นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1525
ความเห็น: 0

ม.อ.ผนึกกำลัง “ภาคใต้เข้มแข็ง สู้ภัยน้ำท่วม” ยกระดับจากหาดใหญ่โมเดล สู่ภาคใต้โมเดล

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยศูนย์วิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติภาคใต้ ผนึกกำลัง จังหวัด เทศบาล อบต ใน.ภาคใต้ จัดสัมมนา“ภาคใต้เข้มแข็ง สู้ภัยน้ำท่วม” เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยศูนย์วิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติภาคใต้  ผนึกกำลัง จังหวัด เทศบาล อบต  ใน.ภาคใต้ จัดสัมมนา“ภาคใต้เข้มแข็ง สู้ภัยน้ำท่วม”   เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560  ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี  มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 300 คน จากหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน

รศ.ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประธานในการสัมมนากล่าวว่า การจัดเสวนา “ภาคใต้เข้มแข็ง..สู้ภัยน้ำท่วม” ทำให้ทุกฝ่ายตระหนักในการเตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ ได้ใช้ข้อมูลเป็นฐานในการแก้ปัญหาน้ำท่วม จากหาดใหญ่โมเดล ของอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

            ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไชยวรรณ  วัฒนจันทร์  รองผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในวันนี้ก็เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วนเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น ถือเป็นการขยายผลความสำเร็จจากการจัดเสวนา หาดใหญ่เข้มแข็ง สู้ภัยน้ำท่วม มาแล้วถึง 7 ครั้ง คณะทำงานของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงเล็งเห็นโอกาสในการขยายผลทั่วทั้งภาคใต้อย่างเป็นระบบ ผ่านการนำเสนอข้อมูล รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และปัญหาจากการรับมือน้ำท่วมที่ผ่านมา บทเรียนจากการบริหารจัดการน้ำท่วมของหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงการแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยที่ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจากนักวิชาการจาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.เจริญ นาคะสรรค์ รองอธิการบดี ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า “สืบเนื่องจากช่วงเดือนธันวาคม 2559 ถึง มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เกิดน้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคใต้ ถือเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่รุนแรงมากในรอบหลายสิบปี ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ภาคคมนาคมขนส่ง ภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม  

หากดูจากข้อมูลเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในช่วงเดือนธันวาคม 2559 ถึง มกราคม 2560 (ข้อมูลจาก : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 23 ม.ค. 60) ได้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง และรุนแรงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เกิดน้ำท่วมใน 12 จังหวัด รวม 124 อำเภอ 778 ตำบล 6,031 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 582,725 ครัวเรือน 1,784,942 คน มีผู้เสียชีวิต 85 ราย ผู้สูญหาย 4 ราย ถนนเสียหาย 4,314 จุด คอสะพานเสียหาย 348 แห่ง ท่อระบายน้ำชำรุด 243 แห่ง ฝาย 126 แห่ง อ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง สถานที่ราชการเสียหาย 25 แห่ง โรงเรียน 2,336 แห่ง ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายอยู่ระหว่างการฟื้นฟู 5 จังหวัด ได้แก่ ระนอง กระบี่ ตรัง ชุมพร และประจวบคีรีขันธ์ ยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมใน 7 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง ยะลา สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส

การสัมมนา ครั้งนี้มีการกล่าวถึงสาเหตุการเกิดน้ำท่วมภาคใต้ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนิต เฉลิมยานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติภาคใต้ ม.อ.  นำเสนอภาพรวมผลกระทบและความเสียหาย โดย นายอุดม เพชรคุต ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทา        สาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี

ถ่ายทอดประสบการณ์และปัญหาการรับมือน้ำท่วมจากเมืองในภาคใต้  โดย 1) นายดิเรกฤทธิ์ ทวะกาญจน์ ผู้อำนวยการส่วนช่างสุขาภิบาล เทศบาลนครหาดใหญ่ ช่วยราชการ  สำนักการประปาเทศบาลนครนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช  จ.ส.ต.นิวัฒน์ แก้วประเสริฐ ปลัด อบต.มะขามเตี้ย เลขาธิการกองอำนวยการป้องกันและแก้ไข ปัญหาอุทกภัย อบต.)      

รวมทั้งประสบการณ์จาก     สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์สภากาชาดไทย กทม. ผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย จ.สุราษฎร์ธานี และนายพงศา ชูแนม ประธานมูลนิธิธนาคารต้นไม้ อหน่วยอนุรักษ์ ฯ ต้นน้ำ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร

แลกเปลี่ยนเรียนรู้ “Best Practice ในการบริหารจัดการน้ำท่วม และเสวนาทิศทางในการจัดการน้ำท่วมของภาคใต้” โดย ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 14    Hat Yai Model โดย นายชาคริต โภชะเรือง โครงการเครือข่ายเมืองในเอเชียเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ACCCRN)  3.นายกเทศบาลเมืองทุ่งสง  ปราชญ์ชาวบ้าน โดย นายสมคิด ทองสง อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบางแก้ว จ.พัทลุง

และนำเสนอผลงานวิจัยที่ทันสมัยในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จำนวน 2 ผลงาน โดย  1.ผู้ช่วยศาสตราจารย์เถกิง วงศ์ศิริโชติ คณะวิทยาศาสตร์  .2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรรณรัช สันติอมรทัต คณะวิศวกรรมศาสตร์ (Smart City)

ผลการสัมมนาในด้านการจัดการภัยพิบัติ สรุปเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงก่อนเกิด ช่วงระหว่างเกิด และช่วงหลังเกิด ซึ่งจากการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า

ช่วงก่อนเกิดภัย ซึ่งจะต้องมีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า และควรมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือแม้ว่าจะมีการประกาศแจ้งเตือนว่าจะเกิดฝนตกหนัก และน้ำป่าไหลหลาก ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่นั่นก็เป็นเพียงการแจ้งเตือนแบบทั่วไป ไม่เฉพาะเจาะจงพื้นที่ หน่วยงานและประชาชนในแต่ละพื้นที่ จึงไม่สามารถเตรียมตัวได้อย่างถูกต้องเหมาะสมว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ปัจจัยพื้นฐาน คือการไม่มีข้อมูลพื้นที่ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด มีศักยภาพในการรองรับปริมาณน้ำฝนเท่าไร จึงจะก่อให้เกิดสภาวะเสี่ยงขึ้น และรวมถึงคาดการณ์เวลาที่ภัยจะมาถึง ในขณะที่บางพื้นที่อาจรู้ว่ามีความเสี่ยง แต่ไม่มีการซักซ้อมหรือเตรียมการทำให้ไม่สามารถรับมือกับภัยได้

ช่วงระหว่างเกิดภัย เป็นช่วงที่พื้นที่เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง แต่การให้ความช่วยเหลือไม่ทั่วถึง และไม่ตรงกับความต้องการ เนื่องจากไม่ทราบว่ามีผู้ต้องการให้ความช่วยเหลือ หรือที่เรียกว่ากลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบางอยู่ตรงไหน เท่าไหร่ มีความต้องการให้ช่วยเหลืออะไรบ้าง

และช่วงหลังเกิดภัย ซึ่งเป็นช่วงการฟื้นฟูจากความเสียหายนั้น ความต้องการของแต่ละกลุ่ม แต่ละพื้นที่มีความหลากหลาย แต่การไม่มีข้อมูลความต้องการ เนื่องจากความจำกัดของเครื่องมือในการสำรวจและความเร่งรีบ ทำให้รูปแบบการช่วยเหลือยังคงซ้ำรอยเดิม ที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการ หรือแก้ปัญหาให้ผู้ได้รับผลกระทบได้จริง ความเสียหายจึงยังคงอยู่กับพื้นที่ต่อไป

Sections: บริการวิชาการ
License: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
created: 21 June 2017 09:49 Modified: 21 June 2017 09:55 [ Report Abuse ]
ดอกไม้
People who like this: Ico24 โอ๋-อโณ.
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.236.212.116
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ