นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 5198
ความเห็น: 5

Put the right job on the right man ==> แนวคิดที่ถูกเพียงครึ่งเดียว ?

บันทึกนี้มาเชิงบ่นพรรณาอีกแล้ว หากไม่พร้อม ค่อยกลับมาอ่านวันหลังได้ครับ ^^

          "Put the right job on the right man" เป็นวลีหรือแนวคิดที่หลายองค์กรใช้ในการบริหารจัดการบุคลากรและงานให้เหมาะสมลงตัว และนำพาให้องค์กรประสบความสำเร็จกันมานักต่อนักแล้ว

 

              และวลีนี้เอง ก็เป็นวลีที่หัวหน้าเคยบอกกับตนเองไว้เมื่อต้นปี ๒๕๕๔ เพราะตอนนั้น มีเจ้าหน้าที่งานบริการวิชาการขอย้ายงานออกไป บวกกับศูนย์เครื่องมือของเราขอตำแหน่งใหม่เพิ่มพอดี เมื่อจังหวะพอดี บุญกรรมส่งผลพอเหมาะ ตนเองเลยโดนคำสั่งย้ายครึ่งตัวลงไปทำงาน "บริการวิชาการ" ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของร่างยังคงเป็นนักวิทยาศาสตร์ใน "ศูนย์เครื่องมือกลาง" ของคณะวทท. เหมือนเดิม ประมาณว่า ทำงานสองขา เหยียบเรือสองแคม จับปลาสองมือ - - เหตุผลของข้อเสนอนี้คือ ผู้ใหญ่มองแล้ว ว่าตนเองมีความสามารถในการประสานงานได้ดี

 

           การย้ายงานออกไปครึ่งตัวครั้งนั้น ทำให้มีเพื่อนร่วมงานในศูนย์เครื่องมือกลางคณะเพิ่มมาอีกหนึ่งคน ดูเหมือนจะ Happy และ วินๆ ทั้งหน่วยงานเดิม และหน่วยงานอีกแห่ง คนทำงานก็เหมือนจะชอบ ตรงตามสไตล์ "พุท เดอะ ไรท์ จ๊อบ ออน เดอะ ไรท์ แมน" อย่างไงอย่างงั้น

 

           แต่วันนี้ ผ่านมาแล้วกว่าสองปี ไอแมนคนที่ว่านั้น มันยังคง "ไรท์จ๊อบ" อยู่ แต่ดันไม่ค่อย "ไลค์จ๊อบ" เท่าไหร่แล้ว เวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน โตมากขึ้น รู้มากขึ้น กร้านมากขึ้น วันนี้แมนคนนี้จึงตัดสินใจขอหัวหน้าอีกครั้ง เพื่อออกจากงานบริการวิชาการ กลับขึ้นไปอยู่ศูนย์เครื่องมือกลางเหมือนเคย

 

          จริงๆ เรื่องมันเกิดตั้งแต่มาตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ที่แมนเริ่มรู้สึกตัว ว่าจ๊อบที่ทำอยู่นี้ มันก้าวหน้า เป็นผลดีต่อองค์กร ขั้นเงินเดือนก็อยู่เหนือมีน แต่กลับมีเหตุผลบางอย่างในใจกลับบอกว่าไม่ใช่ มันไม่อยากไปต่อแล้ว มันไม่ใช่ความท้อ ไม่ใช่ไม่เวิร์ค แต่มันไม่ใช่...

 

        ภาพนักธุรการและนักบริหารโครงการ เริ่มเป็นภาพติดตาของคนรอบข้าง งานพัฒนาหลายชิ้นเป็นงานด้านธุรการและบริหาร ความเป็นนักวิทยาศาสตร์และการทำงานในห้องปฏิบัติการลดน้อยลง ขนาดที่ว่า วันที่เดินเข้าไปคุยกับหัวหน้าว่าจะกลับไปอยู่ศูนย์เครื่องมือกลางเต็มตัวเหมือนเดิม หัวหน้ากลับบอกว่า ไม่ต้องทำงานห้องแลบแล้ว มาทำบริการวิชาการเต็มตัวเถอะ เดี๋ยวจะหาลูกน้องในศูนย์เครื่องมือกลางเพิ่มให้อีกคน แล้วเราก็นั่งวางแผน บริหารไปอย่างเดียว...คราวนี้แมนคนนี้ไม่หลงคำหว่านล้อมของหัวหน้าแล้ว ยังยืนยัน ว่าจะกลับท่าเดียว ไม่ยอมเลี้ยวไปไหน

 

        สิ่งที่บอกให้เราต้องกลับ เพราะตนเองเริ่มรู้สึกว่า ความถนัดที่แท้จริงของเราคือวิทยาศาสตร์ วิชาชีพที่เราร่ำเรียนมาคือเรื่องเคมีและงานในห้องปฏิบัติการ ส่วนเรื่องธุรการ บริหารโครงการและประสานงาน มันอาจเป็นเรื่องที่เราทำได้ดี แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เราถูกหล่อหลอมขึ้นมา

 

        "วิชาชีพวิทยาศาสตร์" เป็นสิ่งที่ไม่ได้มาจากการมอบหมายกันทางสายงาน หรือแต่งตั้งขึ้นมากันได้ง่าย และก็ไม่ได้เกิดจากประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่มันคือวุฒิ มันคือทักษะที่ถูกครูบาอาจารย์สั่งสอนมาหลายปี อีกทั้งคนที่สู้อุตส่าห์เรียน ป.ตรี และ ป.โท เฉพาะทางมาด้านเคมี จะกลับทิ้งมันลงไป แล้วไปทำงานบริหารหรือธุรการ เพียงเพราะว่าใครบางคนบอกว่า "it on the right man" มันใช่ๆ จริงหรือไม่

 

       สิ่งยืนยันอีกอย่าง ที่ทำให้ตนเองคิดตกในเรื่องนี้คือ คำปรึกษาของ กจ. ที่บอกว่า ไม่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งจาก "นักวิทยาศาสตร" มาเป็น "นักวิชาการศึกษา" หรือ "เจ้าหน้าที่ธุรการ" ได้...ไม่ทราบว่าทำไม แต่สรุปว่า หากเราต้องการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งชำนาญการ หรือ สูงขึ้นกว่านี้ เราก็ต้องกลับไปทำงานพัฒนา หรือ งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์อยู่ดี สรุปว่าหน่วยงานไม่สามารถปรับตำแหน่งการทำงานให้ตรงสายงาน หรือความก้าวหน้าได้ อย่างนี้ไม่เอาดีกว่า งานประจำไปทาง งานพัฒนาไปทาง ความเจริญรุ่งเรืองอาจไกลเกินกว่าที่คว้าเอามาได้ง่ายๆ

 

       คำตัดสินสุดท้ายของเรื่องนี้ คือคำตัดสินของคณบดีคนปัจจุบัน ซึ่งตนเองเข้าพบ หลังจากท่านขึ้นรับตำแหน่งได้ไม่นาน ประจวบเหมาะกับน้องที่ทำงานที่ศูนย์เครื่องมือกลางลาออกจากลูกจ้างชั่วคราวไปได้ตำแหน่งพนักงานมหาวิทยาลัยพอดี

 

      ตนเองยื่นคำขาดว่า จะกลับมาศูนย์เครื่องมือกลางแน่นอน และขอให้ตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ลูกจ้างชั่วคราวที่ว่างอยู่นั้น ผันไปเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยบริการวิชาการเสียเลย ตนเองขอกลับไปอยู่คนเดียว...เหมือนเดิม

 

       คณบดีคิดไม่กี่วินาที ตอบกลับทันที ว่าไม่ต้องเอาตำแหน่งน้องนักวิทยาศาสตร์ไปให้หน่วยงานอื่น ถ้าใยมะพร้าวจะกลับ ก็กลับไป ให้เป็น ๒ ตำแหน่งเต็มไปเลย และแจ้งหัวหน้างานชั้นต้นของใยมะพร้าวด้วยว่าท่านตัดสินใจแล้วเช่นนั้น ซึ่งหัวหน้ายังขอยืดเวลาต่อ โดยให้ออกได้ แต่ขอให้ออกเมื่อสิ้นงบประมาณปี ๕๖ ไปแล้ว...วันที่คุยกันนั้น เป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ๕๖ อยู่เลย

 

       ตอนนี้ยังมีเวลาเหลือไม่ถึงสองสัปดาห์ก่อนสิ้นงบ ตนเองยังคงบริหารโครงการบางโครงการอยู่ ยังจัดกิจกรรมโครงการของหน่วยบริการวิชาการอยู่ ซึ่งโครงการสุดท้ายของเดือนนี้ คือ วันที่ ๒๔ กันยายน ตรงกับวันมหิดล เป็นการ "เสวนาคาวคาดหวังของชุมชน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้บริการวิชาการคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" การวางแผนงานปี ๒๕๕๗ ก็ยังดำเนินอยู่ การเก็บข้อมูลรายงาน SAR ก็ยังไม่ได้หยุด เอาเป็นว่าเมื่อต้องออกจากงานนี้ ก็ขอให้เสร็จสมบูรณ์จนวันสุดท้ายเลยแล้วกัน

 

        เรื่องนี้ แม้ว่าจะดูว่ากำลังจะจบอย่างสวยงาม แต่มันไม่ได้สวยงามอย่างที่คิดหรอกครับ เพราะเพื่อนร่วมงานหลายคนของแมนคนนี้เริ่มรู้สึกไม่ดี ว่าทำไมมันเอาเปรียบจัง อยากจะไปก็ไป ไม่สงสารเพื่อนบ้างเลย งานที่เคยทำอยู๋ ก็ต้องเกลี่ยไปให้คนอื่นๆ ในงานทำ บางคนพูดเป็นเชิงเหน็บว่า "ไปสบายแล้วนะ" ขนาดหัวหน้า ยังบอกเลย ว่าประเมินรอบหน้า คงต้องลดขั้นเงินเดือนลงแล้ว แต่ตัวเองก็รีบตอบรับ ว่าสามารถลดได้เลย ถ้างานที่ตนเองทำแย่ลง อิอิ (หัวหน้าแย่เล่นเท่านั้นเอง)

 

      แม้จะต้องเจ็บ แม้จะต้องทนฟังคำด่าว่าของคนในองค์กรไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง เราก็ต้องทน วันนึงหลายคนคงเข้าใจเรามากขึ้น ว่าตนเองมีความตั้งใจและมั่นใจด้วยว่า ไม่ว่าตนเองจะอยู่ส่วนไหนขององค์กร เราก็จะทำงานอย่างตั้งใจ และให้เกิดผลสำเร็จต่อตนเองและทำให้หน่วยงานเจริญก้าวกน้าได้แน่นอน แม้ว่าวันนี้อาจต้องผลักงานของตนเองไปให้คนอื่นทำ ต้องเป็นคนผิดในสายตาหลายคน แต่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ บางครั้งเราคงเลี่ยงการทำสิ่งเลวร้ายเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ หากว่ามั่นใจว่าเราทำดีแล้ว เราทำเพื่อองค์กรและตนเองไปพร้อมกัน เราก็ต้องทำต่อไป เพราะการทำงานให้องค์กรเพียงอย่างเดียว โดยคนทำงานไม่มีความสุข ความสำเร็จคงเกิดได้ไม่นานและไม่ยั่งยืน

 

        เพื่อนร่วมงานที่มีทรรศนคติที่ดีก็คงเข้าใจเรา หัวหน้าก็คงเข้าใจเรา และไว้ใจเรา ที่จะให้เราเลือกงานที่ใช่ มากกว่า การมอบงานที่ใช่ให้กับเรา

 

      ดังนั้น แนวคิด "Put the right job on the right man" มันจึงไม่ใช่แนวคิดที่ตนเองคิดว่าถูกร้อบเปอร์เซนต์ แม้หลายหน่วยงานจะคิดว่าเป็นแนวคิดที่ถูกต้องในการบริหารองค์กร แต่การบริหารบุคคลด้วยธรรมาภิบาล ก็อาจต้องใช้หลักการ "Put the right man on the right job" ไปด้วย ซึ่งการที่แมนซักแมนหนึ่งจะสามารถ choose the right job ได้นั้น ก็คงต้องใช้เวลาและความสามารถ พิสูจน์ให้ผู้บริหารไว้ใจ และเชื่อใจ ว่าเราจะทำสิ่งที่เราเลือกได้ดี หรือ ทำได้ดีที่สุดในองค์กร ซึ่งตนเองก็ต้องใช้เวลาในอนาคตต่อไปเพื่อพิสูจน์ความตั้งใจ ว่าเราจะทำจ๊อบที่เลือกนั้นให้ดีที่สุดในองค์กรได้จริง 

 

        ขอจบการบ่นเชิงพรรณาของตนเองไว้เพียงเท่านี้ หวังว่าหลายคนที่เจอเหตุการณ์เดียวกับตนเอง จะไม่ท้อใจ และมีกำลังใจในการทำงาน ทำความดี สิ่งที่ถูกต้องแก่ตนเอง ครอบครัว และหน่วยงานได้ไม่สิ้นสุดต่อไปครับ cheer up to me and you too ^^

 

เอิ้ก เอิ้ก

 

"ใจสั่งมา"

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 18 กันยายน 2556 08:54 แก้ไข: 18 กันยายน 2556 08:55 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 DaDa, Ico24 Our Shangri-La, และ 5 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

เป็นกำลังใจและรับฟังการบ่นเชิงพรรณนาครับ

อิอิอิ

อะไร ๆ ที่มันอยู่ภายในระบบที่ยึดติดกรอบ มันจะขยัไปไหนไม่ได้ เมื่อ put the man to the job แล้วมันก็ติดหนึบอยู่อย่างนั้น ไม่ส่งเสริมให้คนทำงานตามความสามารถ

ความสามารถในการบริหาร/ ประสานงานเป็นทักษะที่ไม่ได้เกิดจากห้องเรียน (แต่เพียงอย่างเดียว) แต่ต้องมีพรจากสวรรค์มาด้วย

สิ่งที่เราร่ำเรียนมาอาจจะไม่ตรงกับพรจากสวรรค์ของเราก็ได้

ทะเลาะกับสารเคมีดีกว่าปวดหัวกับคนเป็นไหน ๆ

อิอิอิ

เราเอง

 

อ่านไปครึ่งหนึ่ง...มันว้าวุ่นใจ

เด๋ว..กลับมาอ่านอีกรอบ .... ให้กระจ่างใจ

อิ...อิ...

ขอแสดงความยินดีกับการที่ได้แสดงความจำนงและได้สมประสงค์ และขอชื่นชมความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวตัดสินใจ หาได้ยากนะคะแบบนี้ พี่โอ๋ยกนิ้วให้จริงๆ

ถ้าท้าวอ่านจบ แล้วช่วยบอกด้วย ว่าถ้ามีลูกน้องแบบเรา จะเอาไหม

 

เอิ้ก เอิ้ก

 

"ใจสั่งมา"

ระบบราชการไทยในมหาวิทยาลัยก็เป็นแบบนี้

ลุงทดแทนแกก็มีตำแหน่งชำนาญการ แต่ก็ต้องรักษาการหัวหน้าฝ่ายซ่อมและบำรุงรักษาไปด้วย

หน้าที่คือทั้งซ่อมทั้งบริหาร

ผมเองก็มีหน้าที่สอน แต่ก็ทำงานบริหารด้วย

เข้าใจมาน้อง 2 ใยก็มีความสามารถในเชิงบริหารด้วย จึงถูกดึงตัวมาทำงานบริการวิชาการ

งานบางงานต้องใช้ multi-skills

บริหารเป็นแต่ไม่รู้เชิงเทคนิคก็ไปไม่รอด

รู้เทคนิคแต่บริหารไม่เป็นองค์กรก็เจ๊ง

ก็ไปหาความก้าวหน้าตามวิชาชีพไปก่อนก็ได้ ได้ชำนาญการแล้ว ค่อยกลับมาช่วยงานบริหารอีกครั้ง

ขอให้มีความสุขและก้าวหน้าในงานการครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.236.156.32
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ