นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

ลูกหว้า
Ico64
Miss Benjaporn Nooklay
นักวิทยาศาสตร์
ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 1 · ผู้ติดตาม: 1

อ่าน: 1699
ความเห็น: 3

ต้องมีสติ...สติ...แล้วก็สติ

จริงจัง...แต่ก็จริงใจนะ
     ไม่รู้ว่าคนอื่นเค้าเป็นกันไหม เวลาพูดอะไรออกไป เวลาที่มีอารมณ์ขึ้นนิ๊ดนึง (แบบว่าหัวใจเต้นแรงกว่าปกติ) ต้องกลับมานั่งเสียใจ และก็คิดมากทุกครั้ง ว่าคนฟังเค้าจะรู้สึกยังไง (เหมือนกับการตอกตะปูบนหัวใจตัวเอง ยังไงยังงั้น)

 

     ช่วงตอนทำงานบริษัทใหม่ๆ ตอนนั้นยังเด็กๆ อยู่ ไม่ค่อยเครียด เป็นคนใจเย็น หรือที่เรียกว่า เงียบก็ได้ ไม่ค่อยจะโต้ตอบ อะไรก็ได้ แบบว่าชิวๆ แต่ช่วงนั้นก็ได้ไปปฏิบัติธรรมบ่อยครั้งมากกว่าตอนทำงานที่นี่ (ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกันรึป่าวฮิๆๆ)

 

     แต่ยิ่งอายุมาก ทำงานมาก จริงจังกับงานมาก...เข้า ความรู้สึก หรือนิสัยบางอย่างก็เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว ไอ้สิ่งที่ไม่รู้ตัวนี่สิเป็นความร้ายกาจที่มาเยือน หงุดหงิดง่าย ความคาดหวังสูง ทำงานไม่ทัน เหนื่อย ท้อแท้ จิปาถะ บางทีก็เกิดกับคนในครอบครัว แบบว่าพูดไม่คิดก็ทำให้คนที่เรารักนั้นเสียใจมาก (เคยพูดประชดประชัน แล้วเค้าก็บอกว่าอย่าพูดแบบนี้อีก เค้าเสียใจ) (ลองสำรวจตัวเองดู) ถ้าใช่ แล้วจะหาวิธีแก้ไขได้ยังไง (ตัวเองก็เป็น แล้วจะหาทางแก้ให้คนอื่นได้ไหมเนี๊ยะ)

 

     หลักธรรมะที่ใช้ได้เบ็ดเสร็จทุกกระบวนท่านั้นก็คง หนีไม่พ้นคำว่า "สติ" คำเดียว เพราะ "สติมาปัญญาเกิด"
    
    เมื่อรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงเมื่อไหร่ หลายคนใช้วิธีการ นับ 1...2...3... ลองดูว่านับได้เท่าไหร่หัวใจจึงเต้นปกติ เมื่อนั้นแหละ ถึงเวลาที่จะพูดออกมา มันจะออกมาจากปัญญาแล้ว ไม่ใช่จากความรู้สึก

 

     แต่สำหรับตัวเองเลือกวิธีการไม่พูด เพราะถ้าไม่พูดเลย เราก็ไม่ต้องมานั่งเสียใจ คนฟังก็ไม่รับรู้ แต่ข้อเสียของวิธีการนี้ คือ ตัวเองจะรู้สึกเก็บกด ยิ่งมีเรื่องเข้ามามากๆ เข้า ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวันไหนจะระเบิดออกมา และหากเป็นเรื่องที่ต้องตักเตือน หรือพูดกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันนั้น วิธีการนี้ไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่ง

 

     หลักธรรมะที่ตามมาคือคำว่า "ปล่อยวาง" หากเข้าใจธรรมชาติของชีวิต ว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่ใจเราต้องการ เราก็สามารถปล่อยวางมันไปได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องถือมันให้หนัก จิตใจเราก็จะปลอดโปร่งโล่งสบาย คนรอบข้างก็จะรู้สึกดีไปด้วย
   
  ทิ้งท้ายด้วยคำคมจาก ท่าน ว.วชิรเมธี

 

     "เมื่อเติมความใส่ใจลงไปในทุกกิจกรรมของชีวิต เราจะพบว่า “วันทั้งวันก็คือ คืนวันแห่งการเจริญสติ” อย่างแท้จริง และการเจริญสติจะไม่ใช่กิจกรรมท ี่ต้องแยกไปทำต่างหากจากชีวิตอีกต่อไป แต่การณ์จะกลายเป็นว่า มีชีวิตอยู่ที่ไหน ก็มีการเจริญสติอยู่ที่นั่น"
    
หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 28 สิงหาคม 2555 20:56 แก้ไข: 28 สิงหาคม 2555 21:01 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Baby, Ico24 MK, และ 11 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

เทคนิคเวลาความโกรธมาเยี่ยมเยือน (ของพี่เอง)

1.เขาเป็นใครกัน ที่มาทำให้ใจเราแกว่ง(ไม่นิ่ง)...ท่องไว้ค่ะ

2.เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กันทั้งนั้น ทุกคนต่างหวังดีต่อกัน เพียงความหวังดีนี้อาจผิดวิธีไปหน่อย

3.เมื่อไม่เพาะเมล็ดพันธ์ความโกรธ นานนานเข้าจะไม่รู้สึกโกรธค่ะ แค่ขัดเคืองเล็กน้อยเท่านั้นเอง

4.ขัดเคืองได้ก็หายได้ ทุกครั้ง

5.ขัดเคืองคนที่ทุกข์คือเรา...เราไม่น่าจะทำร้ายตัวเอง

6.นายกว่านั้นจะไม่ขัดเคืองใครเลย หรือขัดเคืองบ้างปีละครั้ง

7.หน้าตาเราก้จะละลาย ระบายไปด้วยยิ้ม

8.สุดท้ายคือโกรธใครไม่เป็น มองทุกอย่างเป็นธรรมดาของการทำงานร่วมการอยู่ใกล้

ฝึกไปทำได้จริงๆ นะคะ การันตี

อาเมน...

ขอบคุณค่ะพี่เมตตา จะเอาปฏิบัติดู

ข้อคิดอีกอย่าง คือ เราจะเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ ต้องมาเปลี่ยนที่ตัวเราเอง ตัวเราเองสำคัญที่สุด

ตอกตะปูบนหัวใจ (ชอบคำจัง) อาการนี้ก็เคยทำครับ

ถ้ากับคนที่อายุมากกว่าก็จะไปขอโทษ เมื่อเริ่มสำนึกได้ โดยส่วนใหญ่คนที่ไปขอโทษ ก็จะทำเป็นลืม งง ๆ (หน้าว่าจะเขิน)

แต่ถ้ากับคนอายุน้อยกว่านี้ ไม่รู้ทำไงเหมือนกัน ศักดิ์ศรีค้ำคอ พูดไม่ออก (ทั้งที่อยาก) เอ้อ....

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.81.28.10
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ