นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 200
ความเห็น: 0

โครงการวิจัย พัฒนา เยียวยา สมานฉันท์และสร้างสรรค์ชุมชนสุขภาวะชายแดนใต้

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบฯ เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะคนไทยชายแดนใต้ ให้มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ หญิงหม้าย เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส อายุ 11 - 25 ปี โดยที่นักวิจัยอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ดำเนินการวิจัย ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 – มกราคม 2562 รวมระยะเวลา 15 เดือน

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบฯ โดยได้ศึกษาวิจัยในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะคนไทยชายแดนใต้ ให้มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ  จากความรุนแรงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2547  

 

ศ.ดร.นพ.วีระศักดิ์  จงสู่วิวัฒน์วงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ (วพส.)  กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ (วพส.) เพื่อช่วยเหลือประชาชนด้านสุขภาพ และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้มีโอกาสได้ฟื้นตัวด้านสุขภาพและสังคม  ด้วยกลไกการให้บริการสาธารณสุข โดย วพส. เป็นกลไกแรก และใช้กลไกการเยียวยาโดย ศูนย์ประสานงานวิชาการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ (ศวชต.) เป็นกลไกที่สอง และกลไกที่สาม คือ โครงการบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

          ปัญหายังไม่หมดไป เนื่องจากรากเหง้าของปัญหาหลายอย่างยังไม่ได้รับการแก้ไข การวิจัย พัฒนา เยียวยา สมานฉันท์ และสร้างสรรค์ชุมชนสุขภาวะชายแดนใต้ ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 

          การวิจัย พัฒนา เยียวยา สมานฉันท์ และสร้างสรรค์ชุมชนสุขภาวะชายแดนใต้  หัวหน้าโครงการ ได้แก่ ศ.ดร.นพ.วีระศักดิ์  จงสู่วิวัฒน์วงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ (วพส.)  ผู้ร่วมวิจัย คือ นางวัลภา  ฐาน์กาญจน์ ผู้จัดการแผนงานบัณฑิตอาสา  และ ดร.มายือนิง อิสอ อาจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

          ทีมงานได้คัดเลือกพื้นที่ดำเนินการวิจัยจากพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความไม่สงบฯ จากการรวบรวมข้อมูลของ ศวชต. ประกอบด้วย

1.ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ 179 ครั้ง  ผู้ได้รับผลกระทบ เสียชีวิต 61 คน พิการ 4 คน บาดเจ็บ 91 คน  มีหญิงหม้าย 28 คน  เด็กกำพร้า 48 คน

 2.ต.ห้วยกระทิง อ.กรงปินัง  จ.ยะลา  เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ 45 ครั้ง  ผู้ได้รับผลกระทบ เสียชีวิต 27 คน พิการ 2 คน บาดเจ็บ 27 คน หญิงหม้าย 16 คน  เด็กกำพร้า 56 คน

3.ต.โฆษิต อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เกิดเหตุการณ์สถานการณ์ความไม่สงบ  60 ครั้ง  ผู้ได้รับผลกระทบ เสียชีวิต 18 คน  พิการ 1 คน บาดเจ็บ 35 คน หญิงหม้าย 1 คน เด็กกำพร้า 6 คน

โดยที่นักวิจัยอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ดำเนินการวิจัย ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 – มกราคม 2562 รวมระยะเวลา 15 เดือน

ดร.มายือนิง อิสอ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ เพื่อพัฒนาต้นแบบในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง ปัญหาสาธารณสุขและสังคม จังหวัดชายแดนใต้

กลุ่มเป้าหมาย  คือ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ หญิงหม้าย เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส อายุ 11 - 25 ปี  โดยอาศัยความร่วมมือจากนักวิชาการในสถาบันการศึกษาภาคใต้ นักพัฒนารุ่นใหม่ แกนนำชุมชน ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ เครือข่ายภาครัฐและภาคประชาสังคม

โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ในการดูแลสุขภาพกายและใจ สำรวจความต้องการทางด้านการศึกษาและอาชีพ และทัศนคติในการดำรงชีวิตในภาวะเหตุการณ์ความไม่สงบ กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย

 1. ค้นหานักพัฒนาจำนวน 3 คน  

2.ตรวจสอบข้อมูลจำนวนเหตุการณ์ หญิงหม้าย เด็กกำพร้า จากฐานข้อมูล ศวชต. สำรวจและเก็บข้อมูลเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสทั้ง 3 พื้นที่

3.จัดเวทีประชาคมในพื้นที่ ทวนสอบข้อมูล หาแนวทางการทำงานร่วมกัน โดยมีแกนนำชุมชน ผู้ปกครอง เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่ร่วมรับฟัง

4.ออกแบบกิจกรรมร่วมกันกับชุมชน ซึ่งประกอบด้วยรูปแบบกิจกรรม วัตถุประสงค์ของกิจกรรม ผลที่คาดว่าจะได้รับ และวิธีการประเมินกิจกรรม  ร่วมหาแนวทางในการสร้างความต่อเนื่องในการดูแลกลุ่มเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส

5.จัดเวทีคืนข้อมูล เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานทั้งโครงการและร่วมหาแนวทางในการสร้างความต่อเนื่องในการดูแลกลุ่มเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส

ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพ เกษตรกร รับจ้าง  และค้าขาย โดยมีภูมิปัญญาในชุมชน ได้แก่

-          พื้นที่เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ได้แก่  ทำว่าว  ถักอวน  ชาข่า  คุกกี้ข่าบูเกะดาตู  ผ้าบาติก

-          พื้นที่ห้วยกระทิง อ.กรงปินัง จ.ยะลา  ได้แก่   ยาสมุนไพร   ไม้เสียบลูกชิ้น  ผ้าคลุม  เค้กกล้วยหอม

-          พื้นที่โฆษิต อ.ตากใบ จ.นราธิวาส  ได้แก่ เสื่อหนามเตย   ขนมต้มใบพ้อ (ตูปะจิ๋ว)  ข้าวหมากมันสำปะหลัง (ตาแปอูบีกายู)

ทีมงานได้ดำเนินการสนับสนุนเด็กกำพร้าและด้อยโอกาส ให้มีทัศนคติเชิงบวก รู้จักคุณค่าของตนเอง และภูมิปัญญาของชุมชน โดยจัด กิจกรรมเสริมสร้างแรงบันดาลใจในการศึกษา  การดูแลอนามัยในเด็กและชุมชน ค่ายสานฝัน สู่เส้นทางอาชีพ  พัฒนาการสื่อสารมุมบวก กิจกรรมเยี่ยมบ้าน

กิจกรรมพัฒนาครอบครัว  มีกิจกรรมสานรักสานสัมพันธ์ในครอบครัว  เศรษฐกิจพอเพียงครอบครัว

กิจกรรมพัฒนากลไก ศึกษาดูงานพัฒนาศักยภาพแกนนำ ได้แก่ ตาข่ายนิรภัย (วางระบบเครือข่ายในการดูแลเด็กและเยาวชนในระยะยาวระดับชุมชน)  หาวิธีการระดมทุน การขับเคลื่อนกองทุนออมทรัพย์ช่วยเหลือเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส ผ่านมัสยิด ปอเนาะ ตาดีกา วางแนวทางในการดูแลเด็กกำพร้าและด้อยโอกาสระยะยาว กิจกรรมสื่อสาธารณะ ค่ายพลังเยาวชนรู้เท่าทันสื่อ ผลิตสื่อสร้างสุข

ผลที่ได้รับจากการทำงาน ใน 3 พื้นที่ ได้แก่

1.พื้นที่เขาตูม ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

เด็กเห็นความสำคัญและคุณค่าของการเรียน มีความสนใจและตั้งใจเรียนมากขึ้น  มีแรงบันดาลใจในการเรียนหนังสือ  เด็กกล้าแสดงออก กล้าถาม ลดพฤติกรรมก้าวร้าวและมีการปรับตัวเมื่ออยู่ร่วมกันกับเพื่อนและผู้อื่น สามารถทำตามกฎกติกาที่ทำไว้ร่วมกัน เชื่อฟังผู้ปกครอง และกล้าที่จะพูดคุยปรึกษาปัญหาของตนเอง รวมถึงมีมารยาทในการอยู่ร่วมกับผู้ใหญ่

ผู้ปกครองปรับวิธีการดูแลลูก เข้าใจช่วงวัยของลูก ให้เวลากับลูก การสื่อสารเชิงบวกภายในครอบครัว การเลี้ยงลูกตามหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม และมีส่วนร่วมในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของเด็ก

ด้านกลไกระดับพื้นที่/แกนนำเยาวชน  เกิดแกนนำชุมชนและเยาวชนที่มีส่วนร่วมในการดูแลเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส เกิดกองทุนเพื่อเด็กกำพร้า 1 กองทุน “กองทุนสหกรณ์ตาดีกาเพื่อเด็กกำพร้าด้อยโอกาส” แกนนำรับรู้ปัญหาและคอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือเด็ก ๆ มีเครือข่ายการทำงานในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น

2. พื้นที่โฆษิต อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

เด็กรู้จักการทำงานเป็นทีม ช่างใฝ่รู้ กล้าคิด กล้าแสดงออกและคิดอย่างสร้างสรรค์ สามารถสื่อสารสิ่งดีๆในชุมชนได้ เด็กมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม มีมารยาทที่ดีมากขึ้น มีความอดทน เห็นความสำคัญเรื่องการศึกษา ในช่วงปิดเทอมเด็กกลุ่มเป้าหมายจำนวน 17 คน เกิดการรวมตัวกันมาเรียนที่สถาบันปอเนาะ เพื่อศึกษาเล่าเรียนหลักศาสนาและอัลกุรอาน

ผู้ปกครอง เห็นความสำคัญของการศึกษา ส่งเสริมให้ลูกศึกษาด้านศาสนา และเปลี่ยนแปลงการสื่อสารในครอบครัว สื่อสารด้วยคำพูดที่ดีกับลูก กล่าวตักเตือนลูก และขอดุอาร์ให้ลูกเป็นคนดี  การต่อยอดกองทุนออมทรัพย์ในชุมชนช่วยเหลือเด็กกำพร้า  ได้พัฒนาศักยภาพเยาวชนในพื้นที่  เยาวชนสามารถผลิตสื่อนำเสนอเรื่องราวดีๆ ในชุมชนเป็นภาพถ่ายและวิดีโอ    

ระดับกลไกของชุมชนมีการขับเคลื่อนกองทุนออมทรัพย์สำหรับเด็กกำพร้าและด้อยโอกาส 2 แห่ง ได้แก่กองทุนออมทรัพย์ของชุมชนประจำมัสยิด และสถาบันศึกษาปอเนาะ ได้พัฒนาศักยภาพเยาวชนในพื้นที่ เกิดกลไกในพื้นที่จำนวน 10-15 คน ในแต่ละพื้นที่ เป็นตาข่ายชุมชนในการดูแลเด็กและเยาวชนในพื้นที่

3. พื้นที่ห้วยกระทิง อ.กรงปินัง จ.ยะลา

เด็กได้เรียนรู้ทักษะการอยู่ร่วมกันกับกลุ่มเพื่อน รู้จักการทำงานเป็นทีม ให้ความสำคัญด้านการศึกษา

ช่างใฝ่รู้ กล้าคิด กล้าแสดงออกและคิดอย่างสร้างสรรค์ สามารถสื่อสารสิ่งดีๆในชุมชนได้

ด้านผู้ปกครอง/ผู้ดูแลเด็ก การสื่อสารในครอบครัว  ผู้ปกครองมีการติดตามลูกมากขึ้น  ครอบครัวสามารถต่อยอดอาชีพ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ในครัวเรือน ครอบครัวเด็กกำพร้าและด้อยโอกาสได้รับกำลังใจจากการเยี่ยมบ้าน ครอบครัวมีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการส่งเสริมอาชีพ  และได้พัฒนาศักยภาพเยาวชน เพื่อเป็นกลไกเชื่อมประสานระหว่างเด็กในพื้นที่และเชื่อมโยงกับกลไกชุมชน

แกนนำชุมชนเรียนรู้หลักการบริหารจัดการชุมชนให้เข้มแข็ง พื้นที่ให้ความสำคัญในการดูแลเด็กกำพร้าและด้อยโอกาส และเกิดเครือข่ายเยาวชนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่มากขึ้น

4.ข้อเสนอแนะจากชุมชน

ให้โรงเรียนมีบทบาทในการดูแลเด็กกำพร้า และเด็กด้อยโอกาสอย่างเป็นระบบ (โรงเรียนนำร่อง)

ปรับมุมมองของชุมชนในเรื่องของการดูแลเด็กกำพร้า ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแล มองว่าเด็กเหล่านั้นเป็นลูกหลานของเรา สำหรับครอบครัวส่งเสริมให้มีกิจกรรมครอบครัว มีพ่อ แม่ลูกทำกิจกรรมร่วมกัน มีกิจกรรมออกกำลังกายของผู้สูงอายุในพื้นที่ มีเครือข่ายการขับเคลื่อนการดูแลเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส พัฒนากองทุนเด็กกำพร้า ด้อยโอกาส ให้เกิดความต่อเนื่อง สนับสนุน ต่อยอด แก้ไขปัญหายาเสพติด การศึกษา เด็กติดเกม

ให้มีกิจกรรมส่งเสริมอาชีพของเด็กกำพร้า โดยมีกลุ่มเยาวชนเป็นพี่เลี้ยง อาชีพเหมาะสมกับเด็กและทำรายได้ได้จริง  มีการสร้างแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เข้มแข็ง

ดร.มายือนิง อิสอ กล่าวถึง ปัญหาอุปสรรค ในภาพรวมทั้ง 3 พื้นที่ ว่า

1. พื้นที่การทำงานที่กว้างเกินไป (ระดับตำบล) กลุ่มเป้าหมายมีความกระจัดกระจาย เวลาจัดกิจกรรมการรวมตัวของกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างยาก ต้องมีกระบวนการจัดการ จัดคนประสานงานเฉพาะโซน

2. การจัดกิจกรรมวันเสาร์ – อาทิตย์ เด็กในชุมชนติดเรียนตาดีกา ทางครูตาดีกาไม่อนุญาตให้เด็กออกมาทำกิจกรรมเนื่องจากเวลาเรียนตาดีกาแค่ 2 วันต่อสัปดาห์

3. ในการขอข้อมูลเบื้องต้นของเด็กกำพร้า และเด็กด้อยโอกาส ไม่มีหน่วยงานหลักรับผิดชอบ ชุมชนขาดแกนนำที่ขับเคลื่อนประเด็นเด็กกำพร้า ไม่มีการรวมกลุ่มของเด็กและเยาวชน

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 10 พฤษภาคม 2562 14:43 แก้ไข: 24 พฤษภาคม 2562 13:31 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 โอ๋-อโณ.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.85.162.213
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ