ..ฟลุ้ต

ปัญญา สันติภราภพ วศ.๖.....ร้องนำ

สำรวย(เพ็ญนภา) ทรัพย์เจริญ...ร้องนำ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.163.20.57
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ