นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 3890
ความเห็น: 12

ทางแพร่งของการจัดการการศึกษาเภสัชศาสตร์ (1) วิเคราะห์กำลังการผลิต

อีกไม่กี่ปี การจัดการฝึกงานทางเภสัชศาสตร์จะกลายเป็นปัญหาคอขวดของการจัดการการศึกษาทั่วประเทศ

ข้อเท็จจริง

ปัจจุบันนี้ มีการผลิตเพิ่มจำนวนเภสัชกรเพิ่มในอัตราการเติบโตร้อยละ 6.4 % จากฐานสะสมเก่าทั้งหมด

ที่มาของข้อมูล: 

ผมรวบรวมข้อมูลศิษย์เก่า และเภสัชกรในจังหวัดใกล้เคียง ว่าใครจบการศึกษารุ่นไหน ปีไหน เวลาเขามาประชุมงานวิชาการของคณะ ก็จะมีเลขที่ใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งค่่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของตัวเลขศิษย์เก่านี้ ควรใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของเภสัชกรทั้งประเทศ ซึ่งเมื่อนำทำมา exponential growth analysis จะได้ตัวเลขอัตราการเพิ่มต่อปี 

การตีความ:

ตัวเลขนี้ดูเหมือนไม่มาก แต่ผมลองประมาณการณ์แบบไม่เป็นทางการ ได้ข้อสรุปว่า จากนี้ไปจนถึงสิบเอ็ดปีข้างหน้า จะมีเภสัชกรเพิ่มจำนวนขึ้น เท่ากับที่เคยมีการผลิตเภสัชกรมาในประเทศไทยทั้งหมดรวมกันจนถึงปัจจุบัน

จนถึงปัจจุบัน มีเภสัชกรที่มีใบประกอบวิชาชีพอยู่รวมสองหมื่นสองพันคน โดยประมาณ แต่ลาออกจากวิชาชีพไปบ้าง ลาโลกไปบ้าง ตัวเลขจริงตรงนี้ผมไม่มี แต่ลองหักผู้เกษียณอายุราว 2000 คน ก็เหลือผู้มีใบประกอบอยู่ราว 20,000 คน

จากการสุ่มจากคนที่ผมพอรู้จักว่าค้างอยู่ในวิชาชีพอยู่เพียงใด ได้ว่า เหลือราวสองในสาม โดยหนึ่งในสาม บางส่วน เสียชีวิต บางส่วนหันไปเอาดีด้านอื่น บางส่วนหันไปเอาที่ไม่ดีด้านอื่น จึงคาดว่า ปัจจุบันน่าจะมีเภสัชกรเหลือราวหนึ่งหมื่นสี่พันคน

เมื่อราวปี 2542 จำได้ว่า มีผู้ทำวิจัยไว้ ได้ตัวเลขว่า เหลือเภสัชกรทำงานอยู่ราว 80 % ซึ่งถ้าใช้ตัวเลขนี้ ก็จะได้ว่า มีเภสัชกรเหลือราวหนึ่งหมื่นหกพันคน

ตัวเลขที่ WHO ประมาณไว้ตอนปี 2006 (ข้อมูลที่แสดงไว้้ในเว็บ worldmapper) ว่า ประเทศไทย มีเภสัชกรทำงานอยู่ 15,804 คน

ดังนั้น หากประมาณว่า ปัจจุบัน มีเภสัชกรคงอยู่ในวิชาชีพ ประมาณ หนึ่งหมื่นหกพันคน น่าจะเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลระดับหนึ่ง

ปัจจุบัน กำลังการผลิตทั้งประเทศ อยู่ที่มากกว่า 1350 คน (สถิติผู้เข้าสอบรับใบประกอบวิชาชีพที่เพิ่งจบจากในประเทศไทยเมื่อต้นปี 2550 มี 1355 คน และปี 2551 มี 1372 คน และปี 2554 มี 1655 คน)

แต่ลองคูณ 1.064 ทบต้น ก็จะเป็นจำนวนการผลิตในปีต่อ ๆ ไปโดยประมาณ เพราะระยะปีต่อปี จำนวนนักศึกษาที่จบมา จะไม่ได้แม่นยำตามสมการ แต่การเพิ่มการผลิตในระยะยาวที่ผ่านมา ยังโต 6.4 % ต่อปีมาตลอด ดังนั้น ปี 2550 กับ 2551 ใกล้กันมากก็จริง แต่เป็นผลจาก random fluctuation เพราะแม้แต่ที่คณะเอง ก็จะเห็นว่า ตัวเลขแต่ละปี ก็ไม่ได้นิ่ง อาจขึ้น ๆ ลง ๆ ได้บ้าง เช่น บางปี มี 140 คน ปีถัดไป มี 100 คน ดังนั้น เวลาดู ต้องดูแนวโน้มใหญ่ จะมาเทียบแค่ 2 ปีแล้วสรุปไม่ได้

 

การทำนายเชิงประชากรศาสตร์:

 

ปี 2560 กำลังการผลิตเภสัชกรจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า คือผลิตปีละกว่า 2500 คน ซึ่งการผลิตสะสมระหว่างปี 2550-2560 จะเป็นสองหมื่นคนพอดี

 

ถึงตอนนั้น ผมเชื่อว่า "ยิ่งกว่าล้น"

จากตัวเลขที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เทียบเท่าไทยมีเภสัชกร 25 คนต่อแสนของประชากร และเมื่อไม่กี่วันก่อน อัตราการเพิ่มของประชากรไทย อยู่ที่ศูนย์เปอร์เซนต์ (กรมอนามัยเผยอัตราการเกิดทารกต่ำกว่าอัตราทดแทน - ข่าวกรุงเทพธุรกิจ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2551) ดังนั้น อีก 10 ปีข้างหน้า ไทยจะมีเภสัชกร 25 คนต่อแสนของประชากร

สิบปีข้างหน้า ความต้องการที่มีรองรับในปัจจุบันทุกรูปแบบทั้งประเทศ จะน้อยกว่าที่ต้องการอย่างเป็นทางการ

ตลาดน่าจะว่างเพียงประมาณหนึ่งหมื่น ถึงหนึ่งหมื่นห้าพันคน

การผลิตส่วนเกินที่เหลืออีกห้าพันถึงหนึ่งหมื่นคน มีการฝันอย่างสวยหรูว่าจะเกิดงานใหม่ในภาคส่วนการบริการปฐมภูมิมารองรับทันเวลา ทำให้ผลิตออกมาแล้ว "เต็มพอดี" ในตลาดงาน (ซึ่งตอนนี้ ยังเป็น "วุ้น" อยู่เลย)

แต่ตลาดงาน ไม่ได้โตเร็วตามถึงปานนั้น

ข้อเท็จจริงคือ บางเซ็กเตอร์ เกิดการหดตัว เช่น โรงงานผลิตยา

ตั้งแต่ก่อนเกิดเริ่มวิกฤติธนาคารบีบีซี (ปี 37) ที่นำไปสู่วิกฤติฟองสบู่แตก ปี 40 เสียอีก ที่โรงงานผลิตยาข้ามชาติ เริ่มปิดตัว และถอนยวงออก โดยเหตุผลที่แท้จริง เกี่ยวกับขนาดประชากรในประเทศที่มีน้อยไป (ข้อมูลนี้ผมฟังจากปากอดีตผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอง)

ที่ขนาดประชากรในประเทศเป็นปัจจัยสำคัญก็เพราะก่อนหน้านั้น มีการทลายกำแพงภาษีของประเทศทั่วโลก ทำให้การขนส่งยาข้ามประเทศ ถูกและประหยัดกว่าการผลิตในท้องถิ่น เพราะอุตสาหกรรมยา เป็นอุตสาหกรรมที่ต้นทุนการจัดการการผลิตสูงมาก เพราะกฏหมายเข้มงวดทุกย่างก้าว การผลิตครั้งละมาก ๆ จะทำให้สามารถดูดซับต้นทุนการจัดการต่อหน่วยผลิตให้ต่ำมาก ดังนั้น ประเทศใหญ่ จะได้เปรียบเพราะใหญ่พอที่จะมีกำลังการผลิตสูง ๆ ได้ ขายในประเทศก็ได้ ขายออกต่างประเทศก็ได้ ก็จะทำให้ต้นทุนผลิตบวกค่าใช้จ่ายกระจายยาข้ามประเทศ ถูกกว่าการตั้งโรงงานผลิตกระจายไปทุกประเทศมาก

แนวโน้มนี้ ยิ่งมายิ่งชัดเจน บริษัทยาในต่างประเทศ ควบรวมกิจการกันเป็นว่าเล่น ส่วนหนึ่ง อาจจะด้วยเหตุผลนี้ คือ ผลิตต่อครั้ง ให้มหาศาล ต้นทุนการจัดการเมื่อเฉลี่ยสู่ผลิตภัณฑ์ต่อชิ้นย่อย จะน้อยจนใกล้เคียงศูนย์ แล้วผลักดันมาตรฐานการผลิตให้เข้มงวดขึ้น เพื่อทำให้คู่แข่งอยู่ยากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้สูงมหาศาล

โรงงานในประเทศ แนวโน้มปัจจุบันคือ จะทยอยปิดตัวไปเรื่อย ๆ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน มีประมาณ 200 แห่ง ในอีกไม่กี่ปี นี้ อาจเหลือน้อยกว่า 100 แห่ง แต่ใครที่อยู่รอด จะแข็งแกร่งขึ้น โดยความต้องการตำแหน่งงานส่วนนี้ จะไม่มาก เน้นการทดแทนคนที่ลาออกเก่าเสียมากกว่า หรือรับเพิ่มกลุ่มที่วุฒิการศึกษาที่สูงกว่าไปเลย

ส่วนภาครัฐ  ตอนนี้ ก็ชดเชยคนเก่าที่ลาออกเป็นหลัก ซึ่งก็ไม่มา่ก

ส่วนภาคเอกชน เฉพาะส่วนที่ยังพอเติบโตบ้างในช่วงนี้ คือตลาดลูกจ้าง ไม่ใช่ตลาดสำหรับการเป็นผู้ประกอบการ นั่นคือ เซ็กเตอร์ร้านยา เพราะจากนี้ไปอีกสิบปีข้างหน้า ระบบร้านยาแบบเชนสโตร์ (ระบบที่แตกเครือข่าย) จะกุมเซ็กเตอร์นี้อย่างเ็บ็ดเสร็จเด็ดขาด เหมือนกับที่ห้างยักษ์เคยรบชนะโชห่วย มาแล้ว  (ผมเคยเขียนถึงเรื่องนี้ในโกทูโน เรื่องอนาคตร้านยาในไทย ซึ่งตอนนี้ มีทุนยักษ์ครองเซ็กเมนต์บน [บูทส์] และกำลังจะเปิดตัวชิงเซ็กเมนต์กลาง+ล่าง [เซเว่น] โดยอาจมีกลุ่มทุนท้องถิ่นประกาศตัวสู้เป็นหย่อม ๆ)

ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องผลิตให้ออกไปประกอบการเอง ?

พูดคะนองปาก ทำง่าย แต่ทำจริง ไม่ง่าย เพราะกฏธุรกิจคุมอยู่ ว่ายุคต่อไป ใครสายป่านสั้น ต้องถูกรายใหญ่บีบให้ค่อย ๆ เฉาตายเหมือนกรณีโชวห่วยเจอห้างยักษ์ ดังแนวโน้มที่เกิดขึ้นในสหรัฐว่า ปัจจุบัน เหลือแต่ร้านยาระบบเชนผูกขาดตลาดอยู่ไม่กี่บริษัท

ดังนั้น ด้วยการผลิตอย่างที่เป็น ถ้าไม่มีการเปิดงานในรูปแบบใหม่ออกมา อีก 5 ปี ก็เต็มหมด

เราได้มีการวิเคราะห์ตลาดงานได้ลึกซึ้งเพียงใด เพราะในช่วงนี้ เกิดการเปลี่ยนกรอบคิดของตลาดงานที่รวดเร็วมาก ใครที่คิดว่าใช้ข้อมูลเก่าเมื่อห้าปีก่อนมาพยากรณ์ คงทำได้ไม่ต่างจากการที่โยนหัวก้อยเสี่ยงทาย

ยกตัวอย่างง่าย ๆ มาตรฐานคุณภาพโรงพยาบาลระดับโลก (ในไทยมีหลายโรง) ต้องการการจ่ายยาที่ไม่ผิดเลย เขาแก้ปัญหาด้วยการใช้หุ่นยนต์ ไม่ใช้คน เพราะคนจะมีโอกาสผิดได้ เขาลงทุนซื้อหุ่นยนต์ตัวละหลายสิบล้านมาจ่ายยา และเริ่มมีใช้กันแล้วในประเทศไทย และแนวโน้มนี้ มากขึ้นเรื่อย ๆ มาแทนคน ซึ่งในระยะยาว เภสัชกร ต้องไปทำอย่างอื่นที่หุ่นยนต์ยังทำไม่ได้

แต่ถึงที่สุดแล้ว ต่อให้ฝันเฟื่องว่าตลาดงานโตแบบ exponential แบบเซลล์มะเร็ง คือ โตแบบไม่ยั้ง ยังพอรอพิสูจน์ในอีกสิบปีข้างหน้าได้ว่าเป็นฝันประเภทไหน สิบปีน่ะ เดี๋ยวเดียวหรอก

แต่ปัญหาที่จะเริ่มเกิดคอขวดอย่างรุนแรง ที่ปัญหากำลังเริ่มประทุ กลับอยู่ที่ระบบการฝึกงาน ที่กำลังขาดแคลน แม้แต่ในตอนนี้

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อความต้องการแหล่งฝึกงาน เพิ่มขึ้น 8 เท่า ?

ที่เป็นอยู่ เราพึ่งการอนุเคราะห์จากม้าอารีมาตลอด

ม้าอารีตัวนี้ ใกล้หลังหักแล้วครับ

จะเกิดอะไรขึ้น หากม้าอารีบ่นปวดหลัง พร้อมใจกันปฎิเสธการฝึกงาน ? (ตอนนี้ ก็เริ่มมีสัญญาณนั้นให้เห็น...)

ฝึกงานเชิงวิชาชีพ ไม่ใช่การส่งนักศึกษาไปนั่งเล่น ดูคนอื่นทำงานนะครับ จะได้ส่งมาก ๆ แล้วคุณภาพไม่ตก

ในอนาคต หากมีเหตุการณ์ที่นักศึกษาจำนวนมาก ฟ้องร้องสถาบันการศึกษาที่จัดการฝึกงานล้มเหลว (ไม่มีที่ฝึกงานพอ) ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกไกลตัวอีกต่อไป

และสถานการณ์ปัญหาการฝึกงานที่จะเกิดขึ้นในไม่กี่ปีข้างหน้า ที่ผมว่ามา เป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาหน่อยเดียวเท่านั้นเอง

 

หมวดหมู่บันทึก: การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 23 พฤศจิกายน 2550 10:12 แก้ไข: 28 กุมภาพันธ์ 2554 23:09 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ดีใจจังเลยครับ ที่อาจารย์วิบูลย์ได้เข้ามาเขียน Blog เล่าเรื่องราวใน share.psu.ac.th

ตอนนี้คณะเภสัชศาสตร์ ก็เพิ่มคนเขียน blog มาอีก 1 ท่านแล้วนะครับ ส่วนท่านอื่นๆ ในคณะมีใครบ้างมาดูที่นี่เลยครับ

http://share.psu.ac.th/blog/itcopbytom/725

Ico48
wwibul (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
23 พฤศจิกายน 2550 10:40
#2312
  • ขอบคุณครับที่แวะมาทักทาย
  • แวะไปดูรูปแล้วครับ
  • ผมเขียนประจำอยู่ที่โกทูโน แต่ตั้งใจว่า เรื่องที่ที่เกี่ยวกับคณะ/มหาวิทยาลัย/วิชาชีพ จะทำ version 2 ควบคู่ไปด้วยในบล็อกนี้ครับ
  • ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ...

 

ยินดีต้อนรับค่ะ อาจารย์...หนูดีใจนักค่ะที่เจอ อ.ที่นี่

Ico48
wwibul (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
23 พฤศจิกายน 2550 14:05
#2346

สวัสดีครับ คุณ P  เมตตา

  • เช่นกันครับผม !
เป็นสมาชิกใหม่ด้วยคนค่ะ เพิ่งอบรมและสมัครสมาชิกวันนี้
Ico48
wwibul (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
30 พฤศจิกายน 2550 21:44
#3239

คุณหมีแพนด้า P panda

  • ดูรูปแล้วจำไม่ค่อยได้
  • จะบอกว่าสวยกว่าตัวจริง ก็กระไรอยู่...
Ico48
sorafenib [IP: 125.27.141.80]
16 สิงหาคม 2551 21:56
#34350

ขอข้อมูลแหล่งฝึกงานของนศภ.ด้วยครับ ว่ามีแหล่งฝึกงานในส่วนของร้านยา ของนศภ.หลักสูตร 6 ปีในแต่ละมหาวิทยาลัยกี่ร้าน ร้านไหนบ้าง มีหลักเกณฑ์อย่างไรในการคัดเลือกแหล่งฝึกงาน มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ครับ  อยากให้เขียนเกี่ยวกับแหล่งฝึกงานของนศภ. หลักสูตร 6 ปีบ้างครับ

คุณ sorafenib

"ขอข้อมูลแหล่งฝึกงานของนศภ.ด้วยครับ ว่ามีแหล่งฝึกงานในส่วนของร้านยา ของนศภ.หลักสูตร 6 ปีในแต่ละมหาวิทยาลัยกี่ร้าน ร้านไหนบ้าง มีหลักเกณฑ์อย่างไรในการคัดเลือกแหล่งฝึกงาน มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ครับ  อยากให้เขียนเกี่ยวกับแหล่งฝึกงานของนศภ. หลักสูตร 6 ปีบ้างครับ"

ปัญหาคือ ที่ขอมา ผมอยู่นอกวงครับ เพราะไม่ได้เป็นคนจัดการตรงเรื่องนี้ และข้อมูลพวกนี้ ก็กระจัดกระจายมาก ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าใครมีข้อมูลครบอย่างที่ถามถึงบ้าง

 

 

 

Ico48
nam [IP: 124.157.148.12]
18 ตุลาคม 2552 10:23
#49506

แล้วทำไมหลาย ๆ สถาบันถึงมีการผลิตเภสัชกรเพิ่มขึ้นเอย ๆ ละคะ

คุณ nam

  • การผลิตสาขาใด เป็นเรื่องที่ระดับผู้กุมนโยบายมหาวิทยาลัยจะกำหนด
  • เรื่องว่า ที่ไหนกำหนดแบบทำการบ้าน หรือที่ไหนไม่ทำการบ้าน ผมไม่ทราบ
  • บางทีเหตุผลที่แท้จริง อาจไม่ได้ลึกอย่างที่เราคิดก็ได้ครับ
Ico48
ประชา [IP: 118.173.5.140]
28 กุมภาพันธ์ 2554 13:49
#63957

ผมเห็นด้วยครับกับที่ อ.วิบุลย์ วิเคราะห์มา... การเปิดรับหรือการผลิตโดยขาดการวิเคราะห์  จะสร้างปัญหาในอนาคตทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ... ปัจจุบันเราก็เห็นร้านยาใหม่ผุดขึ้นมาใหม่เหมือนดอกเห็ด...อยู่รอดบ้างไม่รอดบ้าง  เพราะการรองรับภาครัฐและภาคเอกชนไม่เพียงพอ... คงต้องให้ผู้กุมนโยบายรับทราบปัญหาและแก้ไข... ผมสนใจและติดตามหัวข้อนี้มานานแล้วครับ  รวมถึงงานวิจัยของ อ.เปิ้ล-ศิริภา อุดมอักษร ด้วย.. :)

Ico48
ออย014 [IP: 27.55.6.117]
14 เมษายน 2555 11:14
#76551

อนาคตน่าสงสารแหะ

T_T

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 44.192.112.123
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ