นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

ทดแทน
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 2 · ผู้ติดตาม: 7

อ่าน: 1236
ความเห็น: 0

สรุปการบรรยายเรื่อง Global Leadership & Human Capital Development โดย Prof. Dipak C. Jain หลักสูตร วทต 24 สถาบันวิทยาการตลาดทุน ตอนที่ 4 ตอนจบ

Humanizing business by recognizing that PEOPLE are the ONLY source of differentiation and value creation. การทำให้ธุรกิจนั้น มีชีวิตชีวาเหมือนคนหนึ่งคนจำเป็นจะต้องตระหนักว่า คนหรือพนักงานนั้นเป็นทรัพยากรเดียวเท่านั้นที่สามารถสร้างความแตกต่างและก่อให้เกิดคุณค่าของธุรกิจขึ้นได้

ในภาพอาจจะมี 1 คน, แว่นกันแดด

ในภาพอาจจะมี 2 คน, ผู้คนกำลังนั่ง, ตาราง และ สถานที่ในร่ม

Akkharawit Kanjana-Opas  22 พฤษภาคม เวลา 9:52 น.

"Humanizing business by recognizing that PEOPLE are the ONLY source of differentiation and value creation"... Prof. Dipak C. Jain

สรุปการบรรยายเรื่อง Global Leadership & Human Capital Development โดย Prof. Dipak C. Jain หลักสูตร วทต 24 สถาบันวิทยาการตลาดทุน ตอนที่ 4

      แทบไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าการบรรยายของ Prof. Dipak C. Jain ให้กับผู้ที่เข้ารับการอบรมหลักสูตร วตท รุ่นที่ 24 เพียง 3 ชั่วโมงนั้นจะมีรายละเอียดที่สามารถสรุปได้มากถึง 4 ตอนด้วยกัน ใน 3 ตอนแรกผมสรุปว่าท่านเล่าถึงเรื่องของวิวัฒนาการของธุรกิจซึ่งส่งผลต่อการบริหารจัดการธุรกิจ การเรียนการสอนด้านการจัดการ และการเป็นผู้นำขององค์กร ในตอนนี้ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายจะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับ นวัตกรรมโมเดลการทำธุรกิจ (Business Innovation Model) และกรณีเปรียบเทียบจาก 4 ประเทศที่ Prof. Dipak ท่านกรุณานำมาเป็นตัวอย่างครับ

      ในเรื่องของ Business Model Innovation ซึ่งเป็นเรื่องของการมองโอกาสใหม่ๆทางธุรกิจนั้น ท่านกล่าวว่าจะมีอยู่ด้วยกัน 3 เรื่องหลักๆคือ

     1. ความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภค (Consumer wellness) ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ 2 ธุรกิจหลักคือการบริการด้านสุขภาพ (Healthcare) และการบริหารความมั่งคั่ง (Wealthcare) ทั้งสองเรื่องนี้ก็ตรงกับที่ วตท. รุ่นที่ 24 สนใจและเลือกเป็นหัวข้องานวิจัยของรุ่นเลยนะครับ เราเห็นถึงความสำคัญของเรื่องการดูแลสุขภาพ (โดยเฉพาะหลังเกษียณอายุการทำงาน) และการออมเพื่อสร้างความมั่งคั่ง (ไม่ใช่ความร่ำรวยอย่างเดียวนะครับ) ในส่วนหลังนี้ บ้านเรายังให้ความสำคัญน้อยมากครับ น่าเสียดายโอกาสสำหรับคนที่อายุน้อย ๆ ซึ่งควรจะได้เริ่มการออมตั้งแต่เนิ่นๆ คงต้องทำการบ้านกันอีกพอควร โดยเฉพาะพี่ ๆ เพื่อนในสายของ Wealth management ครับ

    2. การมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค (Consumer engagement) ซึ่งจะเกี่ยวข้องเป็นอย่างมากสำหรับธุรกิจบันเทิงและสื่อ

   3. การดูแลและให้บริการแก่ผู้บริโภค (Consumer hospitality) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

จะเห็นได้ว่าทั้ง 3 เรื่องหลักนี้ จริงๆแล้วในมุมมองของผมสามารถที่จะนำมาผสมผสานเพื่อใช้เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจได้กับแทบทุกธุรกิจไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมประเภทใดก็ตามที ใครบ้างครับไม่ชอบการดูแลที่ดี การเอาใจใส่ลูกค้า และการให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมด้วย ผมว่าท่านได้ให้หลักการที่สำคัญมากในการทำธุรกิจที่สามารถจะนำไปปรับใช้ได้เลยทันที
ท่านยังชี้ให้เห็นอีกว่าประเทศไทยนั้น มีศักยภาพที่ดีในมากหากมองว่าโอกาสในการทำธุรกิจนั้นต้องอิง 3 หลักการนี้ เรามีจุดเด่นมากทั้งในประเด็นที่ 1 และ 3 ที่หากทำให้ดีแล้วยากที่จะหาใครมาแข่งขันได้ ท่านยังมองว่าเราสามารถสอนด้านการบริหารจัดการในระดับโลกเกี่ยวกับ consumer wellness ทั้งเรื่อง healthcare และ wealthcare กับเรื่องของ consumer hospitality ได้เลย แน่นอนครับว่าไม่ใช่เราจะทำแค่นี้ เพราะหากจะเล่น 2 เรื่องนี้จริงๆจัง ก็ต้องอาศัยศาสตร์ด้านอื่นเข้ามาประกอบด้วยแน่นอน แต่เป็นการทำงานเชิงกลยุทธ์ที่มีเป้าหมายชัดเจนและมี impact สูงมาก

      Prof. Dipak ท่านยังได้บรรยายต่ออีกว่านวัตกรรมโมเดลทางธุรกิจนั้นจะต้องคิดให้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (Think Beyond) โดยจะต้องคำนึงถึงว่าทุกภาคส่วนได้ประโยชน์ (win-win-win situation) คือผู้บริโภคได้ ธุรกิจได้ และ ผู้ผลิตก็ได้ประโยชน์ด้วย โดยที่ท่านได้ยกตัวอย่างในธุรกิจต่างๆให้ฟังดังนี้ครับ

     1. ธุรกิจการบิน จะต้องเปลี่ยนจากการขายตั๋วเป็นการขายไมล์ (คือแทนที่จะให้คนซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทาง จะต้องเปลี่ยนเป็นคนซื้อระยะทางที่ต้องการเดินทางไว้ก่อนล่วงหน้าโดยไม่มีวันหมดอายุ จากนั้นเมื่อมีการเดินทางก็สามารถเลือกว่าจะใช้การเดินทางด้วยเส้นทางและระดับการให้บริการแบบใด และไมล์ที่ซื้อสะสมไว้ก็จะถูกหักออกไป) ทำแบบนี้ท่านกล่าวว่า บริษัทสายการบินก็จะได้ใจลูกค้า และแถมด้วยการได้เงินจากลูกค้าล่วงหน้าไปใช้หมุนเวียนทำธุรกิจ

     2. การศึกษา เช่น สำนักพิมพ์ที่ขายหนังสือตำราต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนจากการขายหนังสือทั้งเล่ม (ที่มีราคาแพง) เป็นการขายเป็นบทๆ แทน เท่าที่ผู้ซื้ออยากจะได้

    3. ธุรกิจหนังสือพิมพ์ เปลี่ยนจากการขายข่าวเป็นการขายความคิดเห็น (ที่มีการวิเคราะห์แล้ว) (from selling news to selling views) เพราะผู้บริโภคต้องการทราบว่าข่าวดังกล่าวนั้นมีผลกระทบหรือความสำคัญอย่างไร มากกว่าที่จะต้องการซื้อหนังสือพิมพ์อ่านเพื่ออยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

    4. บริษัทกฎหมาย จะต้องเปลี่ยนจากการคิดค่าบริการรายชั่วโมงทำงาน เป็นการชาร์จตามผลที่จะเกิดขึ้น (billing by impact)

ตัวอย่างเหล่านี้...เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ธุรกิจทั้งหลายต้องคิดและเริ่มปรับตัว ก่อนที่จะไม่มีผู้มาใช้บริการและปิดตัวเองไปในที่สุดอย่างที่เราได้ยินข่าวมาบ้างแล้ว
ดังนั้น...บทบาทและหน้าที่สำคัญของผู้นำองค์กรคือการคิดไปให้ไกล นอกเหนือไปจากบริบทที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (Think Beyond) ท่านไม่ได้ใช่คำว่า vision นะครับแต่ผมว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของ vision นั่นแหละครับ เพราะเรื่องนี้จะต้องมีการคิดนอกกรอบที่เป็นอยู่ ซึ่งผมเชื่อว่ายากสำหรับผู้บริหารหลายๆท่านเนื่องจากเรื่องเหล่านี้ Prof. Dipak กล่าวว่าเป็นเรื่องของ


- ประสบการณ์ที่มาพร้อมกับอายุ (Age driven experience) ซึ่งต้องอาศัยเรื่องของการคิดใหม่ ทำใหม่ (new thinking mindset) เข้ามาช่วย
- ผู้บริหารที่อายุน้อยจะกล้าคิดกล้าทำในสิ่งใหม่ ๆ มากกว่า และการเปิดรับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าผู้บริหารที่อายุมาก
- การเปิดใจกว้างในการที่คนซึ่งอายุน้อยกว่าจะเป็นผู้ให้ข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นแก่ผู้ที่มีอายุมากกว่า (Reverse mentoring) ดังนั้นองค์กรที่มีการบริหารจัดการที่ดีจึงต้องพยายามคัดคนที่เข้ามาใหม่ที่มีคุณภาพสูง เพื่อที่จะได้นำศักยภาพของคนรุ่นใหม่เหล่านี้มาช่วยพัฒนาองค์กรและช่วยเสนอแนะแนวคิด วิธีการใหม่ๆให้กับผู้บริหารหรือผู้นำองค์กร ประเด็นที่วกกลับมาแล้วตีเข้าจุดอ่อนประเทศไทยในปัจจุบันคือ แล้วคนของเรานั้นมีคุณภาพแค่ไหน ระบบการศึกษาเราในปัจจุบันเป็นอย่างไร เพราะถ้าการศึกษาอ่อนแอหรือล้มเหลว อีกไม่ช้าไม่นานก็จะกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมแน่นอนครับ

คราวนี้...มาดูกันครับว่า Prof. Dipak มองแต่ละประเทศในเรื่องของ Global Leadership อย่างไร

สหรัฐอเมริกา: ท่านมองว่าเป็นประเทศที่ให้โอกาสสำหรับผู้ที่มีความสามารถ มีวัฒนธรรมของการเป็นผู้ประกอบการ (การยอมรับเรื่องความล้มเหลว การให้โอกาสในการล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ (ท่านบอกว่าคนอเมริกันนั้นมองว่าความล้มเหลวคือการแสดงว่าคุณได้พยายามแล้ว) และการมี role model ที่เป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลังได้ยึดถือ) และสุดท้ายคือการเป็นประเทศที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยี และการส่งเสริมให้มีการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา

อินเดีย: มีข้อได้เปรียบเรื่องของคนที่มีความสามารถ (เป็นเพราะมีคนจำนวนมาก) และทักษะด้านภาษาอังกฤษที่ดี มีวัฒนธรรมที่ยาวนานและหยั่งลึกในคุณค่า มีความเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่อินเดียจะมุ่งเน้นไปที่การให้บริการด้านเทคนิคต่าง ๆ เช่น call centers หรือ technical support centers ซึ่งต่างกับจีนที่เน้นการผลิต

จีน: มีข้อได้เปรียบของการเป็นประเทศขนาดใหญ่ มีประชากรมาก และมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่สูงมากในช่วงที่ผ่านมา มีความต้องการปรับตัวให้เป็นนานาชาติมากขึ้นสำหรับบริษัทหรือองค์กรธุรกิจสัญชาติจีนทั้งหลาย ซึ่งท่านก็ยังตั้งคำถามไว้ว่าแบรนด์จีนต่างๆนั้นจะเป็น international brand ได้จริงหรือไม่ ก็ต้องรอดูกันต่อไป

ไทย: มีข้อได้เปรียบที่ดีมากเรื่องทำเลที่ตั้ง การเป็น gateway สู่อาเซียน วัฒนธรรมเกี่ยวกับอาหารไทยนั้นมีชื่อเสียงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก และอยู่ในความนิยมอันดับต้น ๆ ของโลก (top 3) เพราะความหลากหลายในรสชาติ และการที่มีผลดีต่อสุขภาพมากกว่าอาหารตะวันตก รวมทั้งเรื่องของความเป็นไทย (Thainess) เช่นการดูแลต้อนรับ (hospitality) การให้ความเคารพ (respect) ซึ่งท่านมมองว่านี่แหละคือ แบรนด์ของประเทศไทยที่ประเทศอื่นไม่มี เพียงแต่เราจะขยายผลเรื่องเหล่านี้อย่างไร เช่น จากความเคารพที่เรามีเป็นพื้นฐานก็ควรจะขยายจากการเคารพผู้ใหญ่ สถานที่ สิ่งศักดิ์สิทธ์ ไปเป็นเรื่องของการเคารพสิ่งแวดล้อม เคารพสิทธิของคนอื่น เป็นต้น ผมเพิ่มไปด้วยว่า เคารพในกฎ กติกา มารยาท และวินัย(หากทำได้เราจะเจริญแน่นอน)

 

มาถึงประเด็นสำคัญสำหรับประเทศไทยที่ Prof. Dipak ท่านกรุณาช่วยมองให้คือการสร้างแบรนด์ประเทศ ท่านคิดว่ามี 4 เรื่องหลักๆ ที่เราน่าจะทำได้ดีมากคือ

1. อาหาร 2. แฟชั่น 3. การท่องเที่ยว และ 4. การดูแลสุขภาพ

หลาย ๆ ท่านอาจจะบอกว่าก็ทำอยู่แล้ว แต่ผมมองว่ายังทำไม่จริงจังและมากพอที่จะไปแข่งขันในเวทีโลกได้ วันนี้เราประจักษ์แล้วว่าจุดแข็งและโอกาสเราคืออะไร และจุดอ่อนหรืออุปสรรคเราเป็นอย่างไร มาช่วยกันคิด ช่วยกันทำเถอะครับ เพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติและพวกเราทุกคน ก่อนที่จะสายเกินไป

 

ผมขอทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ Prof. Dipak ท่านกล่าวไว้คือ

  • Humanizing business by recognizing that PEOPLE are the ONLY source of differentiation and value creation.
  • การทำให้ธุรกิจนั้น มีชีวิตชีวาเหมือนคนหนึ่งคนจำเป็นจะต้องตระหนักว่า คนหรือพนักงานนั้นเป็นทรัพยากรเดียวเท่านั้นที่สามารถสร้างความแตกต่างและก่อให้เกิดคุณค่าของธุรกิจขึ้นได้

บันทึกที่เกี่ยวข้อง:

สรุปการบรรยายของ Prof. Dipak C. Jain หลักสูตร วตท 24 ณ สถาบันวิทยาการตลาดทุน ตอนที่ 1

สรุปการบรรยายของ Prof. Dipak C. Jain หลักสูตร วตท 24 ณ สถาบันวิทยาการตลาดทุน ตอนที่ 2

สรุปการบรรยายของ Prof. Dipak C. Jain หลักสูตร วตท 24 ณ สถาบันวิทยาการตลาดทุน ตอนที่ 3

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 27 พฤษภาคม 2560 09:07 แก้ไข: 27 พฤษภาคม 2560 19:19 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Zenki และ Ico24 โอ๋-อโณ.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.204.168.209
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ